| |
และที่สำคัญสำหรับบทสัมภาษณ์ของพี่กอล์ฟ
ซึ่งทางกีตาร์ไทยต้องขอขอบคุณพี่กอล์ฟเป็นอย่างมากที่สละเวลา
มาให้สัมภาษณ์อย่างเต็มที่
ขอบคุณพี่เป้ (ธาริณี
ทิวารี) สำหรับน้ำ และ ขนม
ตลอดการสัมภาษณ์ และ
ที่ขาดไม่ได้
คือประชาสัมพันธ์ของบ้าน นาย Mojo
นาย Boo และ นางสาว Buckley
ที่ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นไปอย่าง
สนุกสนานตลอดเวลา
เรามาเริ่มอ่านบทสัมภาษณ์กันได้เลยครับ
Guitar Thai : สวัสดีครับ พี่กอล์ฟ
พี่กอล์ฟ : สวัสดีครับ
Guitar Thai :
อยากให้พี่ช่วยเล่าประวัติการเริ่มเล่นดนตรีของพี่หน่อยครับ
พี่กอล์ฟ :
ผมเริ่มเล่นดนตรีมาตั้งแต่อายุประมาณ
10 ขวบ
โดยแก็ปเป็นคนสอนเล่นกีตาร์
เล่นได้ประมาณ 3 เดือน
กีตาร์ถูกขโมย
เลยต้องหยุดเล่นไปประมาณ 1 ปี
แล้วก็มาเริ่มเล่นกีตาร์ใหม่แต่ไม่ได้จริงจังอะไรถึงขั้นต้องไปเรียน
จากนั้นรู้จักมือเบสคนนึงที่ชอบเล่นพวก
Blues
มากเขาต้องการมือกีตาร์มาเล่นกับเขา
เขาก็ไปซื้อหนังสือ Blues
Guitar มาให้แล้วเค้าก็
ให้ผมมาหัดตีคอร์ดให้เค้า
คือไม่ใช่เราไม่เคยเปิดหนังสือเพลงแล้วตีคอร์ดตามเลยนะ
เคย
เหมือนกัน
แต่ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่
ไปสนใจทางเพลง
ประเภทพวกที่พ่อชอบฟัง พวกผิวดำ
ประมาณ
Loius Armstrong
อะไรพวกนี้เลยได้รับอิทธพลจากตรงนั้นเยอะมาก
แต่เราไม่รู้เลยนะจนกระทั่งโตเนี่ยแหละ
เพราะเราได้ยินเพลงพวกนี้ทุกวัน
จนมันเป็นเรื่องธรรมดา
มาเริ่มเรียนกีตาร์จริง
ก็ตอนที่อยู่ช่างศิลป์อาจารย์
คนแรกที่เรียนกีตาร์คืออาจารย์
เฒ่า(สำราญ ทองตัน)
ตอนนี้ท่านอยู่ที่ภูเก็ต
เพราะอาจารย์คนนี้นี่แหละที่ทำให้เราไป
ถูกทางเลย วิธีสอนของท่านก็คือ
สมมติว่าเรียนเพลง Blue Monk
อยู่ท่านจะให้เทปมา 1
ม้วนภายในบรรจุด้วย
เพลง Blue Monk ใน Version ต่างๆ
ของหลากหลายศิลปินทำให้เราเข้าใจว่า
แค่อาศัย Form ของดนตรีที่
ทำให้ทุกอย่างอยู่ด้วยกัน แต่ Skill
การคิดขึ้นอยู่กับคนเล่นของแต่ละคนเราก็ฝึกอย่างนี้มาตลอด
คือชอบทางนี้ด้วย
หลังจากนั้นก็ได้เรียนกับอาจารย์
ประทักษ์ ได้พักนึง
ก็ไปเรียนกับอาจารย์ สมเจตน์
เรียนได้นิดนึงแกก็ไล่ไมให้มาเรียน
เพราะผมฝึกที่แกสอนได้หมดเลยแกก็บอกว่าจะเรียนทำไมเสียตังค์เปล่า
ไปฝึกเองที่บ้านดีกว่า
จากนั้นก็มาฝึกเองที่บ้าน
โดยข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับ
Jazz กับ Blues ข่าว, อัลบั้ม, ประวัติ
จะได้จากนิตยสาร Down Beat มือกีตาร์
ที่ชอบ
ตอนนั้นก็จะเป็นพวก Mike Stern, Jim HaLL, Pat Metheny
พวกนี้เราจะฟังตั้งแต่จบกรุงเทพคริสเตียน
สมัยเทป
Peacock น่ะ ตอนนั้นในหัวมีแต่ Jazz
อย่างเดียวเลยจนกระทั่งมาทำวง T-
Bone เนี่ยแหละตอนนั้นเล่นอยู่ตาม
Guest House ฝรั่ง
เพื่อนๆจะหาว่าเราเชยมากเลยนะ
ที่มาเล่น Jazz ดูว่าเราน่าเบื่อ
ไม่เคยสนใจพวกเสียงแตก
เลยนะ Jazz ล้วนแต่กีตาร์กับแอมป์
เราก็รู้สึกว่าแค่นี้มีเสน่ห์แล้ว
หลังจากนั้นมาเล่นที่ Saxophone Pub
ปีแรกที่เขา
เปิด ประมาณ 11 ปีแล้วเขา Audition
มือกีตาร์ ผมก็ได้ไปเล่นกับเค้า
ซ้อมได้ประมาณซักเดือนได้มั๊ง
เค้าไล่ออก
เค้าบอกว่าไม่เห็นจะเป็น Rock
เลยคือเราเสียใจมากเลยนะ
ประชุมกันเครียดเลยนะ
เหตุผลที่ไล่ออก คือเราผมสั้น
ชอบใส่เสื้อ ขาว
กางเกงสีกากีรวมแล้วคือเหมือนพวกข้าราชการมาเล่นดนตรี
ไม่เข้าถึงพวกเค้า
เพราะทุกคนผมยาว
หมด แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีนะ
ทำให้เรารู้ว่า เนี่ยรึ
คือสิ่งที่เขาคิด
คือมันจะมีนักดนตรีอยู่ประเภทนึงที่หลงไหลกับสิ่งที่ตัวเองแกะ
มาและเทิดทูนอยู่กับสิ่งนั้น
แต่พอเวลาที่มันเป็น Character
ของคนๆนั้นเล่น ออกมาน่ะ
เค้ารับไม่ได้
เพราะเป็นสิ่งที่เค้าไม่เคยได้ยิน
ซึ่งไอ้ตรงนั้นมันเป็นสิ่งซึ่งผมได้จากการเรียนศิลปะ
ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการภูมิใจ
มากกว่าถ้าเรามีอะไรๆเป็นของตนเองแต่ไม่ใช่ยืมเลยนะยืมแต่เรามาทำให้เป็นอีกอย่างนึง
คือเราทำพวกนี้ก็เป็น
แต่ก็พัฒนาตัวเองด้วยเช่นมีเทคนิคบางประเภทที่เล่นไม่ได้
เราก็มาหาวิธีเล่นให้ได้
หลังจากนั้นก็มาทำวง T-Bone
ทำเพราะจะเอาชนะไอ้คำพูดที่ว่าไอ้เด็กพวกเด็กเรียบร้อยมันเล่นเพลงพวกนี้ไม่ได้
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราเรียนศิลปะ
แต่ไม่ได้สนใจเรียนเท่าไหมุ่งทางกีตาร์
ช่วงระหว่างเลือกเรียนกับเลือกกีตาร์
ตอนนั้นก็ใช้เวลาเลือกเหมือนกันนะ
เพราะถ้าจะทำให้ดีต้องเลือกเอาอย่างเดียว
สุดท้ายก็เลือกดนตรี
แล้วก็หาคนมาทำวง T-Bone เล่นเพลง Blue
แบบ
Blue Rock เล่นตามตรอกข้าวสาร
งานดนตรีเรียกได้ว่างานไหนมีดนตรีไปเล่นหมด
ส่วนใหญ่ไมได้ตังค์ ส่วนใหญ่ได้
กินน้ำ
ด้วยความที่เล่นบ่อยทำให้กระแสมันดีเฉยเลย
