Main Menu
  Home
  login / Member
  Chord / lyrics
  Artist Gear
  Articles
  Webboard
  Classifieds
  Review & Test
  Music News
  Event
  Cools Links
 
  About Us

28243
 Recording     เทคนิคการบันทึกเสียงกีตาร์ด้วยตนเอง     11/2/2548    วินเทจสตูดิโอ

เทคนิคการบันทึกเสียงกีตาร์ด้วยตนเอง

จะขอนำแฟนๆ guitarthai มารู้จักวิธีง่ายๆที่ให้ sound ดีโดยเน้นวิธีที่จะนำไปปฏิบัติเลยครับ

1.จงใช้กีตาร์ของตัวคุณเอง

สิ่งที่นักดนตรีมักคิดเป็นสิ่งแรก คือพยายามหายืมกีตาร์เพื่อนๆหรือคนรู้จักที่คิดว่าดีที่สุด แพงที่สุดมาใช้ในการบันทึกเสียงเพราะอยากได้เสียงที่ดี แต่หารู้ไหมว่าส่วนใหญ่แล้วกีตาร์ที่เหมาะกับการบันทึกเสียงมากที่สุด มักจะเป็นกีตาร์ของตัวคุณเอง เนื่องจากคุณจะคุ้นกับมันมากที่สุดทั้งข้อดี ข้อเสีย และ touching ซึ่งเวลายืมกีตาร์ของคนอื่นเรามักจะมองเห็นแต่ข้อดีของมันเนื่องจากเราไม่คุ้นเคยกับมันมากพอนั่นเอง ส่วนบางท่านอยากทราบว่า กีตาร์ที่ใช้ในการบันทึกเสียงควรดีขนาดไหนขอให้แนวคิด 2 ข้อครับ คือ ข้อแรก fret ไม่เพี้ยนและคอไม่งอ

ข้อสองเวลาเสียบเข้าตู้แอมป์ ( ขอตู้ที่พอใช้ได้นะครับ ) แล้วเสียงที่ออกมาต้องไม่จี่ ส่วนเสียงแตกจะจี่บ้างเป็นเรื่องธรรมดาครับ ถ้ากีตาร์ของคุณผ่านสองข้อนี้ใช้บันทึกเสียงได้สบายๆครับ แต่ถ้าไม่ผ่านคงได้เวลายืมกีตาร์ตัวอื่นแล้วหละ

2.ปรับแต่งกีตาร์ให้พร้อมใช้งาน
ไม่ต้องไปเปลี่ยน pick up หรือ modified อะไรมากมายหรอกครับขอแค่ถอดชิ้นส่วนออกมาให้หมด ทำความสะอาดทุกชิ้นส่วน ถ้าอยากจะ modified ก็ลองหาสาย cable ดีๆ ( แนะนำ mogami หรือ monster) มาบัดกรีแทนสายเก่าที่ต่อออกจาก pick up อย่าลืมใช้ตะกั่วอย่างดีบัดกรีนะครับ การ modified สายแบบนี้จะช่วยให้เสียงกีตาร์ ชัดขึ้นและเสียงจี่ลดลง ส่วนการ modified อย่างอื่นถ้าไม่เป็นมืออาชีพจริงๆ อาจพลาดจนส่งผลร้ายมากกว่าดีได้ครับ

หลังจากทำความสะอาดเสร็จ และประกอบตัวกีตาร์แล้ว ใส่สายใหม่ทั้งชุด ขอเน้นว่าเปลี่ยนทั้งชุดนะครับ ห้ามประหยัดสายเด็ดขาด การเปลี่ยนสายใหม่จะให้เสียงกีตาร์ที่ใสคมชัด มีน้ำหนักขึ้นอย่างมาก และทำให้เวลา เล่น fret ในๆแล้วไม่เพี้ยนด้วยครับ ส่วนยี่ห้อของสายใช้ได้มากมายเอาที่ยอมรับทั่วๆไปอะไรก็ได้ครับ มีหลักสำคัญในการเลือกสายอีกอย่างคือเลือกสายเบอร์ใหญ่ที่สุดที่สามารถเล่นได้ โดยเฉพาะ rhythm ควรใช้สายเบอร์ใหญ่อย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ปกติ เรามักจะใช้สายกีตาร์เบอร์ 09 แนะนำว่าให้ใช้เบอร์ 10 หรือ 11ได้จะยิ่งดี เสียงที่ได้จะมีน้ำหนักกว่ามาก ส่วนกีตาร์ solo อาจใช้เบอร์ 10 ถ้าสามารถเล่นได้ โดยไม่ต้องห่วงว่า ในเพลงเดียวกัน กีตาร์ solo กับกีตาร์ rhythm จะใช้สายคนละเบอร์ เทคนิคนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ เราสามารถทำซาวด์กีตาร์แบบฝรั่งได้ยาก เพราะฝรั่งเขามักจะฝึกเล่นสายกีตาร์เบอร์ใหญ่ๆอยู่แล้ว ซึ่งใครที่ต้องการซาวด์กีตาร์หนาๆ แนะนำให้ฝึกเล่นกีตาร์ด้วยสายใหญ่ๆครับ

