การเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลในประเทศไทย : วิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็น  
 
ดนตรีเป็นสิ่งที่จรรโลงโลก ช่วยสร้างความสุขให้เกิดแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังตลอดจนผู้ที่เป็นผู้เล่นผู้บรรเลง เคยมีรายงานการวิจัยทางการแพทย์ว่าเด็กที่เรียนรู้ดนตรีควบคู่ไปกับวิชาการต่างๆ นั้น จะมีพัฒนาการทางสมอง ตลอดจนมีความเยือกเย็นนุ่มนวลในพฤติกรรมการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดีกว่าและมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนรู้ดนตรีเป็นอย่างมาก

ตั้งแต่ผู้เขียนเป็นเด็กเริ่มจำความได้ ก็ได้รู้จักเรียนรู้ดนตรีสากลมาตั้งแต่บัดนั้น จวบจนถึงบัดนี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบปีแล้ว

สิ่งที่คุณครูได้สอนให้รู้จักก็คือชื่อของเสียงต่างๆ อันได้แก่ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที รวมทั้งหมดเจ็ดชื่อ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเด็กไทยและคนไทยแทบจะทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนคงจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของดนตรีสากล นั่นก็คือ “ความยาก” ไม่เชื่อท่านลองเข้าไปถามผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆ ดูเถิด ร้อยทั้งร้อยก็จะตอบว่า “ยาก…” หรือไม่ก็ “เรื่องดนตรีคงต้องให้คุยกับครูดนตรี ตัวผมเองไม่สันทัดหรอก…” อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะได้รับคำตอบแบบนี้เช่นเดียวกันจากผู้บริหารการศึกษาในระดับที่สูงไปกว่านี้ ไม่ว่าจะในระดับกรมหรือในระดับกระทรวง และแม้กระทั่งในระดับที่สูงไปกว่านั้นก็คือในระดับของคณะรัฐมนตรี

ตลอดเวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนได้พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลในประเทศไทยหลายๆ ประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบสืบเนื่องซึ่งกันและกัน จนเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเหตุแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อประกอบกันเข้าแล้ว ก็ได้ก่อให้เกิดเป็นวิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

เรื่องแรกก็คือ เราจะพบเห็นหรือสังเกตเห็นได้ว่าเด็กนักเรียนจำนวนมากต่างพากันเมินหน้าหนีจากการเรียนรู้วิชาดนตรีสากล ซึ่งน่าจะเกิดมาจากกรอบการรับรู้ที่บอกเล่าสืบทอดกันต่อๆ มาในทุกระดับอายุและทุกระดับความคิดว่าการเรียนรู้ดนตรีสากลเป็นเรื่องที่ยาก พอพูดถึงเรื่องการเรียนดนตรี ต่างก็นึกเห็นภาพของตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นลอยเด่นเป็นเครื่องกีดขวางที่น่ากลัวเสียแล้ว

เรื่องต่อมาก็คือ เราจะพบว่ากระบวนการสอนวิชาดนตรีสากลของครูดนตรีแทบจะทั้งหมดในประเทศไทยนั้น ล้วนแล้วแต่ติดอยู่ในกรอบการถ่ายทอด โดยทั้งหมดจะเริ่มต้นด้วยการสอนให้รู้จักกับตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น ซึ่งเป็นเหมือนกับยาดำหรือยาขมหม้อใหญ่ ไม่ว่าสำนักตักศิลาไหนๆ หรือตำราเล่มใดๆ ในประเทศไทยล้วนต่างมุ่งหน้าเดินไปตามวิธีการสอนแบบนี้แนวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ราวกับว่าถ้าไม่เริ่มเรียนรู้ดนตรีผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นแล้ว ผู้เรียนจะไม่มีวันที่จะเข้าใจและจะไม่สามารถเล่นดนตรีสากลเป็นเพลงได้เลยสักคนกระนั้น

ผู้เขียนเองก็นึกแปลกใจว่านักดนตรีตาบอดที่มีอยู่มากมายก็ดี หรือนักดนตรี “แตรวง” นับร้อยวงที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งต่างเดินนำหน้าขบวนแห่นาค ส่งนาคเข้าโบสถ์ทั่วประเทศไทยมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ นับจำนวนนาคได้ไม่ถ้วนนั้นก็ดี หรือแม้กระทั่งนักดนตรีบางคนในวงยอดนิยมบางวงที่ไม่เคยเรียนรู้ตัวโน้ตมาก่อนก็ดี รวมตลอดไปถึงนักดนตรีในสมัยก่อนหน้าที่จะมีการเรียนรู้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นก็ดี เขาเหล่านั้นดูถ้าจะเป็นนักดนตรีผู้วิเศษหรืออย่างไร ที่สามารถเล่นดนตรีได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น

การที่นักดนตรีตาบอดก็ดี หรือนักดนตรีแตรวงก็ดี ตลอดจนนักดนตรีอื่นๆ ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกือบจะร้อยทั้งร้อยล้วนแต่ไม่เคยได้เรียนรู้ดนตรีผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น แต่กลับสามารถเล่นดนตรีได้เป็นอย่างดีนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ฝึกฝนดนตรีนั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นก็ได้ เพียงแต่ว่าถ้าสามารถอ่านโน้ตและปฏิบัติโน้ตได้ด้วย ก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

เปรียบได้กับเด็กที่ยังไม่เคยผ่านการเรียนรู้ ก.ข. กอกา แต่ก็สามารถสื่อสารส่งเสียงพูดคุยกับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นแล้วถ้าได้มีโอกาสเรียนต่อในโรงเรียนก็จะสามารถอ่านออกเขียนได้ในภายหลัง คงไม่มีเด็กทารกคนใดที่พอลืมตาดูโลกขึ้นมาก็เริ่มเรียนเขียนอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ กันตั้งแต่แรกเกิดเป็นแน่

สองเรื่องแรกที่ผ่านไปนั้น ได้ส่งผลให้เรื่องต่อมาก็คือจำนวนครูดนตรีที่จะมาถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีให้แก่เยาวชนของชาติก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ทางราชการหรือผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการศึกษาของชาติก็ทำได้แต่เพียงการออกมาแก้ตัวว่า เป็นเพราะครูดนตรีมีจำนวนน้อย และวิชาดนตรีเป็นวิชาที่ยาก เท่านั้นเอง ยังไม่มีผู้บริหารการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงผู้หนึ่งผู้ใดมองเห็นผ่านทะลุไปถึงการที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลให้เป็นเรื่องที่ทำได้เข้าใจได้ง่ายๆ แต่ประการใด อาจจะเป็นไปได้ว่ายังมองไม่เห็นเป็นปัญหา หรือแม้จะมองเห็นเป็นปัญหาแล้ว แต่ก็ยังนึกหาวิธีการแก้ไขไม่พบ ก็เป็นได้

วิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ทำโดยการตัดวิชาดนตรีออกจากตารางสอน ปรับเปลี่ยนให้เป็น “กลุ่มสาระ” แทน หมายความว่าถ้านักเรียนคนใดสนใจ ก็ให้ไปเข้ากลุ่มเรียนรู้เอาเอง ไม่มีการเรียนการสอนตามตารางสอนแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งวิธีการนี้ดูจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูดนตรีได้เป็นอย่างดี แต่น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาแบบกำปั้นทุบดินเสียมากกว่า กล่าวคือเมื่อไม่มีครูหรือครูมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอ ก็ไม่ต้องสอน ต่อไปใครอยากจะรู้ก็ให้ไปขวนขวายหาเอาเอง แบบว่าตามมีตามเกิด ซึ่งก็คงจะเป็นวิธีที่นึกได้ทำได้อยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ยังนึกหาวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ได้

แต่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เมื่อเวลามีการสอบรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของภาควิชาดนตรีในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มักจะพบว่าข้อสอบที่ออกมาใช้สอบคัดเลือกนั้น ดูราวกับว่าเด็กนักเรียนในระดับต้นๆ ก่อนหน้านั้นได้รับการสอนวิชาดนตรีสากลมาเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วแทบจะไม่มีโรงเรียนใดสอนดนตรีได้มากมายขนาดนั้นเลย เด็กที่สอบได้ล้วนแล้วแต่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีเป็นอย่างสูง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีทั้งสิ้น

ส่วนผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษา ได้ร่ำเรียนวิชาดนตรีในระดับมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา อันมีจำนวนน้อยนิด ซึ่งควรจะต้องมาทำหน้าที่เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้กับยาวชนรุ่นต่อไปนั้น บางส่วนก็กลับไม่ได้เลือกที่จะประกอบอาชีพราชการครูเพราะต้องการความอิสระ จึงยิ่งทำให้จำนวนครูดนตรีที่แต่เดิมมีน้อยอยู่แล้วนั้นก็ยิ่งลดน้อยลงทุกขณะ

สำหรับผู้ที่เลือกเข้ามาทำหน้าที่ครูดนตรี ก็ติดกรอบการเรียนรู้และการถ่ายทอด กล่าวคือตนเองเรียนรู้มาอย่างไร ก็สอนไปอย่างนั้น นั่นก็คือการสอนดนตรีด้วยการเริ่มต้นที่ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นต่อไป เรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนวิชานี้

ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานั้นก็ดำเนินไปเป็นวงจร ปีแล้วปีเล่า รอบแล้วรอบเล่า ผู้เรียนก็เมินหน้าหนี ผู้สอนก็น้อยลงทุกที ผู้เขียนเองก็นึกแปลกใจ ที่ผู้บริหารการศึกษาในระดับสูงของชาติที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ให้ความสนใจในการที่จะคิดค้นหาวิธีการถ่ายทอดวิชาดนตรีในแนวอื่นเข้ามาใช้ในกระบวนการศึกษา ยังคงสอนด้วยวิธีเดิมๆ ต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่ากระบวนการเรียนการสอนด้วยวิธีเดิมๆ ก็ให้ผลแบบเดิมๆ

ผู้เขียนเคยผ่านการเรียนในวิทยาลัยพณิชยการ มีจำนวนนักเรียนแต่ละรุ่นแต่ละวิทยาลัย ไม่ต่ำกว่ารุ่นละสี่ร้อยคน ในแต่ละรุ่นนั้นจะมีผู้ที่พิมพ์ดีดเร็วจี๋อยู่เพียงสองสามคน แต่ว่านักเรียนทั้งรุ่นพิมพ์ดีดได้ทุกคน แปลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวิชาพิมพ์ดีดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ลองหันกลับมาพิจารณาจำนวนนักเรียนระดับมัธยมต้น ทั้งประเทศมีจำนวนหลายแสนคนในแต่ละปี แต่ถ้าเรานับดูจำนวนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจทางดนตรี กลับมีอยู่เพียงไม่กี่สิบกี่ร้อยคนเท่านั้น แปลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของประเทศไทยเรามีอยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แปลกใจว่าผู้บริหารการศึกษาในระดับกระทรวงหรือระดับชาติกลับไม่เคยมองเห็นความผิดปกติในเรื่องนี้

ผู้เขียนไม่ใช่นักดนตรีที่มีฝีมือเก่งกาจ ไม่ใช่ผู้ที่มีชื่อเสียงทางดนตรี แต่ผู้เขียนพอจะมีความรู้ความเข้าใจในหลักการดนตรีสากล ในระดับที่ผ่านการเรียนวิชาเรียบเรียงเสียงประสานมาแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าทฤษฎีดนตรีสากลนั้น สามารถถ่ายทอดได้โดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น และการเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีสากลเป็นคนละส่วนกับการเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านตัวโน้ต มิหนำซ้ำการได้เรียนรู้และเข้าใจทฤษฎีดนตรีสากลไปก่อนนั้น จะช่วยเสริมแรงให้การเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านตัวโน้ตนั้นได้ผลสัมฤทธิ์มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม ผู้เขียนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเรียนการสอนวิชาหลักการหรือทฤษฎีดนตรีสากลโดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นนี้ สามารถทำได้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรใดๆ ก็ได้ โดยใช้เวลาไม่นานเกินหนึ่งภาคเรียนอย่างแน่นอน

สำหรับการเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านตัวโน้ตนั้นเป็นเรื่องของการฝึกฝนต่อยอด ซึ่งหากบุคคลผู้นั้นได้รับรู้เรียนรู้หลักการดนตรีสากลไปก่อนแล้วก็จะทำให้การฝึกฝนเรียนรู้ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับความสนใจความรักความชอบของแต่ละบุคคล เชื่อได้ว่าจะทำให้จำนวนผู้ฝึกฝนเรียนรู้ดนตรีจนถึงขั้นที่ชำนาญใช้การได้นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการที่จะเรียนรู้และฝึกฝนการเล่นดนตรีสากลนั้นไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น เพียงแต่ต้องการจะบอกว่าการเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีสากลโดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ผู้เรียนบังเกิดความเบื่อหน่ายหรือขยาดกลัวเสียก่อน เมื่อเรียนรู้เข้าใจดีแล้ว หากจะเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นก็จะทำได้ง่ายขึ้นกว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบเดิมๆ ที่ทำให้ผู้เรียนขยาดกลัวตั้งแต่เริ่มต้นเห็นตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นเสียแล้วนั้น