ตอนนั้นตื่นเต้นมากเลยมีเสียงแตกตัวแรก
กับ Flanger ไม่ได้ซื้อ
ด้วยนะคนที่เล่นด้วยกันเค้าทนไม่ได้เค้าเลยมาให้ใช้
จากนั้นก็ไปเล่นที่ Blue Moon
ก็เริ่มคิดที่จะไปเรียนดนตรีที่
อเมริกา โดยช่วงนั้นฝึกประมาณ
6-8ชั่วโมง
ตื่นมาฝึกเลยเหมือนทหาร
พอออกไปเล่น
ใครๆว่าอะไรเราก็จดไว้เลย
แล้วก็ฝึกไว้ตรงนั้นน่ะ ไอ้ Realbook
เนี่ยผมได้มาวันแรกดีใจมากเลยเพลงมันเพราะมากเล่นกับเพื่อน
2 คน คนนึง
เล่นคอร์ด คนนึง Improvise
สลับกันไปมาก็เริ่มขอข้อมูลจากโรงเรียนดนตรีในอเมริกา
คือผมมีครอบครัวอยู่ที่อเมริกา
เค้าก็ส่งข้อมูลมาให้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ไปเรียนที่
รร.ดนตรีในอเมริกา
แต่ช่วงนั้นผมก็ไปเรียนกับอ.วิชัย
เที่ยงสุรินทร์
คนนี้สุดยอดคือสิ่งที่ได้จากอาจารย์
น่ะคือแกทะลุหมดเลยรู้จริงทุกอย่างเป็นครูที่ดีมากต่อมาก่อนที่
ผมจะไปเรียนดนตรี
ผมก็ไปเรียนภาษาเพิ่มที่แถวๆ Newyork
ก่อนเพราะมันยังไม่ถึงเวลาเรียนและบ้านที่ผมอยู่ที่โน่นมันจะเป็นที่รวมของ
คนหลายเชื้อชาติมากทั้งฃอย
พอเดินออกจากซอยก็เป็น Count Basie Hall
ครั้งแรกเลยก็ได้ดู Scott Handerson
ตอนแรกก็ยังไม่รู้จักว่าเค้าคือใคร
แต่เคยเห็นคนคนนี้ใน Guitar World
เค้าเขียนคอลัมน์อยู่แต่ไม่เคยฟังงานเค้า
พอ
ได้ดูตรงนั้นมันเปลี่ยนทุกอย่างที่เรามองหมดเลย
เค้าเก่งมากแล้วสิ่งที่ประทับใจมากคือวิธี
Solo คือมันมันส์มาก คือ
มันเหมือน Rock มันเหมือน Blues Jazz
ตอนนั้นเราก็เริ่มเป๋แล้วว่าทำไมเราไม่ไปเรียนกับคนอย่างนี้เลย
ได้ดูบ่อย
มากเพราะมีมาเล่นทุกอาทิตย์เลย
ก็ดูมาเรื่อยๆ เลยที่ Count Basie Hall
จนกระทั่งได้ดูวง All Star ของ
Newengland Consevertary
ซึ่งเป็นโรงเรียนดนตรีใน Boston
เป็นเด็กปีสุดท้ายที่เก่ง ๆ
มารวมกัน มีมือกีตาร์คน
นึงประทับใจมากเล่นได้มันส์มาก
มันส์กว่า Scott Handerson เค้าชื่อว่า David
Fiuczynzki พอเค้าเลิกเล่นก็เลยไป
คุยกับเค้าถามว่ารับสอนรึเปล่า
เท่านั้นล่ะ ไปเรียนที่ Boston
กับเค้าเลยก็เรียนๆ หยุด
มีตังค์ก็ไปเรียนกับเค้า
ตอนนั้น
ก็หยุดเรียนที่ โรงเรียนดนตรี
ทุกอย่างไปเรียนกับ David
ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ
ได้ดูดนตรีเยอะมากแต่ตอนนั้นชอบ
Sound ของพวก NEWYORK มัน Dark
มากเลยชอบอะไรที่มันอึดอัดน่ะ
ไม่ชอบ Bright ทาง LA. เพราะมันจ้า
ไปหลังจากนั้นก็กลับมาที่เมืองไทยได้ข่าวว่ามีอาจารย์คนนึงสอนกีตาร์
Jazz Style Tradition ได้เจ๋งมาก เล่นเจ๋งมาก
ก็ไปเรียนกับแกมีสิ่งหนึ่งที่ตลกมาเลยคือเวลาที่เรียน
Jazz ที่อเมริกาเรานับ 2/4
แต่ตอนเรามาอยู่ประเทศไทยไม่มีใคร
รู้จัก 2/4
เลยมีอาจารย์น้อยนี่แหละที่รู้จัก
2/4
อาจารย์น้อยเขาก็อยู่เมืองไทยด้วยความอึดอัดน่ะเพราะแกเต็มไปด้วย
พลังงาน
อยากเล่นแกอยากให้เห็นว่าวิธีเล่นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
แกเก่งมากเป็นพวก Chicago Style
ผมก็ไปเรียน
กับแกเพราะผมอยากรู้ว่าเค้าเรียนอะไรมา
ก็สนุกดีเวลาเราเล่นเราก็อยากจะเป็นเค้าเวลาเราเล่นเค้าก็อยากจะเป็นเรา
ตอนหลังก็หนักไปทาง Jam
แต่เรียนกับแกนี่ไม่เคยเสียตังค์เลยนะ
เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเค้าให้เรียนฟรี
และปัจจุบัน
ก็ยังเรียนอยู่กับ David Fiuczynzki
Guitar Thai : วง T-Bone
ก่อตั้งมาได้ยังไงครับ?
พี่กอล์ฟ :
ผมเองผมเป็นคนรวบรวมสมาชิกทั้งหมด
ชื่อวงก็ได้มาโดยความบังเอิญ
โดยเมื่อก่อนแก็ปเค้าทำงานเป็น
Designer
ร้านเสื้อผ้าแห่งนึงต่อมาเค้าก็ออกมาทำกางเกงเอง
ตั้งชื่อยี่ห้อว่า
T-Boneคือป้ายกางเกงมันน่าเกลียดมาก
เลยมันติดอยู่แบบติดก้นเลยพอเอาไป
Audition เค้าถามว่าชื่อว่าอะไร
แก็บเค้าก็ก้งโค้ง
แล้วชี้ที่ป้ายกางเกงว่า
T-Bone
ตอนหลังเพิ่งมารู้วว่ามันเป็นชื่อมือกีตาร์ด้วยนะ
( 3 ช.ม.ให้หลัง)
Guitar Thai : จนถึงปัจจุบันแล้ว T-Bone
ออกงานมาทั้งหมดกี่ชุดแล้วครับอะไรบ้าง
พี่กอล์ฟ :
ส่วนใหญ่เป็นอัลบัมหายาก ออกมา 4
ชุด
ชุดแรกที่มีเพลงเธอเห็นท้องฟ้าแทบจะไม่มีส่วนร่วมเลยเพราะ
ไม่มีใครเชื่อใจหรอกศิลปินใหม่ทำกับค่ายมูเซอครับ
ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะต่อมาก็ออกอีกชุดนึงชื่อชุดคุณนาย
สะอาด มีพี่ปุ้มตะวัน เป็น Producer
ต่อมาก็ออกอีกชื่อ เล็กชิ้นสด ,
กอด และเบาหวานตามลำดับ และมีชุด
Tokyo Ska Live MBK และกับ Tokyo Ska
ที่กำลังจะออกเป็น Live ในญี่ปุ่น
หนัาแรกเป็นของเรา 6 เพลงหน้า
สองเป็นของเค้าเค้าเป็นเจ้าภาพก็ประมาณ
10 เพลง T-Bone & Seven Dub ขายที่แถบอังกฤษ
ฝรั่งเศส ยุโรป
แล้วก็ล่าสุดออกเป็นรวมเพลง Reggae Ska
เป็นของรวมเพลง Ska จากทั่วโลก
ออกกับ
Putumayo Newyork (U.S.A)
Guitar Thai : งานชุดใหม่ของ T-Bone
จะออกเมื่อใหร่เป็นแนวไหน?
พี่กอล์ฟ : เป็นเร็กเก้ Ska Fussion
Drum and Bass (ฮ่า ฮ่า 5555)
งานต้องสมบูรณ์ก่อนถึงจะออกได้ก็คง
ประมาณ 4 - 5 เดือนน่ะ
Guitar Thai :
จะมีงานเดี่ยวบ้างไหมครับ
พี่กอล์ฟ :
ไม่มีครับไม่เคยคิดจะทำเพราะไม่ชอบการเล่น
Solo Guitar
คนเดียวชอบมีการสื่อสารระหว่างบุคคล
ในวงเยอะๆ
ไม่ชอบให้เป็นเรื่องของ อีโก้
อยากได้ยินเสียงอีกคนนึงเล่น
และผมก็ไม่มีข้อมูลมากในการที่จะเล่น
Solo Guitar คนเดียว (น่าเบื่อ) แล้วจริงๆ
คือ ผมเล่นห่วยแตกเอง
Guitar Thai :
ทราบว่าพี่เป็นคนที่ชื่นชอบดนตรี
Jazz
มากทำไมถึงสนใจดนตรีประเภทนี้ครับ
พี่กอล์ฟ : Rock ก็ชอบน่ะพวก Steve
VaI
อะไรพวกนี้ชอบหมดแต่ฟังแล้วมันท้อน่ะ
คือฟังแล้วผมไม่รู้สึกว่าผม
ทำได้เลย (ฮ่า ฮ่า 5555555) ผมเลยไม่ทำ
มันเป็นเรื่องที่แย่มากเลยนะ
(ผิดกับสันดานตัวเอง)
Guitar Thai :
ได้ข่าวว่าพี่เกือบจะได้เป็นมือกีตาร์ของ
Tokyo Ska Paradise
อยากให้พี่ช่วยเล่าหน่อยครับ
พี่กอล์ฟ : อ๋อ
ก็ไปเล่นกับเค้า
แต่พอดีมือกีตาร์เค้าออก
ทางวงเค้าเลยมาชวนให้ไปเล่นแบบรับจ้างน่ะ
ที่เคยรับจ้าง
ก็เป็นวงเร็กเก้ชื่อ Babara Page
เป็นวงอเมริกัน
ได้ความรู้มากเลยนะสิ่งที่เราเรียนรู้น่ะมันไม่ได้มีอยู่ในตำรา
เป็นเรื่องของประเพณีที่เค้าสืบทอดมาในวัฒนธรรมของชาวเร็กเก้เป็นสิ่งที่พวกเค้าโตมา
ผมจะรู้สึกว่าถ้าผมไปเล่น Jazz
อย่างเดียวผมจะทำไม่ได้ดี
แต่ถ้าผมนำเอาเร็กเก้มาผสม Jazz
จะทำได้ดีกว่าแต่ส่วนตัวก็ชอบดนตรีเร็กเก้นะมันหนืดดี
Guitar Thai :
ทราบว่าตอนนี้พี่ตั้งบริษัท
หัวลำโพงขึ้งมามีความเป็นมาอย่างไรครับ
?
พี่กอล์ฟ :
แต่ก่อนผมจะทำงานเป็น Producer
ให้กับบริษัท Sony Music ผมทำให้ป้าง
อัยย์ชุดแรกๆ และอีกหลาย
คน แต่พอทำๆ
ไปผมว่าเวลาคนเราเสียอุดมการณ์
จะขายจิตวิญญานที่ดีๆไปให้กับเงินผมว่ามันไม่คุ้มเลยน่ะ
คืออยู่ๆไป
สร้างความกดดันให้กับตัวเองทำไม
ทำไมเราไม่คิดว่าเราเป็นนายให้กับตัวเองเราจะทำได้ดีกว่าคือลองนึกดูซิคนที่ในหัว
ไม่ได้มีเพลง POPแต่ต้องทำเพลง POP
เพื่อขายน่ะ
โอ้โฮมั้นเหมือนกับเอาไม้มาตีหัวเลยน่ะ
กดดันมากเลย ทำให้คิด
ได้ว่าไอ้สิ่งที่เราทำเราคิดน่ะมันก็มีกลุ่มลูกค้าโดยตลอดเพียงแต่เราต้องไม่โลภมากน่ะในสิ่งที่เราทำก็เลยรวบรวม
เพื่อนๆ
ที่ชอบอะไรที่คล้ายๆกันกับพวกที่มีฝีมือทั้งหลายเข้ามาทำด้วยกัน
Concept
คือเป็นบริษัทเล็กที่มีความคล่อง
ตัวสูงไม่แบกภาระที่ไม่จำเป็นของสิ่งฟุ่มเฟือยทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่บานปลายทั้งหลาย
กลุ่มเป้าหมาย
ของเราคือคนที่ชอบเพลงReggae ,Ska, Dance
สมัยใหม่ เพลง Folk
โดยหัวลำโพงนี่จะมี Office
อยู่ที่สวน
จตุจักรทุกเสาร์อาทิตย์
เพื่อขายสินค้าที่ผลิตโดยหัวลำโพง
แล้วมีแนวความคิดอีกอย่างนึงว่าทำไมเทปต้องไปขายที่ร้าน
ขายเทปเสมอไป มันน่าเบื่อมาเลย
ฃึ่งปกติเทปเราก็ไม่ใช่ขายได้เยอะทำไมเค้าต้องมาวางให้เกะกะแผงเทปเค้าทำไม
ผมมองว่าการจัดจำหน่ายน่าจะตรงตาม
Style กับคน แต่มันเป็นรื่องยากนะ
ที่จะทำให้ระบบนี่เกิดขึ้น
เพราะทุกอย่าง
อาศัยสื่อหน้าตา
ไม่มีการประเมินคนจากงาน
ค่านิยมพวกนี้มันถูกสร้างมาอย่างแข็งแรงมากแล้ว
แต่ความรู้สึกผมคิดว่า
คนที่เค้าขอบอะไรที่มันเป็นอีกอย่างนึงเราน่าจะมีขยะสำหรับคนที่อยากทำอะไร
อยากพูดอะไร อยากฟังอะไร มันน่า
สนุกดีนะ
และสำหรับกลุ่มคนที่มาทำงานกับ
บริษัทหัวลำโพงก็จะมีโหน่ง
ที่มาจากละอองฟองแล้วก็มีฝรั่ง
Seven Dub
เป็นวงฝรั่งเศสและเยอรมันเป็นแบบ
Remix โดย
Polygramเป็นผู้จัดจำหน่ายสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มองไว้คือกลุ่มที่
ฟังเพลงฝรั่งน่าจะชอบนะสำหรับเพลงที่บริษัทหัวลำโพงจะผลิตออกมา
Guitar Thai :
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พี่มั่นใจว่าพร้อมจะมาทำบริษัทของตนเองครับ
?
พี่กอล์ฟ :
อาจจะเป็นเพราะจาก T-Bone ด้วยนะ
เพราะได้ความเป็นบวกมากกว่าความเป็นลบแล้วจำนวนคนฟัง
ประเภทนี้มันมีพอสมควรทีเดียวซึ่งมันไม่ได้อยู่ในกระแสของแฟชั่นนิยมเลย
แฟชั่นทางดนตรีมันก็เปลี่ยน
ไปเรื่อยๆ
แต่กลุ่มคนที่ฟังเพลงพวกนี้ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมเพราะผมไม่ได้ออกงานแบบ
Fast Food น่ะ
Guitar Thai :
พี่กอล์ฟมีตารางการฝึกฝนกีตาร์ของตนเองต่อ
1 วันอย่างไรบ้างครับ
พี่กอล์ฟ :
พอตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ถูบ้าน เสร็จ
โกยขี้หมา
กินกาแฟเสร็จก็จะเริ่มฝึกกีตาร์โดยปัจจุบัน
ตั้ง Warm Up
ประมาณ 20 นาที พวก Chomatic Line
มาฝึกแล้วพวก Sweep Picking
แต่ความแตกต่างจะเป็นในเรื่องของ
Position ของมือซ้าย จะ Disonance คือผมจะเอา
Half Whole มาทำเป็น Pattern นิ้วแล้วก็จะ Sweep
เพราะถ้า
Sweep แบบ Gmaj7 เป็นคอร์ดมันจะลื่นไป
ก็เลยคิดว่าให้มันเป็นแบบ min2nd, maj3rd,
min3rd
แล้วโน้ตมันจะเบียดๆกัน ไอ้ Sound
พวกนี้แปลกมันเหมือนมันลอยอยู่บน
Form ทุกอย่างเลยเพราะผมชอบสร้าง
Tension ในการเล่น (Tension & Release)
การฝึกเทคนิคมันเป็นเรื่องความอดทนแต่ในการพัฒนา
Melodic
ในการ Solo
ถ้าทำได้มันจะคลี่คลายทุกอย่างเลยนะหลังจากนั้นก็จะมาฝึก
Apeggio ประเภท Alteration, Half
Whole, Diminished, Whole tone แล้วก็ Cluster
คืออะไรก็ได้ที่มัน Sound
ไม่ชาวบ้าน คือ Fingering
มันจะมันส์มาก
คือมันต้องเล่นจนมัน Get
เข้าไปอยู่ในหัวน่ะ
มันถึงจะสร้าง Melodic ได้
เพราะมันไม่ได้อยู่ใน
Diatonic ไง แต่เสน่ห์ ของ Sound
นี้มันมหัศจรรย์มากเลยนะ
ถ้าใช้มันถูกที่เวลา
Improviseมันจะไม่ OUT นะ
เหมือนเป็นเวลาเราไล่สเกลโน้ตใน
Chord คือจังหวะตก หมด
จังหวะยกจะเป็น Tension ทั้งหมดเลย
ถ้าเราไม่คิดที่เอา
และมาไว้ตรงจังหวะตกละ
ก็เหมือนการสร้าง Substitution ง่ายๆ จาก
Basic Scale ที่มีอยู่ล่ะ
หลังจากฝึก Arpegeo พวกนี้ก็จะเอา Melody
เพลงมาเล่นอยู่ใน Scale แปลกๆ เช่น
เพลง Now's the time
(เพลงของ Charie Parker) มาเล่นอยู่บน Lydian b7
นั่นคือตรงนี้เพื่อให้มันชินแต่ถ้าเราเจอ
Scale เราจะไม่พรืดๆ
เราจะนำมันมาแตกเป็น Group ของ Melody
แล้วอีกสิ่งหนึ่งทีสำคัญคือ Root
มันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะเริ่มต้นแต่
มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นิสัยเสียมาก
เพราะถ้าเวลา Improvise มันจะเริ่มจาก
Root ก่อน รวมแล้วจะผึก Arpegio
ประมาณ ? ชั่วโมง แล้วก็จะฝึกพวก Mode
ซึ่งตอนนี้ที่ขอบมากก็คือ Phygian Major
เพราะมันเหมือนแขกมาก
แล้วผมก็พยายามยัดเยียดอันนี้ไปในทุกอย่างที่ผมทำ
แกะเพลงก็มีนะเช่นตอนนี้ผมแกะเพลง
มหาวิษณุ ออเคสตร้า
(Awakening)
มันยากมากเอามาฝึกแค่ลองเป็นคนอื่นดู
8 Bar
นี่คือสิ่งที่ผมฝึกทั้งหมดประมาณ
4 ชั่วโมงทุกวัน
ช่วงบ่ายก็จะแต่งเพลงทำงานอย่างอื่นไป |
|