3. tune สายกีตาร์ให้ตรง
หลังจากเลือกใส่สาย กีตาร์และตั้ง action เรียบร้อยแล้ว ควรตั้งสายด้วย tuner เสมออย่าตั้งสายกีตาร์ด้วยหูเป็นอันขาด ทางที่ดีควรใช้ tuner ที่ละเอียดที่สุด เพราะจะได้เสียงที่ตรง pitch จริงๆ ซึ่ง ตัวอย่าง tuner ที่ดี เช่น korg DTR-2000 และเวลาบันทึกเสียง ควร tune ทุกๆครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย การ tune สายกีตาร์บ่อยๆจะได้เสียงที่ตรง pitch เสมอ ซึ่งเวลาฟัง track เดียวอาจจะไม่รู้สึกอะไรมาก แต่เวลามิกซ์ดาวน์ พอกีตาร์หลายๆ line รวมกัน ถ้าเสียงตรงกันจะเสริมให้น้ำหนักดีขึ้นมาก ในทางตรงกันข้ามหากเสียงเหลื่อมกันเล็กๆน้อยๆ เสียงที่ออกมาจะดูเพี้ยนๆ และไม่กลืนกัน

 

4.เลือกสาย jack คุณภาพดี
ไม่ค่อยแนะนำให้ซื้อสายสำเร็จรูป ( ขอยกเว้นสาย monster pro1000 มันสุดยอดจริงๆ แต่ก็แพงมากๆด้วยครับ ) เนื่องจากแพงกว่าบัดกรีเองมากๆครับ อย่างเช่น ถ้าซื้อสายสำเร็จราคา 1000 บาท แต่อีกคนซ้อสายกับหัวมาบัดกรีเองอาจใช้เงินเพียงแค่ 300-500 บาทเท่านั้นคือน่าจะถูกกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว ส่วนวิธีบัดกรีให้ใช้ตะกั่วอย่างดี และบัดกรีโดยใช้ตะกั่วน้อยที่สุด จากการที่ใช้สายคุณภาพดีสิ่ที่จะได้ตามมาคือเสียงกีตาร์ที่คมชัดขึ้น และเสียงจี่ที่ลดลงครับ

5. amp guitar and effect
ตั้งแต่หัวข้อนี้เป็นต้นไปรายละเอียดจะค่อนข้างมาก จะขอพูดเบื้องต้นสำหรับนำไปปฏิบัติจึงขออภัยนะที่นี้ด้วยถ้าไม่ได้แสดงเหตุผลไว้ชัดเจน มาเข้าเรื่องกันต่อเลยครับ ก่อนอื่นขอแบ่งการอัดเสียงกีตาร์ ออกเป็น 2แบบ

เพื่อความเข้าใจง่าย คือแบบแรก อัดโดยใช้ไมโครโฟนจ่อหน้าตู้แอมป์ กับแบบที่สองคือ ต่อตรงจาก effect แล้วอัดเลยโดยไม่ใช้ตู้แอมป์และไมโครโฟน ซึ่งเราจะเรียกการอัดเสียงแบบแรกว่า mic และเรียกแบบที่สองว่า line

การอัดโดยใช้แอมป์แล้วเอาไมค์จ่อ (mic)

- ไมโครโฟนที่นิยมใช้ที่ถูกและดีแนะนำให้ใช้ SHURE SM 57 ตัวอื่นๆที่นิยม ( สำหรับคนที่มีเงินและอยากสะสมไมโครโฟนดีๆ ) ได้แก่ SENNHEIZER MD 421, NEUMANN U87, U47, U67, ELECTROVOICE RE 20

- สำหรับตัวแอมป์ถ้าใช้เป็นแอมป์ stack ( แอมป์หัวแยก ) ควรหาสายลำโพงใหม่ ( สายที่ต่อจากหัวไป cabinet ต้องเป็นสายลำโพง อย่าใช้สาย cable ทั่วๆไป ) โดยไปซื้อสายลำโพงจากร้านไฮไฟแล้วเข้าหัวโดยใช้หัว jack guitar ธรรมดา ลองไปอ่าน spec สายใน manual ก็ได้ครับ จะเขียนว่าให้ใช้ speaker cable ซึ่งก็แปลว่าสายลำโพงนั่นเอง ส่วนถ้าอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสายลำโพงลองไปถามที่ร้านไฮไฟก็ได้ครับมีให้เลือกมากมายเลยทีเดียว ซึ่งการใช้สายที่ถูกประเภทนี้จะได้เสียงแอมป์ที่เต็มประสิทธิภาพ

- ถ้าหากเล่นกีตาร์ในห้อง control ( ห้องที่มี mixer) แล้วตั้งแอมป์ไว้อีกห้องต้องใช้ DI box ซึ่งจะชดเชยสัญญาณที่เสียไปเนื่องจากต้องลากสายยาวๆได้เป็นอย่างดีครับ

- เลือกแอมป์กีตาร์ที่มีขนาดพอดีกับห้องโดยมากถ้าห้องอัดไม่ใช่ห้องที่ใหญ่จริงๆ แนะนำให้ใช้ AMP COMBO สักขนาด 50 ถึง 60 วัตต์ก็พอครับ การใช้แอมป์ใหญ่แล้วเปิดเสียงได้ไม่เต็มที่เนื่องจากห้องเล็กเกินไปจะให้ sound สู้แอมป์ตัวเล็กๆซึ่งพอดีกับห้องไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้แอมป์ตู้ใหญ่ต้องมีห้องขนาดใหญ่ด้วยครับ

- ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ใช้แอมป์หลอดมากกว่าแอมป์ transister มากๆครับ

- ให้ปรับหน้าตู้จนได้ sound ที่ต้องการ อย่าคิดว่าจะไปปรับตอน mix down เด็ดขาดเนื่องจากอย่างไรก็สู้ได้ของดีมาตั้งแต่แรกไม่ได้ครับ

- ปิด reverv ที่หน้าตู้แอมป์เสมอ เราจะไม่ใช้ reverv ในตอนการอัด เราจะไปใส่มันตอน mix นะครับ

- ถ้าหากมีกีตาร์หลาย line เช่นมี line clean ผสมกับ distorsion ให้แยก line เล่นให้หมด อย่าใช้ foot switch เนื่องจากมันเอาไว้ใช้กับงาน live

- สำหรับ line rhythm แนะนำให้อัดซ้ำกันหลายๆรอบ เนื่องจากจะเกิด delay ธรรมชาติซึ่งจะทำให้ sound guitar หนาขึ้น ( ขอย้ำว่าเล่นให้เหมือนกันทุกรอบให้ได้มากที่สุดเพราะถ้าเล่นไม่เหมือนกัน อาจตีกันจนฟังไม่รู้เรื่อง ) อย่างน้อยๆควรจะเล่น 2-3 รอบ

การอัดโดยใช้ effect ต่อตรง (line)

- สามารถใช้เทคนิคเดียวกับการอัดแอมป์ได้

- การอัดตรงโดยไม่ผ่านแอมป์ของกีตาร์ โดยผ่าน multi effect หรือ preguitar แทนเป็นวิธีที่ไม่นิยมนักเนื่องจากถ้าคุณได้ลองฟังเสียงแอมป์ดีๆจะรู้สึกติดใจจนลืม multi effect ไปเลยทีเดียว การอัด line นี้ไม่นิยมอย่างมากในการอัดกีตาร์แต่นิยมในการอัก keyboard และ bass มือกีตาร์ทุกคนที่อัดแบบ line จะรู้สึกว่าเสียงกีตาร์จะแบนๆไม่มีน้ำหนัก แต่มีข้อดีอยู่ตรงที่จะได้เสียงที่ใสและไม่ค่อยมีเสียงรบกวน ( ทำให้อาจจะเหมาะกับ guitar clean ในบางครั้ง ส่วน distorsion อย่างไรก็ไม่ค่อยได้ครับ ) แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆแนะนำให้ต่อ output จาก effect เข้า DI box และต่อ output จาก DI box ในช่อง balance ถ้า sound card ของคุณเป็นแบบ balance โดยต่อ output จาก DI box ไป compressor แล้วค่อยเข้า sound card จะได้เสียงที่มีน้ำหนักมากขึ้นครับ

6. compressor
การใช้ compressor เป็นศิลปะในการบันทึกเสียงอย่างมาก สำหรับการอัดกีตาร์เรานิยมใช้ compress อ่อนๆก่อนเข้า sound card ( เพื่อให้ได้มวลเสียงที่มากขึ้น ) โดยให้มี gain reduction ประมาณ 2-3 Db ถ้าใช้ compressor ไม่คล่องแนะนำวิธีใช้เริ่มต้นง่ายๆดังนี้ ตั้ง ratio ประมาณ 2 : 1 หรือน้อยกว่า ตั้ง attact กับ release ที่ค่าที่เร็วที่สุด ( ยิ่งตั้ง attack มากจะได้หัวที่ชัดเจนมากขึ้น ถ้าตั้ง release มากจะได้หางเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ถ้าควบคุมในจุดนี้ไม่ดี จะทำให้เกิดอาการวูบวาบของเสียง จึงแนะนำว่าถ้ายังใช้ไม่คล่องให้แนะนำให้ตั้งที่เร็วที่สุดจะเกิดปัญหาน้อยครับ ) ตั้ง threshold ที่ infinity แล้วค่อยๆลด threshold ลงจนกระทั่งช่วงที่เสียงกีตาร์ดังที่สุด gain reduction ประมาณ -2 ถึง-3 dB หลังจากนั้นให้เร่ง output ของ compressor ออกไปให้แรงที่สุดเท่าที่ sound card จะรับได้ ซึ่งถ้าปรับถูกวีธีเสียงจะหนาขึ้นทันทีครับ ลอง check ด้วยการกด bypass ดู

