การบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้า สวัสดีครับชาวกีตาร์ไทยทุกท่าน คราวนี้เรามาต่อกันในเรื่องของการบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้าโดยการวางไมโครโฟน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากและเป็นสิ่งที่พวกเราชาวกีตาร์ไทยได้ใช้งานมากที่สุด ก่อนที่จะมีการวางไมโครโฟนกีตาร์เราก็ต้องเตรียมอุปกรณ์กีตาร์ให้พร้อมที่สุดก่อนโดยเริ่มจาก 1. เตรียมกีตาร์ให้พร้อม ในหัวข้อนี้ผมจะพูดคร่าวๆนะครับเพราะคงมีผู้เชี่ยวชาญทางกีตาร์มากมายหลายท่านที่ได้พูดเรื่องนี้ไปแล้ว ผมคงจะไม่บอกว่ากีตาร์ตัวไหนดีหรือไม่ดี เพราะในการบันทึกเสียงทั่วไป เรามักจะมีกีตาร์ประจำตัวอยู่หนึ่งตัวที่จะเอามาใช้งานอยู่แล้ว ( ถ้าบางท่านมีกีตาร์หลายตัวก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากครับเพราะเลือกสำเนียงได้ ) ฉะนั้นผมจะไม่พูดถึงการเลือกกีตาร์ถือว่าเลือกกีตาร์มาแล้ว หลังจากที่ทุกท่านเลือกกีตาร์มาแล้ว ก่อนอื่นก็ทดสอบก่อนครับว่ากีตาร์ตัวนั้นมีเสียงฮัมเสียงจี่หรือไม่ ( ถ้าทดสอบเองไม่เป็นก็ลองไปหาผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยเหลือก็ได้ครับ ) โดยเวลาเล่นเสียงคลีน ( Clean Guitar ) ต้องไม่มีเสียงรบกวนเลย ขอย้ำนะครับต้องไม่มีเลย เนื่องจากว่าเสียงกีตาร์ที่อัดเข้าไปนั้นไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ตามก็ไม่สามารถใช้ได้หากมีเสียงฮัมหรือจี่ปน ส่วนเสียงแตก ( Distorsion Guitar ) สามารถมีเสียงรบกวนได้บ้างแต่ต้องไม่มากจนกวนหางเสียง ( Sustain ) ของตัวกีตาร์ ถ้าตัวกีตาร์เสียงคลีนมีเสียงรบกวนหรือเสียงแตกมีเสียงรบกวนมากเกินไปก็ต้องไปหาคนซ่อมช่วยจัดการแล้วครับ โดยมากกีตาร์ที่เป็นยี่ห้อชั้นนำมักจะผ่านข้อนี้ได้ฉลุยอยู่แล้ว ที่มักจะเกิดปัญหาก็มักจะเป็นกีตาร์ที่เก่า หรือได้รับการโมดิฟายด์ที่ไม่ถูกวิธีพวกนี้อาจเกิดเสียงรบกวนได้ครับ หลังจากที่เราทดสอบตัวกีตาร์เรียบร้อยแล้วแนะนำให้นำกีตาร์ที่จะใช้ไปตั้ง Intonation ครับเพราะกีตาร์ที่เสียงเพี้ยนยังไงก็เสียงไม่ดีครับ ที่เจอปัญหาบ่อยๆคือพอตั้งสายเปล่าให้ไม่เพี้ยนแต่เสียงโน้ตในคอลึกๆเพี้ยนอย่างนี้ต้องให้ช่างแก้ให้ครับ อย่างไรก็ตามกีตาร์ทุกตัวก็ควรไปตรวจเช็คทุก 1-2 ปีครั้งอยู่แล้วครับเหมือนกับรถยนต์ที่ต้องทีการตรวจเช็คสภาพเหมือนกัน ถ้าท่านใดซื้อกีตาร์กับร้านไหนก็ลองไปร้านนั้นก็ได้ครับเค้ามักจะมีเครื่องที่ตรวจเช็คตรงนี้ได้อยู่แล้ว