และผู้เขียนก็ไม่ได้บอกอีกด้วยว่าจะต้องเรียนเฉพาะทฤษฎีดนตรีสากลเท่านั้น หากแต่ต้องการจะบอกว่าควรจะให้เด็กมีความเข้าใจในทฤษฎีดนตรีสากลที่สามารถสอนได้ถ่ายทอดได้เรียนรู้ได้ โดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นเสียก่อน ควบคู่ไปกับการเรียนเนื้อหาสาระต่างๆ ตลอดจนการฝึกฝนการปฏิบัติดนตรีควบคู่กันไป เรียกได้ว่าอย่างน้อยก็ขอให้เข้าใจหลักการทางดนตรีเสียก่อน เมื่อรู้เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะไม่เกิดความเบื่อหน่ายรังเกียจที่จะฝึกฝน หนำซ้ำอาจจะเกิดความรักความสนใจมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่ว่าจะฝึกฝนได้ชำนาญแค่ไหนเพียงใดนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ที่จะเกิดผลตามมาภายหลัง

สำหรับกระบวนการสอนและวิธีการถ่ายทอดความรู้ไปสู่เยาวชนนั้น คงต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของคุณครูผู้สอนที่จะได้ค่อยๆ สอดแทรกความรู้ไปสู่เยาวชนในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอสมแก่วัยของผู้เรียน หรือมิฉะนั้น หากผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของประเทศจะได้ให้ความสำคัญ ดำเนินการจัดทำเป็นหลักสูตรเพื่อให้คุณครูผู้สอนได้ใช้เป็นหลัก ก็จะยิ่งเป็นคุณูปการแก่การเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาและภาวะวิกฤตการณ์ทางการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของประเทศไทย ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นนี้ ให้คืนสู่สภาพที่ดีที่ควรจะเป็นก็เป็นได้

ผู้เขียนได้แต่แอบตั้งความหวังไว้ในใจว่า จะมีผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของชาติได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และผู้เขียนพร้อมเสมอที่จะให้ความร่วมมือในการบอกเล่าถึงวิธีการสอนทฤษฎีดนตรีสากลโดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นนี้ เพื่อที่วิกฤตการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นนี้จะได้พ้นไปจากประเทศไทยเสียที








   สมาชิกแบบพิเศษ   biospray   6 ก.ค. 52   เวลา 21:58:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 125.27.211.166


 


  คำตอบที่ 1  
 
เยี่ยมครับท่าน ตรงใจผมเลย
อยากอ่านบทความท่านอิกจังเลย

ขอบคุณครับ

   Pandatronics      7 ก.ค. 52   เวลา 12:30:00   IP = 114.128.166.160
 


  คำตอบที่ 2  
 
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เริ่มเล่นดนตรีแบบมวยวัด อ่านโน้ตไม่เป็นแม้แต่น้อย แต่ก็พยายามฝึกฝนจนสามารถเล่นเป็นอาชีพได้ และมีความสุขกับการได้เล่นดนตรี หลังจากนั้นไม่นานผมจึงเริ่มหัดอ่านโน้ต เพราะมีความคิดที่จะศึกษาทฤษฎีดนตรีเพิ่มเติม จนมาถึงปัจจุบันผมสามารถอ่านโน้ตและเล่นตามได้อย่างคล่องแคล่ว

ผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณ สุขสันต์ครับ ควรให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากเล่น หรือเล่นแล้วมีความสุขเสียก่อนแล้วความเข้มข้นในเรื่องการอ่านโน้ตหรือความเข้าใจภาคทฤษฎีอื่น ๆ นั้นให้ค่อย ๆ ตามมา เพราะการเล่นดนตรีนั้นคือการถ่ายทอดจินตนาการของบุคคลหนึ่งสู่อีกบุคคลหนึ่ง หากมีสิ่งใดมาขวางกั้นการทำให้เกิดจินตนาการของบุคคลแล้ว ก็เปรียบได้ดังการที่เรียกว่า "ไม่ได้เกิด"

อยากให้มีนักดนตรีเก่ง ๆ เกิดขึ้นในบ้านเราเยอะ ๆ ครับ
เขียนอีกสิครับ ผมชอบ

   สมาชิกแบบพิเศษ      catz2go      9 ก.ค. 52   เวลา 15:38:00   IP = 124.120.172.229
 


  คำตอบที่ 3  
 
ตอบคุณ Pandatronics และคุณ catz2go รวมถึงทุกท่านที่จะเข้ามาโพสภายหลังทุกท่านครับ

ต้องขอขอบคุณมาก อย่างน้อยผมก็ยังสบายใจว่าในประเทศไทยนี้ยังมีผู้มองเห็นวิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็นนี้อยู่บ้าง รวมทั้งยังมีแนวความคิดเห็นที่ตรงใจซึ่งกันและกัน

ผมขอยืนยันว่า ตราบใดที่แผ่นดินยังไม่กลบหน้า ผมจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของชาติไทยเราได้ตระหนักถึงวิกฤติการณ์นี้ และออกมาร่วมรับผิดชอบในการปรับแก้กระบวนการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลในประเทศของเราให้หลุดพ้นจากวิกฤติการณ์ที่ว่านี้ให้ได้

บทความดังกล่าวจะถูกส่งไปยังหนังสือพิมพ์ต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ นอกจากนั้นผมจะได้ดำเนินการทางสังคมเพื่อหาแนวร่วมในการขับเคลื่อน

โดยตัวของผมเองก็จะพยายามหาทางถ่ายทอดความรู้ที่ผมมีอยู่ไปสู่เยาวชนรุ่นหลัง ด้วยอีกทางหนึ่ง

ความมุ่งหวังของผมจะสำเร็จหรือไม่ผมไม่สนใจ แต่ผมจะทำต่อไปตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่

   สมาชิกแบบพิเศษ      biospray   9 ก.ค. 52   เวลา 21:21:00   IP = 125.27.208.174
 


  คำตอบที่ 4  
 
โอ้ว พี่แมวมาตอบเองเลย

   สมาชิกแบบพิเศษ      Indigo_66      11 ก.ค. 52   เวลา 7:01:00   IP = 60.240.27.49
 


  คำตอบที่ 5  
 
ผมรักดนตรีมากๆ และอยากให้คนไทยหันมาสนใจ และ ใส่ใจมันให้มากขึ้นกว่าเดิม

   chanibal      15 ก.ค. 52   เวลา 5:40:00   IP = 112.142.134.27
 


  คำตอบที่ 6  
 
เป็นกำลังใจให้นะครับท่าน biospray
ตอนนี้ผมกำลังไล่อ่าน บทความทั้งหมดของท่านอยู่ครับ ดีมากๆเลย ได้ความรู้เพิ่มเพียบ
ยังไงจะคอยติดตามผลงานต่อไปนะครับ

ปฏิวัติเรื่องแบบนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ดีกว่าแบบอื่น แหะๆ พอละครับเดี๋ยวซวยกัน

   Pandatronics      15 ก.ค. 52   เวลา 17:49:00   IP = 114.128.115.206
 


  คำตอบที่ 7  
 
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ แต่มีบางสิ่งที่อาจจะมองต่างมุมไปนะคะ
การเล่นดนตรี การฟัง การร้องและอื่นๆ จุดประสงค์ของแต่ละคนก็ต่างกันไป
สังคมก็ต่างกัน แต่สื่อสารกันได้ด้วยดนตรี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
ความสุขที่เราได้รับ จาก ดนตรีค่ะ ^^



   Dolce Vita      17 ก.ค. 52   เวลา 23:17:00   IP = 124.120.89.24
 


  คำตอบที่ 8  
 
เห็นด้วยครับ อยากอ่านโน้ตเก่งๆมั่งจัง ^^

   Kot Metheny      18 ก.ค. 52   เวลา 19:25:00   IP = 58.8.126.186
 


  คำตอบที่ 9  
 
เป็นบทความที่ดีมากๆๆเลย

เห็นด้วยอย่างยิ่ง!

   fevrier_เดกกุมภา      19 ก.ค. 52   เวลา 8:08:00   IP = 125.26.50.183
 


  คำตอบที่ 10  
 
ผมสนใจหนังสือ พิณไร้สาย ( ไม่แน่ใจว่าชิ่อถูกหรือป่าว ) ที่พี่บอกไม่ทราบว่าจะหาอ่านได้ที่ใหนครับ..

   สมาชิกแบบพิเศษ      Oldman40      21 ก.ค. 52   เวลา 12:28:00   IP = 124.121.94.213
 


  คำตอบที่ 11  
 
ตอบคุณ Oldman40 และทุกท่านที่สนใจหนังสือ “พิณไร้สาย” ครับ

หนังสือ “พิณไร้สาย” พิมพ์ขึ้นมาเพียง 100 เล่ม เพียงเพื่อให้เกิดลิขสิทธิ์ก่อนเท่านั้น ต้นทุนที่พิมพ์ตกเล่มละ 135 บาท จึงไม่มีวางขายที่ใดในประเทศไทยนี้

ท่านที่สนใจจะกรุณาเข้าไปอ่าน “บทนำ” ได้ก่อนที่ http://glassharpmusichome.pantown.com/ ในหัวข้อ “พิณไร้สาย->หนังสือดีที่รอรับการสนับสนุน และหากยังสนใจต้องการจะมีไว้ในครอบครอง เมล์มาบอกกล่าวกันได้ที่ sooksant_th@hotmail.com ครับ

เนื้อหาใน “พิณไร้สาย” เป็นเรื่องของทฤษฎีดนตรี สาระแบบเดียวกับที่เขียนไว้ในเวปบอร์ดของ guitartai.com ในหัวข้อ “เรียนรู้เรื่องสเกลแบบว่าให้เข้าใจง่ายๆ ฯลฯ” น่ะครับ เพียงแต่ว่าเขียนในสไตล์ของหนังสือพ๊อกเก็ตบุค เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ อย่างละเอียด แบบว่าไม่ต้องเครียดเท่านั้น

หากผมต้องการร่ำรวยจากการขายหนังสือ “พิณไร้สาย” ก็คงจะไม่เขียนข้อความมาลงไว้ในเวปบอร์ดของ guitartai.com ตั้งหลายตอนหรอก จริงไหมครับ จึงต้องกราบขออภัยท่าน Admin เป็นอย่างสูง เพราะว่าท่านสมาชิกถามมาจึงต้องตอบไป ขอความกรุณาอย่าได้ลบข้อความนี้เลยนะครับ

ผมเคยหวังไว้ว่าถ้าหนังสือเล่มนี้เกิดขายดีขึ้นมา ก็จะได้รวบรวมเงินมาตั้งเป็น “มูลนิธิพิณแก้ว” แต่ว่าคงจะหวังไม่ได้ เอาแค่ว่าความหวังที่จะเห็นประเทศไทยหลุดพ้นจาก “วิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็น” ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า แต่ไม่แน่นา ถ้าทุกท่านจะได้ช่วยกันสร้างกระแส ก็อาจจะทำให้ผู้ที่รับผิดชอบในการบริหารการศึกษาระดับสูงของชาติไทยเราได้ตื่นขึ้นมาจัดการกับเหตุวิกฤตการณ์ที่ว่านี้ให้ผ่านพ้นไปได้ก็เป็นได้


   สมาชิกแบบพิเศษ      biospray   21 ก.ค. 52   เวลา 22:43:00   IP = 125.27.219.5
 


  คำตอบที่ 12  
 
ขอนำกลอนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ามาว่า "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก"
แค่เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทยไม่ว่าเป็นในยุคใด หรือองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันก็ทรงดนตรีและทรงมีอัจฉริยะภาพทางดนตรีเป็นอย่างสูง ดังนั้นทางภาครัฐฯ และภาคเอกชนควรจะมีการส่งเสริมให้เยาวชน รวมถึงบุคคลต่าง ๆ ให้มีความรู้ทางดนตรี นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดสมาธิ รวมทั้งใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งด้วย

ถ้าเป็นไปได้ภาครัฐ ฯ และ เอกชน ส่งเสริมแล้วควรจะมีการเก็บภาษีเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ดนตรีในราคาที่ไม่แพง เพราะการที่จะได้เครื่องมือดี ราคาไม่แพงย่อมจะหาได้ยาก แต่ถ้าทางรัฐบาลช่วยสนับสนุนก็ย่อมเกิดผลดีไม่น้อย

   ohmmy   27 ก.ค. 52   เวลา 22:31:00   IP = 115.67.219.119
 


  คำตอบที่ 13  
 
เจ๋งครับ

^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      CatzCrewz      4 ส.ค. 52   เวลา 8:01:00   IP = 58.8.239.142
 


  คำตอบที่ 14  
 
ผมเป็นมวยวัดมาตลอด มีDVDหนังสือสื่อการสอนที่เก็บเป็นของตัวเองมาก ทุกวันนี้ยังอ่านโน๊ตไม่ได้เพาะไม่มีความเพียรมันต้องจำเยอะมาก (เรียนดวยตัวเอง)

   peeming      29 ก.ย. 52   เวลา 7:39:00   IP = 58.64.114.99
 






ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่

any comments, please e-mail   webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋)
All Rights Reserved (C) Copyright 1999 - 2005