7. สิ่งที่ไม่ควรใช้
ไม่ควรใช้ reverb, delay, EQ ( แต่สามารถปรับ EQ หน้าตู้ได้ ) เพราะว่าถ้าไม่ชัวร์จริงๆจะก่อให้เกิดปัญหาตอน mix down ซึ่งแก้ไขได้ยากหรืออาจถึงแก้ไขไม่ได้เลย เรานิยมใส่ effect กลุ่มนี้ตอน mix down ส่วน flanger กับ chorus ให้ใส่ประมาณ 30 % ที่ต้องการแล้วไปใส่เพิ่มเอาตอน mix down ครับ

8. sound card
ถ้ายังไม่ได้ซื้อแนะนำให้ใช้ sound card ที่มี input ที่เป็น balance สำหรับผู้ที่มี sound card อยู่แล้วแนะนำให้ตั้ง project ไว้ที่ bit กับ sampling rate ไว้ที่ค่าสูงสุดที่ sound card จะรับได้ เรานิยมตั้งไว้ที่ 24 bit, 48 kHz จะได้ sound ที่ค่อนข้างดี มักจะมีความเข้าใจผิดว่า เราฟัง CD ที่ 16 bit จึงตั้งค่าการอัดไว้ที่ 16 bit จะให้ sound สู้ตั้ง project ไว้ที่ 24 bit แล้ว convert กลับมาที่ 16 bit หลังจาก mix เสร็จไม่ได้ครับ เพราะไม่อย่างนั้นพวกบริษัทคงไม่ทำ sound card ออกมาที่ 24 bit หรอกครับ

9. program
ไม่ว่าจะเป็น cakewalk, logic, cubase หรือ protocol ทุกตัวสามารถทำ sound ดีได้ครับ ซึ่งแม้แต่ละ program จะมีสำเนียงของตัวเองแต่ไม่ถึงกับตัดสินได้ว่า program ไหนดีกว่ากันซึ่งผมมักจะพบบ่อยว่าคนที่ใช้ program ไหนมักจะบอกว่า program ของตนเองดี จริงๆแล้ว software มีผลน้อยมากครับ hardware ต่างหากที่มีผลอย่างมากมาย ( 8 ข้อดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องของ hardware ทุกอย่าง ) ให้เลือก program ไหนก็ได้ใช้ให้คล่องๆก็เพียงพอครับ ส่วนเรื่อง PC กับ Mac ก็เช่นกันครับทั้ง2ให้ sound ที่ไม่แตกต่างกันเลยแต่ Mac มักจะเสถียรกว่า แต่ในปัจจุบัน PC ก็เสถียรพอที่จะใช้ทำงานเพลงได้อย่างสบายๆ จะมีอีกสิ่งหนึ่งที่ Mac ได้เปรียบ PC ค่อนข้างชัดเจนคือ soundcard รุ่นใหญ่ๆที่ออกมาวางขายตามท้องตลาดมักจะ support กับ Mac ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า Mac sound ดีกว่า PC ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นเรื่องของ sound card มากกว่า หากใช้ soundcard ตัวเดียวกันที่ support ทั้ง Mac และ PC sound ที่ได้ไม่แตกต่างกันครับ

10. ฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเล่นกีตาร์หรือการอัดเสียงคือการฝึกฝน คุณไม่มีทางทำ sound ที่ดีได้ถ้าเล่นกีตาร์ไม่ดี คุณไม่สามารถทำ sound ดีได้ถ้าไม่ได้ฝึกการอัดเสียงตนช่ำชอง เพราะฉะนั้นอย่าลืมฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝนครับ สำหรับน้องๆหรือเพื่อนๆที่ต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับกับอัดกีตาร์ หรืออัดสียงต่างๆสามารถ

สอบถามมาได้ที่ billvintage@yahoo.com หรือสายตรงมาได้ที่เบอร์ 0-1802-3558 ทางวินเทจยินดีไห้คำแนะนำสำหรับทุกคำถามนะครับ

 

เรียบเรียงและภาพโดย วินเทจสตูดิโอ....


any comments, please e-mail   webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2012. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket