+++ เทศกาลเช็งเม้ง +++  
 
วันนี้ได้ไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษมา
เลยขออนุญาตทุกท่าน อยากนำเสนอบทความเกี่ยวกับเทศกาลเช็งเม้ง มาเล่าสู่กันฟัง
โดยผมได้ตระเวณเสาะหาบทความจากหลายแหล่ง แล้วนำมาจัดเรียงใหม่
ขอบคุณเจ้าของบทความเหล่านั้นทุกๆท่าน








   world      5 เม.ย. 50   เวลา 15:38:55       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 1  
 
อารัมภบท...

วันเช็งเม้ง (เป็นภาษาแต้จิ๋ว) ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า "清 明 节" - "Qīng míng jié" = ชิง หมิง เจี๋ย

เป็นเทศกาลไหว้บรรพบุรุษของชนเชื้อสายจีนที่ฮวงซุ้ยในช่วงเดือน 3 ของจีน
ตรงกับวันที่ 4 ของเดือนเมษายนในปฏิทินจีน ซึ่งตรงกับเดือน 5 ของไทย
จะเริ่มต้นตั้งแต่ 15 วันก่อนวันที่ 5 เมษายนและหลังอีก 10 วัน
เป็นเทศกาลแห่งความแจ่มใสและสว่าง
มีการจัดฉลองในประเทศจีนมาหลายพันปีแล้ว
แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่แสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว
แต่ก็ยังเป็นวันเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัวด้วย เชงเม้งเริ่มต้นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแจ่มใสและสว่าง (เป็นที่มาสำหรับชื่อเทศกาลนี้)
เวลานี้เป็นช่วงที่มีผักหญ้ากำลังขึ้น และมีเทศกาลฉลองพระเจ้าเสด็จกลับคืนชีวิต


ที่มาของเทศกาลเชงเม้ง เกิดจากการที่ประชาชนชาวจีนมีคุณธรรมอันดีงาม
ทั้งนี้เพื่อให้ลูกหลานที่อยู่ห่างไกลสามารถเดินทางกลับมาไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือวัดที่มีบัวบรรจุกระดูกบรรพบุรุษ
ก่อนวันไหว้ต้องมีการไปทำความสะอาดบริเวณฮวงซุ้ย ทาสีฮวงซุ้ยใหม่ เขียนตัวหนังสือให้ชัดเจน
เมื่อถึงวันต้องมีการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ ได้แก่ หมูต้ม ไก่หรือเป็ดต้ม (อาจจะมี กุ้งต้ม ปูต้ม )
ไข่ต้ม เส้นบะหมี่เหลือง ปลาหมึกแห้ง ขนมถ้วยฟู ขนมเต่า ข้าวเหนียวกวน สับปะรด เหล้าและน้ำชา
เครื่องตกแต่งฮวงซุ้ย(บ่องจั้ว)ซึ่งเป็นกระดาษสีต่าง ๆ กระดาษเงิน กระดาษทอง

ก่อนการเซ่นไหว้จะเริ่มตกแต่งฮวงชุ้ยด้วยกระดาษสีต่าง ๆ จัดกระถางธูป ที่ปักเทียน จัดเครื่องไหว้และเริ่มไหว้เจ้าที่ก่อน
ซึ่งเครื่องเซ่นไหว้เหมือนของบรรพบุรุษแต่เพิ่มขนมจันอับ(แต่เหลี่ยง)ซึ่งเป็นขนมแห้งจีนแบบโบราณ
มี 5 อย่างได้แก่ ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบน้ำตาล ฟักเชื่อมและข้าวพอง
แล้วจึงไหว้บรรพบุรุษ ระหว่างนั้นมีการเติมน้ำชา และเหล้าเพิ่มเติม 2-3 ครั้ง
มีการเสี่ยงทายว่าบรรพบุรุษอิ่ม หรือยัง โดยการโยนเหรียญ 2 อัน
ถ้าขึ้นหัวหรือก้อยทั้งสองอัน แสดงว่ายังไม่เรียบร้อย
ให้เติมน้ำชาและเหล้าอีก แต่ถ้าเสี่ยงทายขึ้นหัวและก้อยแสดงว่าอิ่มแล้ว
หลังจากนั้นมีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง เพราะเป็นความเชื่อที่ว่า ผู้ตายนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ได้หลังชีวิตการตาย
และจุดประทัด เพื่อให้มีเสียงดังขับไล่ สิ่งไม่ดี ไม่ให้มา รบกวนบรรพบุรุษ
ปัจจุบัน ถือว่าเสียงประทัดยิ่งดังยิ่งดีทำให้ลูกหลานยิ่งรวย


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 15:42:38    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 2  
 
งั้นบอร์ดเราก็ต้องกระทำพิธีไหว้ พวก จิมมี่ เฮนดิก แล้วมั้งครับ^^~ จะเป็นศิริมงคล

   สมาชิกแบบพิเศษ      kanomdonut      5 เม.ย. 50   เวลา 15:49:31    IP = 124.120.46.38
 


  คำตอบที่ 3  
 
ตำนานเทศกาลเช็งเม้ง

ที่มาที่ไปของเช็งเม้ง!!

เทศกาลเช็งเม้งเป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยในช่วงเดือน 3 ของจีน
โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือน วันไหนก็ได้
ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้วันที่ 5 เมษายน แต่บางบ้านก็อาศัยดูวันดี และก็มีอีกหลายบ้านที่อาศัยดูวันสะดวก

ตำนานการไหว้ที่ฮวงซุ้ย มาจากว่า เดือน 3 เป็นช่วงเวลาในฤดูใบไม้ผลิของจีน
ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มสวยงามสมควรแก่การไปชมทิวทัศน์
จึงเกิดเป็นธรรมเนียมไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสานแทนการไหว้อยู่ในบ้าน
แต่ต้องไปไหว้ในช่วงเช้า อย่าให้เลยเวลาเที่ยง

เมื่อไปถึงสุสานให้ไหว้เจ้าที่แป๊ะกงด้วยของคาวของหวาน ผลไม้ ขนมอี๊ 5 ที่ 5 ถ้วย
เพราะการไหว้เจ้าคือการไหว้ธาตุทั้ง 5
เวลาจุดธูปไหว้ ก็ต้องไหว้ธูป 5 ดอก
บางแห่งมีไหว้เจ้าประตู หรือที่เรียกกันว่า " มึ่ง-ซิ้ง" ก็ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก 2 ดอก ปักที่เสาประตูข้างละดอก
จากนั้นจึงเข้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุม ซึ่งทางสุสานจะปัดกวาดทำความสะอาด ดายหญ้า และกางเต็นท์ไว้ให้ ถ้าเราสั่ง โดยเสียค่าบริการให้

ของไหว้หลุมมี 2 ชุด
ชุดหนึ่งไหว้บรรพบุรุษ อีกชุดหนึ่งไหว้โท้วตี่ซิ้ง คือ เทพยดาผืนดิน
ของไหว้บรรพบุรุษมีของคาว ของหวาน ผลไม้ โดยนิยมกันว่าต้องมีขนมไหว้เป็น " จูชังเปี้ย " หรือ
" ขนมเปี๊ยะกรอบ " และมีกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ แถมด้วยอาหารน้ำ 1 อย่าง จะเป็นน้ำแกงหรือขนมอี๊ก็ได้
อย่างไรก็ตามแผ่นดินใหญ่และทำตาม ก็จะเอา " หอยแครงลวก " ไปไหว้ด้วย
และจะช่วยกันกินหอยแครงตรงฮวงซุ้ยนั่นเอง ส่วนเปลือกหอยที่เหลือจะโปรยไว้บนเนินดิน

นอกจากนี้ก็มีของไหว้เทพยดาผืนดินซึ่งเหมือนของไหว้แป๊ะกง
การไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย มีธรรมเนียมการเอาสายรุ้งไปแต่งโปรยไว้บนเนินดินเหนือหลุม
ถ้าไหว้เป็นปีแรก จะใช้สายรุ้งสีแดงโดยเฉพาะ ปีต่อ ๆ มา จึงเล่นหลายสีได้
การไหว้ต้องไหว้เทพยดาผืนดินก่อน ด้วยธูป 5 ดอก เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่
จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษด้วยธูป 3 ดอก และต้องไหว้ 3 รอบ (เฉพาะบรรพบุรุษ) รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงินกระดาษทอง
จากนั้นจึงจุดประทัดส่งท้าย เรื่องธรรมเนียมการจุดประทัดนี้ เข้าใจว่าเพื่อให้เสียงอันดังช่วยขับไล่สิ่งไม่ดี ไม่ให้เข้าใกล้กวนบรรพบุรุษ

ยิ่งไปกว่านั้น มีการถือว่า ประทัดยิ่งดังยิ่งดี จะทำให้ลูกหลานยิ่งรวย
จากประเพณีพิธีกรรมดังกล่าวล้วนเกิดจากความกตัญญูรู้คุณที่ลูกหลานพึงมีต่อบรรพบุรุษของตนเอง


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 15:50:40    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 4  
 
ประวัติพิธีกรรม!!

คนจีนโบราณใช้วิธีนำศพไปฝังตามชายป่าชาวเขา จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์เซี่ย
ต่อมา เริ่มมีการเอาศพใส่โลงมีพิธีกรรม แล้วจึงนำไปฝัง
จนถึงสมัยราชวงศ์โจว ขุนนางชื่อ โจวกงจีต้านเป็นคนแรกที่คิดธรรมเนียมการจัดงานศพที่ต้องทำให้ดีที่สุด ถือเป็นเรื่องสำคัญ

โจวกงจีต้าน ให้ถือเป็นธรรมเนียมเมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์พระศพให้ใส่โลงที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง 4 ชั้น
พร้อมใส่เครื่องจำเป็นใช้สอยลงไปด้วย และทำพิธีฝังเมื่อครบ 7 เดือน

ระดับเจ้าเมือง โลงศพให้เป็นไม้เนื้อแข็ง 3 ชั้น ฝังเมื่อตายครบ 5 เดือน
ระดับขุนนาง ใส่โลงศพไม้เนื้อแข็ง 2 ชั้น ฝังเมื่อตายครบ 3 เดือน
ระดับบัณฑิต ใส่โลงไม้เนื้อธรรมดาชั้นเดียว ฝังเมื่อตายครบเดือน

นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดประเพณีการไว้ทุกข์ เช่นการไว้ทุกข์พ่อแม่ต้องนาน 3 ปี และ 3 เดือนแรกลูกหลานต้องกินแต่เข้าต้ม

ส่วนธรรมเนียมการหาฮวงซุ้ยดี ๆ ฝังศพเริ่มเมื่อ สมัย จิ๊นซีฮ่องแต้
โดยทรงเริ่มสร้างฮวงซุ้ย ให้ตัวเองตั้งแต้ทรงเริ่มครองราชย์

มีข้อสังเกตว่า ลักษณะของฮวงซุ้ยจะเป็น แบบ อยู่ใกล้ทำให้สะดวกต่อการไปควบคุมดูแลก่อสร้าง ลูกหลานไปไหว้ง่าย เป็นทำเลดี



   world      5 เม.ย. 50   เวลา 15:55:00    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 5  
 
พิธีกงเต็กนั้นเริ่มมีตั้งแต่เมื่อใด??

เนื่องจากพิธีกงเต็กเป็นพิธีกรรมที่ทำเพื่อผู้ตายมีกุศลผลบุญมาก ๆ จะได้ไปเกิดบนสวรรค์
ซึ่งเริ่มเผยแพร่เข้ามา ในประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 610
โดยเชื่อกันว่า การสวดมนต์ของพระจีนที่เป็นเพลงมีดนตรีประกอบด้วยก็เข้ามาพร้อมกัน

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 15:56:26    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 6  
 
วิธีการปฏิบัติในเทศกาลเช็งเม้ง

คนจีนยกย่องความกตัญญูกตเวทีบิดามารดาและเอาใจใส่ในพิธีการเคารพอย่างเคร่งครัด
ซึ่งเห็นอย่างชัดเจนในขนบธรรมเนียมการบวงสรวงบรรพบุรุษ
ครั้นโบราณกาลได้กำหนดวันขึ้นสำหรับทำพิธีเคารพศพอย่างกว้างขวางและเพื่อเกียรติยศเหล่าบรรพชน
แม้จะมีความแตกต่างในแต่ละครอบครัว

พิธีนี้มักทำกันใน 2-3 วันแรกตามลำดับก่อนหลังหรือเอาอย่าง เช็งเม้ง
ซึ่งเป็นประเพณียิ่งใหญ่ประเพณีหนึ่งในต้นเดือนเมษายน
เดือนซึ่งน้ำแข็งเริ่มละลายและความมีชีวิตชีวาได้กลับมาอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิ ในปี1935

รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กำหนดวันเช็งเม้งขึ้น
ซึ่งเสมือนเป็นการให้ความสำคัญในการทำพิธีเคารพศพนี้

โดยทั่วไปเทศกาลเช็งเม้งมีการพบปะกันด้วยการทำความสะอาดและไหว้บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
รวมถึงการไหว้ด้วยอาหารและสิ่งของต่อบรรพบุรุษด้วย
อาหารที่นำมาไหว้ส่วนมากเป็นหมูย่างจริงๆส่วนสิ่งของนิยมทำจากระดาษ(กระดาษเงินกระดาษทอง)

ที่สามารถทำเป็นรูปแบบต่างๆได้ เช่น เสื้อเชิ้ต เนคไทค์ นาฬิกาข้อมือและเรือด่วน
สิ่งต่างๆเหล่านี้จะถูกเผาเพื่อนำไปสู่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
บ่อยครั้งที่เงินของ ธนาคารนรก จะถูกเผาไปพร้อมกันด้วย
เงินเหล่านี้จะไปหลอกล่อวิญญาณร้ายทั้งหลาย
ไม่ให้สนใจสินค้าและไปซื้อได้ด้วยตนเอง
ขณะที่เหล่าวิญญาณร้ายกำลังเพลิดเพลินกับเงินนรกสิ่งของที่มีค่าจะผ่านไปถึงบรรพบุรุษอย่างปลอดภัย

นี่เป็นเรื่องของครอบครัวมีการคาดหวังว่าสมาชิกทั้งหมดจะเดินไปยังที่ตั้งสุสาน
เป็นเรื่องปกติที่หลายครอบครัวไม่มีที่ตั้งสุสาน
กรณีนี้อาจมี ห้องประชุมแห่งความทรงจำ ซึ่งใกล้เคียงกับสุสานที่พบในที่เผาศพ
แผ่นโลหะซึ่งมักมีรูปของบุคคลนั้นถูกวางอยู่บนกำแพงสุสาน
การเคารพบรรพบุรุษจะเกิดขึ้นที่นี่รวมทั้งอาหารและสิ่งของจะถูกเผาที่นี่ด้วย

เช็งเม้งมักเกิดขึ้นที่นอกเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท ไม่มีสิ่งใดผิดปกติในเรื่องนี้
ในอดีตผู้ที่ล่วงลับแล้วจะถูกฝังนอกกำแพงเมือง
ดังนั้นการไหว้บรรพบุรุษจึงต้องเดินทางออกนอกเมือง
สมาชิกทั้งหมดจะพยายามมารวมตัวกันและไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ที่เทศกาลนี้สมาชิกจะได้มีโอกาสประกอบภารกิจร่วมกันและจากเหตุผลนี้จำนวนประเพณีอื่นๆจึงเกิดตามมาด้วย

เทศกาลเช็งเม้งเป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ยในช่วงเดือน 3 ของจีน
โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือนวันไหนก็ได้
ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้ในวันที่5 เมษายน
เมื่อไปถึงสุสานให้ไหว้ศาลเจ้าที่แป๊ะกงด้วย
ของคาวของหวาน ผลไม้ ขนมอี๊ 5ที่ 5ถ้วย

เพราะการไหว้เจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้ง 5 เวลาจุดธูปไหว้ก็ต้องไหว้ธูป 5 ดอก
บางแห่งมีไหว้เจ้าประตูหรือที่เรียกกันว่า มึ่งซิ้ง
ก็ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก2ดอก ปักที่เสาประตูข้างละดอก

จากนั้นจึงเข้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุมมี 2 ชุด
ชุดหนึ่งไหว้บรรพบุรุษอีกชุดหนึ่งไหว้โท้วตี่ซิ้ง
คือ เทพยาดาผืนดิน

ของไหว้บรระบุรุษมีของคาว ของหวาน ผลไม้
โดยนิยมกันว่าต้องมีขนมไหว้เป็น จูชังเปี้ย หรือ ขนมเปี๊ยะกรอบ
และมีกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ แถมด้วยอาหารน้ำ 1 อย่าง จะเป็นน้ำแกง หรือขนมอี๊ก็ได้

การไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย มีธรรมเนียมการเอาสายรุ้งไปแต่งโปรยไว้บนเนินดินเหนือหลุม
ถ้าไหว้เป็นปีแรก จะใช้สายรุ้งสีแดงโดยเฉพาะปีต่อๆ มาจึงเล่นหลายสีได้
แต่มีบางบ้านลูกหลานเอาธงหลายสีไปปักไว้เต็มไปหมด
ฟังมาว่าเรื่องการปักธงนี้ หลายบ้านจะถือมากว่าห้ามปักเด็ดขาด
เพราะถือว่าการมีของแหลมทิ่มแทงเข้าใส่บนหลุม
อาจทำให้หลังคาบ้านบรรพบุรุษในอิมกัง (โลกของคนตาย)รั่วได้
ในการไหว้ต้องไหว้เทพยดาผืนดินก่อนด้วยธูป 5 ดอก เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่

จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษด้วยธูป 3 ดอก และต้องไหว้ 3 รอบ (เฉพาะบรรพบุรุษ)
รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงืนกระดาษทอง
จากนั้นก็จุดประทัดส่งท้าย เพื่อให้เสียงอันดังช่วยในการขับไล่สิ่งไม่ดีไม่ให้เข้าใกล้กวนบรรพบุรุษของเราแล้วเลยมีการถือกันว่าเพิ่มด้วยว่าประทัดนี้ยิ่งดังยิ่งดีจะทำให้ลูกหลานยิ่งรวย

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:04:13    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 7  
 
การนำอาหารมาวางต่อหน้าหินฝั่งศพ
เพื่อเป็นการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว

อาหารส่วนใหญ่ เช่น
1. ไก่นึ่งทั้งตัว
2. ไข่ต้มที่จะทำการเซ่น ต้องอยู่ในเปลือกและทำการผ่าครึ่งโดยทั้งสองชิ้นนั้นจะต้องเท่าๆ กัน
3. หมูย่างที่ทำการหั่นเป็นชิ้น ๆ
4. หมูอบที่ทำการหั่นเป็นชิ้น ๆแต่ยังมีหนังติดอยู่และกรอบ
5. ขนมจีบชนิดต่าง ๆ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้จัดวางอยู่เหนืออาหารและอยู่ใกล้กับหินฝั่งศพ
1. ตะเกียบหนึ่งชุด
2. แก้วไวท์แบบจีน 3 แก้ว

ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้นจะทำการรินไวท์ใส่ถ้วยที่ได้ทำการเตรียมไว้นั้นสามครั้ง
โดยทุกครั้งนั้นเขาจะต้องคำนับต่อหลุมฝั่งศพ
สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวนั้นจะทำการเคารพสามครั้งต่อหน้าหลุมฝั่งศพ
โดยที่มือซ้ายนั้นจะต้องทำการถือถ้วยไวท์

บางครอบครัวนั้นจะทำการรับประทานอาหารร่วมกัน ในหน้าหลุมฝั่งศพนั้น
การที่กินอาหารที่ได้ทำการถวายต่อบรรพบุรุษนั้นจะนำมาสู่ความโชคดี

พวงมาลัย
แม้ว่าจะไม่มีการพูดถึงในปัจจุบัน
การเดินทางไปยังชนบทจะมีการนำดอกช่อดอกวิลโลมาถักเป็นพวงมาลัยให้ผู้หญิงสาวสวมไว้ที่ศีรษะ
เป็นความเชื่อว่าจะทำให้หญิงที่ใส่ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา

มีการกล่าวว่า ผู้หญิงที่ไม่สวมพวงมาลัยดอกวิลโลในวันเช็งเม้งจะแก่ลงในไม่ช้า


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:07:14    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 8  
 
ว่าว

ประเพณีอีกอย่างในเทศกาลเช็งเม้งคือการเล่นว่าว
เดิมทีคาดว่ามาจากช่วงฤดูใบไม้ร่วง

เริ่มมีอยู่ว่ากองซูบานสร้างนกไม้ขึ้นเพื่อบินเหมือนว่าว
เหนือเมืองหลวงในราชวงศ์ซ้องเพื่อที่จะสำรวจเมือง

ว่าวเคยนำคนลอยขึ้นจากพื้นดินโดยราชวงศ์จีนตะวันตำ
กระดาษนำมาใช้แทนไม้
ในราชวงศ์ที่ห้า มีสิ่งใหม่นำมาใช้ทำว่าวนั่นคือกระบอกไม้ไผ่โดยฝีมือของลียี่
เมื่อลมพัดผ่านในกระบอกมันจะเกิดเสียงคล้ายกับเครื่องดนตรี
ชาวจีนเรียกว่า เซียงจากตอนนั้นชาวจีนจึงเรียกว่าวว่า เฟงเซียง เครื่องดนตรีลม

เช็งเม้งเป็นเทศกาลว่าวบินและในหลายๆ สถานที่มีการจัดเทศกาลแข่งขันว่าวขึ้น
ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทกลุ่มมาขับเดี่ยวกันเพื่อสร้างว่าวจินตนาการ

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:10:48    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 9  
 
อันนี้มาแนว Lesson from member เลยครับท่าน world ฮิๆ

รอจบแล้ว ค่อยอ่านรอบเดียว เผื่อได้เป็นเขยคนจีน จะได้รู้เรื่องกับเค๊าบ้างอ้ะ

   550      5 เม.ย. 50   เวลา 16:15:32    IP = 58.9.128.190
 


  คำตอบที่ 10  
 
การจัดพิธีฝังศพ

การไหว้เช็งเม้ง คนจีนในไทยนิยมไหว้ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งยังตกอยู่ในช่วงเดือน 3 ของจีน
ของที่ใช้ไหว้ก็เหมือนการไหว้ในเทศกาลอื่น ว่ามีของคาวพวก หมู เป็ด ไก่
มีการจัดการกับข้าวที่คิดว่าบรรพบุรุษชอบ
บางบ้านก็เลือกที่ลูกหลานชอบด้วย แล้วก็มีขนมไหว้ มีผลไม้ มีการเผากระดาษเงินกระดาษทอง
โดยต้องไหว้เจ้าที่ก่อน แล้วค่อยไหว้บรรพบุรุษ

คำว่า "ฮวงซุ้ย" ในภาษาจีนไม่มี มีแต่คำว่า "ฮวงจุ้ย"
ซึ่งคำว่า ฮวงจุ้ยนี้เป็นภาษาแต้จิ๋ว ถ้าออกเสียงแบบจีนกลางจะเป็น "ฟงซุ่ย"

คำว่าฮวงจุ้ยนี้ มีผู้แปลว่า "ภูมิพยากรณ์"
สำหรับฮวงจุ้ยนี้คนจีนส่วนใหญ่มีความเชื่อถือมากเรื่องการเลือกที่และการสร้างบ้าน
ว่าต้องให้ถูกโฉลก หรือถูกต้องตามตำราฮวงจุ้ย
โดยเชื่อกันว่าจะมีพลังลึกลับที่เรียกว่า "แสงที่" แฝงอยู่
การเลือกที่ได้ถูกต้อง และสร้างบ้านได้ถูกหลักฮวงจุ้ย
แสงที่จะยิ่งช่วยเสริมให้ที่ตรงนั้นถูกโฉลกกับเจ้าของ
ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่เป็นสุข เจริญก้าวหน้า

ศาสตร์เรื่องฮวงจุ้ยนี้ ไม่เพียงแต่ใช้กับที่อยู่อาศัยของคนเป็น ซึ่งคนจีนเรียกว่า "เอี๊ยงกัง" เท่านั้น
กับ "อิมกัง" ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของคนตาย หรือบ้านของบรรพบุรุษในปรโลก ก็ต้องดูให้ถูกโฉลกด้วย

การเลือก "ฮวงซุ้ย" หรือสุสานของบรรพบุรุษ
จึงต้องมีการเลือกที่และดูทิศทางให้ถูกต้องตามตำราเพื่อให้ถูกโฉลกกับทั้ง
"อิมกัง" และ "เอี๊ยงกัง" จะได้ส่งผลถึงลูกหลานให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ฮวงจุ้ยที่นิยมกันมาก คือ ตรงหน้าที่ต้องให้มีน้ำเพราะคนจีนเปรียบน้ำเป็นเงินทองโชคลาภ
คนจีนมีความผูกพันกับเกษตรกรรมมาแต่โบราณ และเป็นเส้นทางคมนาคมสัญจรไปมา
ที่ใดมีน้ำที่นั่นย่อมเจริญ ส่วนข้างๆที่ที่นิยมกันมาก คือ ชอบให้ดูว่าที่นี้เสมือนหนึ่งมีแขนขา
เข้าตำรา "จ้อแชเล้ง อิ๊วแป๊ะโฮ้ว" ได้ก็ยิ่งดี

จ้อแชเล้ง แปลว่า ซ้ายมังกรเขียว
อิ๊วแป๊ะโฮ้ว แปลว่า ขวาพยัคฆ์ขาว
ส่วนด้านหลังของที่นิยมให้เป็นภูเขา เปรียบเสมือนการนั่งก้าวอี้ที่มีพนักหลัง
เวลานั่งจะได้พิงสบาย ยิ่งถ้าเป็นภูเขาโอบล้อมแล้วค่อยๆลาดลงมาถึงข้างๆของที่ ก็ยิ่งดีมาก
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฮวงจุ้ยใดๆจะให้ได้มา หรือจะให้มีคุณ ก็ต่อเมื่อเจ้าของที่หรือผู้อยู่มีคุณสมบัติครบถ้วน 2 ประการ
ที่เป็นแก่นของปรัชญาแท้ๆ เป็นคำจีนกล่าวได้ 3 คำ
คือ อิก-เต็ก , หยี-เห็ง , ซา-ฮวงจุ้ย

อิก แปลว่า หนึ่ง
เต็ก แปลว่า คุณธรรม
หยี แปลว่า หรือสอง
เห็ง แปลว่า เฮง หรือ โชคดี ในที่นี้หมายถึงบุญวาสนา
ซา แปลว่า สาม


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:16:00    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 11  
 
หลักเรื่องทิศทางของการฝังศพ

ก่อนที่จะทำพิธีฝังศพ ลูกหลานของผู้ตายจะมีการดูดวงของผู้ตามก่อนว่า
ผู้ตายเกิดปีใดและมีข้อห้าม ในการหันป้ายหินจารึกชื่อไปทางด้านใด
เพราะถ้ามีการเลือกทำเลฮวงซุ้ยดี ก็จะทำให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน
แต่ในทางกลับกันถ้าทำเลที่ตั้งของฮวงซุ้ยไม่ดีก็ทำให้ลูกหลานไม่เจริญ

หลักการในการเลือกทำเลที่ตั้งมีดังนี้

คนที่เกิดปีชวด ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศเหนือ
คนที่เกิดปีฉลู ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันตกคนที่เกิดปีขาล ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศใต้
คนที่เกิดปีเถาะ ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันออก
คนที่เกิดปีมะโรง ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศเหนือ
คนที่เกิดปีมะเส็ง ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันตก
คนที่เกิดปีมะเมีย ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศใต้
คนที่เกิดปีมะแม ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันออก
คนที่เกิดปีวอก ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศเหนือ
คนที่เกิดปีระกา ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันตก
คนที่เกิดปีจอ ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศใต้
คนที่เกิดปีกุน ป้ายหินจารึกชื่อ ห้ามหันไปทางด้านทิศตะวันออก


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:19:54    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 12  
 
ละเอียดยิบ....เป็นความรู้ดีมากครับ

   pangpondman      5 เม.ย. 50   เวลา 16:33:32    IP = 210.86.147.95
 


  คำตอบที่ 13  
 
พิธีกรรมกงเต็ก

" กงเต็ก หมายถึง การที่ลูกหลานทำบุญกุศล ทั้งทำแทนตัวผู้ตายและทำให้ผู้ตายด้วย
เพื่อให้ผู้ตายได้กุศลผลบุญมาก ๆ และมากพอที่จะไปขึ้นสวรรค์สุขาวดีขององค์อมิตาภพระพุทธเจ้า "

พิธีกรรมงานกงเต็กจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา เช้า-บ่าย-ค่ำ
โดยทางวัดจีนส่งคนมาจัดสถานที่และเตรียมสิ่งของตั้งแต่เช้าตรู่
ก่อนเริ่มพิธี ลูกหลานจะจัดเอากระดาษทอง ใส่ในบรรดาของกงเต็กชนิดต่าง ๆ ให้มากที่สุด
โดยช่วยเตรียมของกงเต็กนี้ พระจีนจะเป็นผู้เขียน "ใบส่งของ" ให้เหมือนเป็นการจ่าหน้าซองจดหมาย
เพื่อให้รู้ว่า ผู้รับของคือใคร ผู้ส่งคือใคร และจะต้องปิดบนของกงเต็กทุกชิ้น

นอกจากนี้ลูกหลานต้องเอาเสื้อของผู้ตายที่ผู้ตายชอบมากที่สุด
นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อแปะติดไปกับของทุกชิ้นด้วย
เพื่อผู้ตายจะได้รู้ว่ากองของกงเต็กที่เผาไปนี้เป็นของท่าน
จากนั้นพระจะประจำที่เพื่อเริ่มพิธีสวดมนต์
ลูกหลานจะใส่ชุดกระสอบเต็มชุดใหญ่
ลูกชายนั่งหน้าสุด ลูกสะใภ้ลูกสาวนั่งแถวสอง
ชั้นเขยและชั้นหลานนั่งแถวหลังตามมา


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:34:52    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 14  
 
พิธีเริ่มด้วยการเปิดกลอง 3 ตูมดัง ๆ ปี่พาทย์บรรเลง รับพระสวด
เพื่อสวดเชิญพระลงมา ให้บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล

พิธีต่อมามักกระทำกันตอนบ่าย คือ การเชิญวิญญาณผู้ตายมาร่วมพิธี
โดยจะเชิญให้ดวงวิญญาณ หนึ่งสถิตที่โคมวิญญาณ ดวงหนึ่งสถิตที่รูป
ต่อมาลูกหลานจะไปนำขึ้นหิ้งบูชาที่บ้าน อีกดวงสถิตอยู่ที่โลงศพ
การทำพิธีส่งคนใช้ พระจะเรียกสะใภ้ใหญ่ ถ้าไม่มีก็ลูกสาวไปพูดที่ตุ๊กตาชายว่า
"....(เรียกชื่อตุ๊กตา)....ใช้ให้ไปทำอะไรต้องไปทำนะ"
ว่าแล้วก็เอาธูปที่ติดไฟแดง ๆ จิ้มที่ติ่งหูตุ๊กตาหนึ่งที
แล้วทำอย่างเดียวกันที่ตุ๊กตาคนใช้ผู้หญิง ก็อันเป็นจบพิธีกรรม

ตอนที่วิญญาณต้องอาบน้ำ พระก็จะไปพรมที่ห้องน้ำกงเต็ก ช่วงใกล้ ๆ จบ
ก็เป็นการไหว้อาหาร ขนม และผลไม้ให้ผู้ตาย
เมื่อเสร็จพิธี ลูกสะใภ้จะถูกตามตัวให้ยกอ่างน้ำในห้องน้ำกงเต็กไปเททิ้งตามธรรมเนียม

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:42:16    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 15  
 
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ต้องทำการไหว้อาหารให้บรรพบุรุษ
ตามด้วยการไหว้กระดาษเงิน กระดาษทอง
เสร็จการไหว้บรรพบุรุษจะเป็นพิธี "ซึงกิมซัว" เพื่อให้ลูกหลานรุ่งเรือง
ก่อนจะถึงพิธีกรรม การพาข้ามสะพานกงเต็กไปไหว้พระพุทธในแดนสวรรค์

พิธีกรรมข้ามสะพานของลูกหลาน คือการที่พระพาดวงวิญญาณมาส่งยังเขตแดนสวรรค์
จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงข้ามไปและช่วงข้ามกลับ



   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:47:45    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 16  
 
ช่วงแรกจะเป็นการพา ดวงวิญญาณข้ามไปส่งแดนสวรรค์
จากนั้นขบวนพระก็จะพาขบวนลูกหลานข้ามกลับมายังโลกมนุษย์

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:52:49    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 17  
 
เสร็จพิธี ลูกหลานจะกราบหน้าศพ 4 ครั้ง

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 16:58:43    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 18  
 
แล้วหามหืบเสื้อผ้ากับโคมวิญญาณเพื่อนำไปเผา

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:01:14    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 19  
 
อ่าวซวยละตูก่อนกลับกราบ อากง แค่1ครั้งเองแถมนั่งอยู่บนรถอีกถึงว่าขออะไร อากงไม่เคยให้ซักที^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      episodeplut      5 เม.ย. 50   เวลา 17:02:14    IP = 58.181.188.110
 


  คำตอบที่ 20  
 
การเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติในเทศกาลเช็งเม้ง

ในปัจจุบันการรักษาและปฏิบัติขนบธรรมเนียมประเพณีให้ควบคู่
ไปกับการปรับตัวให้เข้ากับแต่ละยุคสมัยได้นั้นย่อมพบกับสิ่งแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันแน่นอน
ซึ่งเทศกาลเชงเม้งที่ศึกษานี้ ในปัจจุบันปัญหาที่พบและเป็นอุปสรรคสำคัญนั้นเห็นจะมีอยู่ 2 กรณีคือ

1.ปัญหาทางเศรษฐกิจ
2.ปัญหาทางด้านที่ดิน

ซึ่ง 2 สิ่งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิธีปฏิบัติของเทศกาลเชงเม้งอย่างเห็นได้ชัด
ดังเช่น ในการที่จะจัดของไหว้ในอดีตนั้นจะต้องจัดของไหว้
ให้มีจำนวนชุดเท่ากับจำนวนที่ ที่จะไปไหว้ซึ่งจะเป็นการฟุ่มเฟือย
ในปัจจุบันจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับปัญหาทางเศรษฐกิจ
โดยให้เหมาะสมและต้องให้สอดคล้องกับกับขนบธนมเนียมประเพณี
ซึ่งอาจแก้โดยทำอาหารไปไหว้เพียงชุดเดียว แต่ไหว้หลายที่หรือไหว้รวมกันหลายครอบครัว เป็นต้น

หรือในการฝังศพ ในอดีตนั้นจะต้องมีการดูที่ทางให้ถูกต้องตามหลัก ฮวงจุ้ย
คือด้านหน้าต้องมีแม่น้ำ ด้านหลังต้องมีภูเขา
ซึ่งวัตถุประสงค์ของการทำเช่นนี้อาจจะเป็นที่การที่บริเวณตีนเขานั้นอาจจะป้องกันน้ำท่วมได้
และ ด้านหน้าเป็นแม่น้ำนั้นอาจจะทำให้การคมนาคมสะดวกไปมาง่าย
แต่ในปัจจุบันนั้นการที่จะหาที่แบบนี้ได้เป็นการยากหรืออาจจะมีอยู่น้อย

การที่จะแก้ปัญหานี้ได้นั้นอาจจะฝังหรือบรรจุกระดูกรวมกัน
โดยทำในสื่งที่เรียกว่า คอนโด ซึ่งจะใช้เนื้อที่ได้อย่างคุ้มค่า
ซึ่งก็ยังถูกตามหลักฮวงจุ้ยเพียงแต่ฝังรวมกันให้ประหยัดเนื้อที่
ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นก็หาใช่ว่าจะผิดหลักประเพณีไม่

เพราะถ้าพิจารณาในจุดประสงค์ของการกระทำเช่นนี้
ก็ไม่ได้ผิดจุดประสงค์ของการทำเทศกาลเชงเม้งเลย
เพียงแต่ปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัยแต่วัตถุประสงค์ยังเหมือนเดิม
ซึ่งในอนาคตปัญหาดังกล่าวอาจจะคลี่คลายลงและการปฏิบัติแบบเดิมที่ทำในอดีต
อาจกลับมาทำใหม่อีกครั้งก็เป็นได้หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปเลย
โดยไม่ปฏิบัติแบบเดิมอีกก็เป็นได้ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ได้
หรือในอนาคตปัญหา 2 สิ่งข้างต้นอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญอีกก็เป็นได้

แต่ปัญหาในด้านของบุคคลซึ่งถ้าในอนาคตนั้น
ลูกหลานไม่มีความคิดที่จะมีความกตัญญูหรือไม่คิดถึงความสำคัญของบรรพบุรุษ
เทศกาลเชงเม้งอาจจะสูญหายไปก็เป็นได้
เพราะถ้ามองให้ลึกลงไปจะพบว่าเหตุที่มีคนปฏิบัติเทศกาลเชงเม้งเพราะคนเรานั้นมีความกตัญญู รู้คุณคน
ซึ่งแสดงความเคารพออกมาในเทศกาลเชงเม้ง
หรือสาเหตุอื่นอาจจะมาจากการที่คนมีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์อาจจะคิดว่า

ความเชื่อที่ว่าการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั้น
จะทำให้ชีวิตมีความสุขและเจริญรุ่งเรืองนั้นอาจจะไม่เป็นจริง ก็เป็นได้

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:08:41    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 21  
 
คุณค่าทางสังคม

ในสังคมไทยปัจจุบันนั้น
เราต้องยอมรับว่าประเพณีของคนไทยและคนจีนนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ารวมกันหนึ่ง
จนยากที่จะแยกความแตกต่างเพราะอาจเป็นที่ว่า
ทั้ง 2 ชนชาตินี้นับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกัน
และความคิดที่เหมือนกันคือความกตัญญู

ซึ่งประเพณีที่สอดคล้องตามแนวความคิดนี้ก็คือเทศกาลเชงเม้ง
ซึ่งเชื่อกันว่าการที่แสดงความเคารพ ความกตัญญู
เพื่อตอบแทนบุญคุญของท่านนั้นบรรพบุรุษจะช่วยปกป้อง และทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

ซึ่งถ้ามองในด้านของคุณธรรมนั้น
ความกตัญญูนั้นอาจถือได้ว่าเป็นยอดของคุณธรรมทั้งปวง
ซึ่งเทศกาลเชงเม้งอาจถือได้ว่าเป็นการสั่งสอนทางอ้อมให้คนรู้จักความกตัญญู รู้คุณคน

นอกจากนี้ในเทศกาลเช็งเม้งญาติพี่น้องจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าได้พบปะกัน
ทำให้ความสนิทสนมระหว่างคนในครอบครัวมีมากขึ้น
ซึ่งเมื่อคนมีความกตัญญูแล้ว

ความกตัญญูจะช่วยขัดเกลาจิตใจคนให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักบุญคุณคน
ซึ่งจะทำให้สังคมมีความสงบสุขมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
และการที่มีการไหว้รวมกันทั้งครอบครัวนั้นจะทำให้คนในครอบครัวที่ห่างกันไปมาพูดคุยกัน
ทำให้เกิดความสนิทสนมซึ่งตรงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองก็เป็นได้
เพราะบางทีญาติพี่น้องที่มาเจอกันอาจนำปัญหามาเล่าสู่กันฟังและช่วยกันแก้ปัญหาจนสำเร็จ

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:12:32    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 22  
 
บทความถัดจากนี้ชื่อ...

คติความเชื่อ เกี่ยวกับความตาย
เขียนโดย ชลัท และ ป้าน ณ มึนเช่น
วันเสาร์ที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘

โปรดรับมาลัยพวงน้อยๆนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณในน้ำใจของท่านทั้งสองเป็นอย่างสูงครับ... ^-^



   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:19:26    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 23  
 
โอ้ว... ได้ความรู้

   lovefool      5 เม.ย. 50   เวลา 17:24:52    IP = 58.8.20.193
 


  คำตอบที่ 24  
 
เทศกาล "เช็งเม้ง"
เป็นเทศกาลประจำปีในการบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ของชาวจีน
การบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) และการไว้ทุกข์ (Mourning)
ถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดพิธีกรรมหนึ่งของชาวจีน
และปฏิบัติกันแพร่หลาย สืบมาหลายพันปีจวบจนทุกวันนี้
วันเช็งเม้ง แท้จริงแล้วก็คือ วันบูชาบรรพบุรุษ
วันทำความสะอาดฮวงซุ้ย แล้วก็เลยถือโอกาสทำให้เป็นวันรวมญาติพี่น้อง ไปด้วยเลย (รุ่นน้องที่มาร่วมบางคนยังบอกว่า วันนี้แหละพี่ ที่จะได้กินแต่อาหารดี ๆ ทั้งนั้น....)
ปกติจะตรงกับวันที่ 4 ของเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในฤดูร้อน อากาศดี และสดชื่น
เช็ง หมายความถึง ความบริสุทธิ์ สะอาด และ
เม้ง หมายความถึง ความฉลาด
เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกัน เช็งเม้ง ก็จะหมายความว่า การทำความสะอาดและ ความถูกต้อง

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:26:29    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 25  
 
แต่เดิมมา คนจีนโบราณใช้วิธีนำศพไปฝังตามชายป่าชาวเขา จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์เซี่ย
ต่อมา เริ่มมีการเอาศพใส่โลงมีพิธีกรรม แล้วจึงนำไปฝัง
จนถึงสมัยราชวงศ์โจว ขุนนางชื่อ โจวกงจีต้านเป็นคนแรก
ที่คิดธรรมเนียมการจัดงานศพที่ต้องทำให้ดีที่สุด

ส่วนธรรมเนียมการหาฮวงซุ้ยดี ๆ ฝังศพเริ่มเมื่อ สมัย จิ๊นซีฮ่องแต้
โดยทรงเริ่มสร้างฮวงซุ้ย ให้ตัวเองตั้งแต้ทรงเริ่มครองราชย์
มีข้อสังเกตว่า ลักษณะของฮวงซุ้ยจะเป็น แบบ อยู่ใกล้ทำให้สะดวกต่อการไปควบคุมดูแลก่อสร้าง ลูกหลานไปไหว้ง่าย เป็นทำเลดี



   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:29:18    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 26  
 
ลืมสวัสดีทักทายทุกๆท่าน ที่แวะเข้ามา เนื่องจากกำลังใช้สมองอย่างหนัก ต้องขอโทษทุกๆท่านด้วยครับ...

หวัดดีครับท่าน...
kanomdonut ตามอ่านนะครับ... ^-^
550 อ่านให้จบนะครับลุง และต้องขอโทษลุงด้วยที่ทำให้สนามเด็กเล่นตอนนี้ เลอะเทอะไปหน่อยครับ... ^-^
pangpondman ตามอ่านอีกนะครับ... ^-^
episodeplut วันหลังอย่าลืมนะ... ^-^
lovefool ป๋ายังไม่ไปญี่ปุ่นอีกหรือครับ... ^-^

เว็บเออเรอร์ครับ


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:45:00    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 27  
 
ดังกล่าวมาแล้วว่า
พิธีกรรมในงานเช็งเม้ง ไม่ได้เป็นแค่เพียง การกำจัดวัชพืช หรือการทำความสะอาดรอบหลุมฝังศพ
หรือแค่การนำดอกไม้ใหม่มาแทนที่ดอกไม้ที่เหื่ยวเท่านั้น
แต่รวมถึงการอุทิศส่วนกุศลไปยังบรรพบุรุษที่ตายจากไปแล้ว
โดยการจุดธูปเทียน และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง
รวมทั้งกระดาษที่จำลองเป็นบ้าน รถยนตร์ ที่เรียกว่า การเผากงเต็ก ด้วย
เนื่องจากพิธีกงเต็กเป็นพิธีกรรมที่ทำเพื่อผู้ตายมีกุศลผลบุญมาก ๆ จะได้ไปเกิดบนสวรรค์
เริ่มเผยแพร่เข้าไปในประเทศจีน ราวปี พ.ศ. ๖๑๐
โดยเชื่อกันว่า การสวดมนต์ของพระจีนที่เป็นเพลงมีดนตรีประกอบด้วยก็เข้ามาพร้อมกัน
ปัจจุบัน กงเต๊ก มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
บ้านทรงจีน ฝรั่ง ไทย รถยนตร์ เสื้อผ้ากระดาษ โน้ตบุ๊ค ดีวีดี วีซีดี คาราโอเกะ มือถือ กระเป๋าหนังจระเข้ รองเท้าส้นสูง ฯลฯ


ทั้งนี้เป็นความเชื่อ ของชาวจีนที่ว่า
เมื่อตายแล้วผู้ตายจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่เรียกว่า "อิมกัง"
อาจต้องการข้าวของเพื่อความสะดวก เฉกเช่นสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่เนื่องจากไม่สามารถเอาสิ่งของ ที่เป็นวัตถุไปด้วยได้
การเผาสิ่งของ (ที่ถูกสมมติ) ไปให้ผู้ตายจึงเป็นหนทางเดียวที่จะส่งสิ่งเหล่านั้นไป
อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าลูกหลานที่ยังอยู่ ยังรักและ ห่วงใย
อยากให้บรรบุรุษของตนอยู่อย่างเป็นสุขสะดวกสบาย
ถือเป็นการแสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวจีนเลยก็ว่าได้


   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:52:43    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 28  
 
บางครอบครัวหลังจาก เซ่นไหว้อาหารให้บรรพบุรุษแล้ว
ก็จะทำการรับประทานอาหารร่วมกันที่หน้าหลุมฝังศพ นั้นเลย
เป็นเสมือนการออกมารับประทานอาหารนอกบ้านร่วมกับบรรพบุรุษ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว
ด้วยความเชื่อ ที่ว่า การกินอาหารที่ไหว้บรรพบุรุษจะนำ มาสู่ ความโชคดี

บางครอบครัวจะจุดปะทัด เพื่อกำจัดผีร้ายให้พ้นไป
และเพื่อเป็นการบอกกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วว่า พวกเขายังระลึกถึงอยู่เสมอ
บางแห่งมีการโปรยสายรุ้ง บนหลุม เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า หลุมนี้ลูกหลานมาไหว้แล้ว
บางบ้านนิยมใช้ธงสีสวยมาปัก ในขณะที่บางบ้าน ไม่นิยมเพราะเชื่อว่า
ไม้แหลมของธงจะทิ่มหลังคาบ้านพ่อแม่ในปรโลกทะลุไป (ทำนองเดียวกับที่คนจีน ในฮ่องกงไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษด้วยไก่ ด้วยเหตุผลว่า ไก่ปากแหลม เดี๋ยวจิกกระดาษเงินกระดาษทองของพ่อแม่ เสียหายหมด)

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:54:11    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 29  
 
นอกจากความหมายของพิธีกรรมที่แสดงออกด้วยการ
ทำความสะอาด การบูชา การกินอาหาร และอื่น ๆ แล้ว
อาหารที่นำมาเซ่นไหว้บางอย่างก็มีความหมายซ่อนอยู่ด้วย

ของไหว้ที่เด่น ๆ ในวันนั้น ก็คือ ขนมเปี๊ยะไหว้พิเศษ ที่เรียกว่า "จูชังเปี้ย" แปลว่า ขนมเปี๊ยะต้นหอม
ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงที่ต้นหอมคุณภาพดี เป็นการแสดงให้เห็นว่า
ลูกหลานจะพยายามเลือกเอาของดีของฤดูกาลไปไหว้บรรพบุรุษ
บางบ้านมีอาหารพิเศษเป็นหอยแครงลวก ที่ตีความหมายจากวิธีกิน
ที่ต้องแกะเปลือกเพื่อกินเนื้อ ดั่งหนึ่งว่า
กระดูกและเลือดเนื้อได้เจอกัน กระดูกคือเปลือกหอยแครง

อุปมาเป็นพ่อแม่ที่เหลือแต่กระดูกอยู่ในหลุม เลือดเนื้อ คือ เลือดหอย
เนื้อหอย อุปมาเป็นลูกที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และยังมีเลือดมีเนื้อมีชีวิต เป็นต้น

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:55:58    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 30  
 
ว่ากันว่า ขงจื๊อ (Confucius) คือ ผู้ให้กำเนิดเทศกาลเช็งเม้ง
เขาเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของ การเคารพสักการะบรรพบุรุษ

หลักคำสอนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ คือ
ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่ และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
โดยสอนว่า ความกตัญญูช่วยส่งเสริมให้บุคคลเจริญ
และวิญญาณของบรรพบุรุษย่อมบันดาล ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข
แม้ว่าการไว้ทุกข์ และการบูชาบรรพบุรุษ จะเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีนมาก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ความเชื่อนี้เมื่อได้รับการตอกย้ำ และสนับสนุนจากปรัชญาขงจื๊อ

ลัทธิปรัชญาที่ชาวจีนนับถือมากที่สุด จึงทำให้หยั่งรากลึก และมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นไปอีก

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:57:51    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 31  
 
อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่า
ขงจื๊อ มองเทศกาลเช็งเม้ง ในแง่ของจริยธรรมทางสังคม มากกว่าในแง่อภิปรัชญา

เรื่องชีวิตหลังความตาย (แตกต่าจากศาสนาอื่น)
ขงจื๊อถือว่าพิธีต่าง ๆ ที่ทำกันในวันเช็งเม้ง
จะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามในการปลูกฝังความกตัญญูกตเวที
แก่ชนรุ่นหลัง เป็นโอกาสที่พี่น้อง ลูกหลานได้มาพบปะกัน
และประเพณีก็เป็นเครื่องร้อยรัดผู้คนในสังคมเข้าไว้ ด้วยกัน

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 17:59:27    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 32  
 
ตาม ทฤษฎีพิธีกรรม ของขงจื๊อ
จิตใจของคนเรามีคุณลักษณะ ๒ ประการคือ "สติปัญญา" (Intellect) และ "อารมณ์" (Emotion)
เมื่อคนที่เรารักตายลง เรารู้ด้วยสติปัญญาว่าผู้ตายได้ตายไปแล้ว
และก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้เชื่อว่าวิญญาณจะอยู่เป็นอมตะ
หากเราทำตามสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียว เราก็ไม่จำเป็นต้อง ทำพิธีไว้ทุกข์ใด ๆ

แต่เนื่องจาก จิตใจมนุษย์ มีคุณลักษณะของ "อารมณ์" อยู่ด้วย
อันเป็นตัวที่ทำให้เราเกิด ความหวังว่า คนที่เรารักเมื่อตายไปแล้ว
อาจจะกลับมีชีวิตได้อีก หรือว่า วิญญาณของเขาอาจจะยังคงอยู่ต่อไปในโลกอื่น
หากเราถือเอาตามความนึกฝันนี้ อย่างเดียวเราก็กลายเป็นคนเชื่อถือในไสยศาสตร์
และปฏิเสธการคิดด้วยสติปัญญาไป

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:00:43    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 33  
 
ใน "หนังสือแห่งพิธีกรรม" ขงจื้อกล่าวว่า

"ในการเกี่ยวข้องกับคนตาย ถ้าเราปฏิบัติต่อ ผู้ตายเหมือนกับว่า เขาได้ตายไปจริง ๆ
นั่นเท่ากับว่า เราขาดความรักความผูกพันไป ซึ่งเป็นการไม่สมควร
แต่ถ้าเราปฏิบัติต่อผู้ตาย เหมือนกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
นั่นก็เท่ากับว่าเราขาดสติปัญญาซึ่งก็เป็นการไม่สมควร อีกเช่นกัน"

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:01:29    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 34  
 
หมายความว่าเราไม่สามารถจะปฏิบัติต่อคนตายตามที่เรารู้
และตามที่เราหวัง อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
แต่เราควร ปฏิบัติต่อคนตายตามที่เรารู้และตามที่เราหวังด้วยทั้งสองอย่าง

นอกจากนี้ ในหนังสือชื่อ "ซุนจื๊อ" บทที่ว่าด้วย
"เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรม" (Treatise on Rites) ของซุนจื๊อ
สานุศิษย์คนสำคัญของขงจื๊อ ยังกล่าวไว้ด้วยว่า

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:02:40    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 35  
 
"พิธีกรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติต่อชีวิต และความตายก็ถือ เป็นจุดสุดท้าย
ถ้าเราปฏิบัติต่อจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้ายดีแล้ว วิถีทางของความเป็นมนุษย์ก็จะสมบูรณ์
ถ้าเราปฏิบัติบิดามารดาด้วยดีในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ แต่มิได้ปฏิบัติต่อท่านเมื่อท่านถึงแก่กรรมลง
นั่นก็เท่ากับ ว่าเราให้ความเคารพต่อพ่อแม่ในขณะที่ท่านรู้เท่านั้น
และได้ละลายท่านเมื่อท่านไม่รู้ ความตายของคน ๆ หนึ่ง
หมายความว่า เขาจากเราไปชั่วนิรันดร จึงนับเป็น โอกาสสุดท้ายที่ลูกจะได้รับใช้พ่อแม่
ดังนั้นหน้าที่ของพิธีไว้ทุกข์ก็คือ การทำความหมายของชีวิต และความตาย ให้ชัดเจน
เป็นการอำลาผู้ตายด้วยความเศร้าและความเคารพ
และเป็นการทำจุดสุดท้ายของมนุษย์ให้สมบูรณ์"

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:03:54    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 36  
 
ในบทเดียวกัน ซุนจื๊อ กล่าวว่า
"พิธีบูชาเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกรักใคร่ผูกพันของมนุษย์ เป็นการแสดงถึง
ความสูงส่งของจิตใจ ความซื่อสัตย์ ความรัก และความเคารพ
และนับเป็นความประพฤติอันเหมาะสมของมนุษย์
ในขณะที่บุคคลธรรมดาเห็นพิธีกรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีเทวดา"

อย่างไรก็ตาม มีผู้กล่าวว่า
ด้วยการตีความพิธีกรรมและความตายในลักษณะนี้นี่เอง
ความหมายของพิธีบูชา ในลัทธิขงจื๊อ
เลยกลายเป็นเรื่องของอารมณ์แบบกวี
มากกว่าที่จะเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนา

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:05:13    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 37  
 
แล้ว คนญี่ปุ่น ล่ะ
เขามีวิธีคิด และคติความเชื่อแบบใด
เพราะเราไม่ค่อยเคยเห็นคนญี่ปุ่นเผากงเต็ก หรือบูชาบรรพบุรุษกันเลย ?

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:05:49    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 38  
 
ในประเด็นนี้ ว่ากันจริง ๆ แล้ว
ศาสนา และลัทธิความเชื่อที่คนญี่ปุ่นนับถือ ค่อนข้างแตกต่างกับขาวจีน
คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือ ลัทธิชินโต (บางคนว่าเป็นศาสนาแต่ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่)
ผสม ๆ อยู่กับ พุทธศาสนานิกายมหายานหรือ เซ็น

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:06:27    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 39  
 
"ความตาย" ของชาวญี่ปุ่น คือ การสิ้นสุดแห่งชีวิต ไม่รับรู้อีกต่อไป
หากใครนับถือพุทธ ก็คือ การรอวันกลับมาเกิดใหม่เท่านั้น
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมส่งข้าวของเครื่องใช้ให้กับผู้ตาย
นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยบูชาบรรพบุรุษแบบจีน

มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าพระในลัทธิชินโต
จะเกี่ยวข้องกับประชาชนในพิธีกรรมต่าง ๆ ก็จริง
แต่จะเกี่ยวข้องเฉพาะมีชีวิตอยู่เท่านั้น

ส่วนการทำพิธีเมื่อตายแล้ว ชินโตไม่เกี่ยวข้อง
และด้วยอิทธิพลของ แนวคิดชินโต
ซึ่งเห็นว่า ศพเป็นสิ่งสกปรก แปดเปื้อน

ทำให้คนญี่ปุ่นออกจะกลัว ๆ และเกลียดคนตายอยู่มาก
ในสมัยโบราณบางครั้งจักรพรรดิถึงกับย้ายวัง หลังจากษัตริย์องค์ก่อนตาย
ดังนั้น ขณะที่พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิดของชาวญี่ปุ่นมักทำโดยนักบวชชินโต
พิธีกรรมเกี่ยวกับศพกลับมักกระทำโดยพระในพุทธศาสนา

เพราะเหตุนี้จึงไม่เป็นการแปลก
ที่ชาวญี่ปุ่นนับถือศาสนาชินโตและศาสนาพุทธรวมกัน
เพราะแต่ละศาสนาก็แบ่งหน้าที่ ในการทำพิธีกรรมให้รับช่วงกันได้เป็นคราว ๆ ไป
ดังที่มีคำกล่าวว่า

“คนญี่ปุ่นเกิดชินโต แต่ตายพุทธ”

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:08:50    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 40  
 
ขอขอบคุณทุกๆท่าน ที่ทนอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบครับ ^-^

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 18:10:58    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 41  
 
นี่ดีนะที่บอร์ดนี้กระทู้ไม่ตกหน้า .....

นี่ถ้าไปโพสต์บอร์ดหลัก กว่าจะเสร็จ ป่านนี้กระทู้ท่าน world ไปอยู่หน้า2แล้วง่ะ ฮิๆ

เดี๋ยวดึกๆ ค่อยอ่านนะช่วงนี้ยุ่ง อ่านบทความไม่ไหว สมองว่างไม่พอจ้ะ

ขอบคุณไว้ล่วงหน้า1ทีก่อน อุตส่าห์ตั้งใจโพสต์ ขอบคุณคร๊าบ

   550      5 เม.ย. 50   เวลา 18:20:24    IP = 58.9.128.190
 


  คำตอบที่ 42  
 
โว้วสาระเต็มข้อ^^~

   สมาชิกแบบพิเศษ      kanomdonut      5 เม.ย. 50   เวลา 18:38:50    IP = 124.120.46.38
 


  คำตอบที่ 43  
 
ขอสารภาพว่า อ่านไม่ไหวง่ะครับ ... ยาวมาก ... ข้อมูลแน่นปึ๊กจริงๆ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

ผมเป็นลูกหลานคนจีน 100% ... แต่ไม่รู้อะไรเลย วัฒนธรรม ประเพณี ภาษา (พูดได้คำเดียว คือ เจี่ยะจิ่ว แปลว่า กินเหล้า อิอิ)

อย่างเดียวที่ผมภูมิใจ ว่ายังเรียนรู้รากเหง้า ของตัวเองคือ ...

เล่นไพ่นกกระจอกเป็น ... อิอิ (อันนี้จริงๆ ไม่ได้มุข ... ชอบมากๆ เสียงตัวไพ่กระทบกัน แกร่กๆๆ เนี่ย)

   Solaris      5 เม.ย. 50   เวลา 18:47:39    IP = 125.25.134.109
 


  คำตอบที่ 44  
 
สุดยอดเลยครับ ท่าน เวิลด์......

   nacklover      5 เม.ย. 50   เวลา 18:58:43    IP = 220.127.219.200
 


  คำตอบที่ 45  
 
อยากดูกระทู้พาเที่ยวครับท่าน nacklover... ^-^

   world      5 เม.ย. 50   เวลา 19:11:16    IP = 58.9.72.217
 


  คำตอบที่ 46  
 
ใจเย็นๆครับ...มีแน่นอน....อดใจรอ...ครับ

   nacklover      5 เม.ย. 50   เวลา 20:07:17    IP = 220.127.219.200
 


  คำตอบที่ 47  
 
สงสัยผมต้อSaveเก็บไว้ อยู่ในข่ายลูกเขยคนจีนซะด้วยสิ แหะๆ

   สมาชิกแบบพิเศษ      DoubleLock      5 เม.ย. 50   เวลา 20:43:38    IP = 58.136.18.94
 


  คำตอบที่ 48  
 
โอ้ว ปีนี้ผมไม่ได้ไปครับ เสียดายมาก ไปทีนึงลูกหลานญาติพี่น้องมากันเกือบ 30 คน (ก๋ง+อาม่า=มีลูก 9 คน) ไปทีไรได้หมูย่างทุกที เสียดายปีนี้ติดเรียน อิ อิ

   สมาชิกแบบพิเศษ      sanjak      9 เม.ย. 50   เวลา 16:56:44    IP = 125.24.1.141
 


  คำตอบที่ 49  
 
ขอให้ท่าน Double Rock สมหวัง ได้คู่ครองสมใจนะครับ... ^-^

อ้าว ท่าน sanjak มีเชื้อจีนหรือครับ...^-^

   world      9 เม.ย. 50   เวลา 20:01:42    IP = 58.9.70.189
 






ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่

any comments, please e-mail   webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋)
All Rights Reserved (C) Copyright 1999 - 2005