หลังจากที่ตรวจเช็คทุกอย่างเรียบร้อยก็ต้องเปลี่ยนสายและทำความสะอาด การเปลี่ยนสายและทำความสะอาดจะทำให้เสียงดีขึ้นอย่างมากครับ เรียกว่าเป็นกฎข้อบังคับสำหรับผู้ที่ต้องการเสียงที่ดีเลยครับ การยอมลงทุนเปลี่ยนสายแค่ไม่กี่ร้อยบาทจะทำให้เสียงดีขึ้นอย่างมหาศาลครับ บางท่านยอมเก็บเงินซื้อกีตาร์แพงๆแต่ไม่เปลี่ยนสายก็ไม่ได้เสียงที่ดีนักครับ นอกจากนี้การเปลี่ยนสายยังทำให้เสียงกีตาร์เพี้ยนยากขึ้นด้วยครับ เพราะสายเก่าบางทีตั้งยังไงมันก็ไม่ตรงครับเพี้ยนนิดเพี้ยนหน่อยอยู่เรื่อย แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนสายพอตัดสายเก่าทิ้งแล้วอย่าลืมทำความสะอาดกีตาร์ก่อนใส่สายใหม่ด้วยครับ การทำความสะอาดนี้ไม่ใช่แค่เช็ดเฉยๆนะครับต้องถอดออกมาทำความสะอาดทุกชึ้นเลยครับ การทำความสะอาดนี้ก็ทำให้เสียงกีตาร์ดีขึ้นนะครับแถมทำให้เล่นง่ายขึ้นมากด้วย หลังจากที่เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมเตรียมสายแจ็คด้วยครับ อย่าลืมซื้อสายแจ็คคุณภาพดีมาใช้ครับจะช่วยลดเสียงรบกวนและทำให้เสียงดีขึ้นได้มากเลยเอาเป็นว่าคิดง่ายๆถ้ากีตาร์ราคากี่บาทสายแจ็คที่เหมาะสมกับกีตาร์ตัวนั้นก็ราคาควรจะเป็นประมาณ 10 % ของราคากีตาร์โดยประมาณครับ เช่นซื้อกีตาร์เฟนเดอร์มาประมาณ 30,000 บาท สายแจ็คก็ควรมีมูลค่าที่ 3,000 บาทโดยประมาณครับ ตัวกีตาร์ถึงจะสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ ยี่ห้อสายที่นิยมกันก็พวก Mogami , Monster . อ้อแล้วอย่าลืมเตรียมไปหลายเส้นเผื่อไว้หน่อยก็ดีครับ เผื่อมีการชำรุดเสียหาย 2. เตรียมแอมป์ให้พร้อมพอเราจะเริ่มอัดเสียงเราก็เอากีตาร์ต่อเข้าตู้แอมป์ ก่อนที่จะเอากีตาร์ต่อเข้าตู้แอมป์ แนะนำว่าลองเอาตู้แอมป์เปล่าที่ยังไม่ได้ต่อกีตาร์ เสียบปลั๊กแล้วก่อนเปิด Power ให้ปิด Volumn ก่อน แล้วก็เปิด Power หลังจากนั้นค่อยๆเร่ง Volumn ถ้าแอมป์และระบบไฟดีมักจะมีเสียงรบกวนน้อย ถ้ามีเสียงรบกวนมากแสดงว่าตู้แอมป์หรือระบบไฟมีปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อนอัดเสียงครับโดยมากที่มักจะเป็นปัญหาคือระบบไฟ อันนี้ลักษณะอาการจะมีเสียงรบกวนเป็นๆหายๆ วิธีแก้ก็ต้องเดินระบบสายดินให้ดีและมีเครื่องช่วยกรองไฟด้วยก็ยิ่งดี ถ้าให้ดีที่สุดควรใช้ UPS แบบ True Online ในห้องอัดเสียงจะเป็นดีที่สุดลดเสียงรบกวนจากระบบไฟได้มากครับ สำหรับผู้ที่ใช้แอมป์หัวแยก ( Amp Stack ) ให้ใช้สายที่ต่อจากหัวแอมป์ไปเข้าตู้ด้วยสายลำโพง ( Speaker Cable ) สายลำโพงจะมีคุณสมบัติต่างจากสายสัญญาณ ซึ่งบางท่านที่ไม่รู้อาจจะใช้สายผิดประเภท คือ ไปใช้สายสัญญาณหรือสายไฟซึ่งจะดีสู้สายลำโพงไม่ได้ครับ จำไว้ว่าต่ออะไรเข้าลำโพงต้องใช้สายลำโพงครับ มียี่ห้อมากมายสุดๆ ลองไปดูตามร้าน Hi-Fi แล้วลองฟังดูครับ หลังจากที่ต่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ให้ปรับเสียงหน้าตู้แอมป์ ต้องปรับจนกว่าจะชอบนะครับอย่าไปปรับตอนมิกซ์ แต่อย่าเปิด Reverb ที่หน้าตู้แอมป์ เพราะถ้าใส่แล้วจะแก้ไขตอนมิกซ์ได้ยากครับ 3. หลังจากเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก็มาลงรายละเอียดของการวางไมโครโฟนกันเลยครับ ไมโครโฟนที่จะใช้ในการบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้าสามารถใช้ได้ทั้ง Dynamic Microphone ( ไมโครโฟนที่ไม่ใช้ไฟ ) หรือจะใช้ Condensor Microphone ( ไมโครโฟนที่ใช้ไฟ ) ก็ได้ครับ ผมจะเริ่มพูดถึง การใช้ Dynamic Microphone ในการบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้าก่อนเนื่องจากง่ายและคุ้นเคยกว่า โดยมาก Dynamic microphone ที่นิยมใช้ในการบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้า ก็มีดังนี้ Shure SM 57 , Sennheizer MD421 , Sennheizer 441 , Electrovoice RE20 , . จริงๆแล้วก็ยังมีอีกหลายตัวครับ แต่ที่นิยมมากที่สุดก็น่าจะเป็น Shure SM 57 เนื่องจากราคาไม่แพงและให้เสียงที่ดีมากๆสำหรับการวางหน้าตู้แอมป์ โดยมากวิธีปฏิบัติที่นิยมและได้ผลดี ก็มักจะวางไมโฟนกันสองตัว ตัวที่หนึ่งก็มักจะเป็น Shure SM 57 ตัวที่สองก็แล้วแต่รสนิยมครับว่าชอบเสียงแบบไหน แต่ไม่ว่าจะวางไมโครโฟนกี่ตัวเรามักจะมีตัวหลักที่ชอบ 1 ตัวอยู่แล้วตัวอื่นก็เป็นตัวเสริม แต่การวางตัวหลักก็มักจะให้เสียงที่พอใจแล้วไปกว่า 80% แต่หากว่าวางตัวหลักที่ต้องการใช้แล้วยังไม่พอใจไปหาไมโครโฟนมาเสริมมากๆหลายๆตัว มักจะแสดงว่าการวางไมโครโฟนนั้นไม่ถูกต้องอันนี้เป็นหลักสำคัญของการวางไมโครโฟนครับ คือ ทุกตัวที่วางต้องให้เสียงที่ดีอย่าวางเน้นที่จำนวนครับ ให้เน้นที่คุณภาพของเสียงที่ได้รับ แต่ถ้าหากต้องการวางไมโครโฟนหลายตัวก็ควรเลือกไมโครโฟนที่แตกต่างกันถ้าเป็นไปได้ เช่น ถ้าตัวนึงใช้ Small Diaphargm อีกตัวก็ควรเป็น Large Diaphargm หรืออาจจะเป็น ตัวนึงเป็น Dynamic อีกตัวเป็น Condensor ก็ได้ครับเพราะ การที่ไมโครโฟนแตกต่างชนิดก็จะให้เสียงที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนการวาง Dynamic Microphone นั้นเนื่องจากมันเป็นไมโครโฟนที่ไม่ไวตอบสนองช้า เราจะไม่เอามันวางเพื่อเก็บบรรยากกาศห้อง ( Ambient ) เป็นอันขาด เพราะมันผิดหน้าที่อย่างรุนแรง เราจะวางมันให้ชิดกับตู้แอมป์ที่สุดที่จะชิดได้ ( ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ มักจะใช้คำว่า closed as possible ) ก็คือสามารถวางได้สองแบบ แบบแรกเอา Diaphargm ของไมโครโฟนวางติดหน้าตู้ไปเลยแต่วางไมโครโฟนเอียงเล็กน้อยประมาณ 30-40 องศา เพื่อเสียงลม ส่วนของหน้าไมโครโฟนชี้ไปที่ดอกลำโพงดอกใดก็ได้ครับ แต่ขอย้ำว่าให้ชี้ไปที่ดอกลำโพงไม่ใช่ชี้ไปที่ยี่ห้อ กับอีกแบบหนึ่งคือวางหน้าตรงกับลำโพงแต่ถอยออกมาจากหน้าตู้เล็กน้อย ขอย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆเพื่อกันเสียงกระพือของลมอีกเช่นกัน ส่วนทิศทางของหน้าไมโครโฟนสามารถวางให้หน้าไมโครโฟนพุ่งไปที่กลางดอกลำโพงก็ได้ หรือ จะออกมาด้านข้างของดอกซักเล็กน้อยก็ได้ครับ ถ้าวางไปที่กลางดอกเลยจะได้เสียงของ Accent ชัดครับแต่ถ้าหันหน้าไมโครโฟนออกมาทางข้างดอกเสียง Accent จะน้อยลงแต่จะได้ยินเสียง Tone ชัดขึ้นครับ ข้อแนะนำตรงนี้ก็คือ ให้วางหันหน้า Diaphargm ไปทางกลางดอกลำโพงก่อน ( อย่าลืมว่าต้องวางให้ติดกับตู้ครับ ) แล้วลองขยับไมโครโฟนไปมาออกทางด้านข้าง ( โดยที่ตัวไมโครโฟนยังติดอยู่กับหน้าตู้เช่นเดิม ) แล้วหาจุดที่ชอบที่สุดครับ ข้อควรระวัง เวลาอัดเสียงไปเรื่อยๆบางครั้งขาตั้งไมโครโฟน มันตกลงมาทำให้องศาของการวางเปลี่ยนไปซึ่งก็จะทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างมาก แนะนำว่าหลังจากที่หาจุดที่เหมาะสมได้แล้วล็อคขาตั้งไมโครโฟนให้ดีด้วยนะครับ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Condensor Microphone ในการจับ อันนี้ต้องใช้ศิลปะมากขึ้นหน่อยครับ คือไอ้เจ้าไมค์คอนเด็นเซอร์ มันมีความไวสูงมากเราเลยสามารถจับได้ทั้ง Closed ( จับชิด ) หรือ Ambient ( จับเอาบรรยากาศ ) ก็ได้ครับ บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะเอาจับชิดได้อย่างไรเดี๋ยวไมโครโฟนพังกันหมดพอดี อันนี้ต้องขอบอกว่าสามารถทำได้ครับ และได้เสียงที่ดีด้วยซึ่งต่างประเทศก็นิยมเอา ไมค์คอนเด็นเซอร์จับชิดตู้แอมป์ด้วยครับ วิธีการก็ไม่ยากครับแต่ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่าใกล้ของไมค์คอนเด็นเซอร์ต่างจากคำว่าใกล้ของไมค์ไดนามิคครับ สำหรับไมค์ไดนามิคคำว่าใกล้หมายความว่าใกล้สูดๆ แต่ไมค์คอนเด็นเซอร์ห่างออกมาหนึ่งฟุตก็เรียกว่าใกล้มากแล้วครับ ( สำหรับตู้แอมป์นะครับ ) เรามักจะเริ่มด้วยการ PAD -10 dB ( อาจไม่ PAD ก็ได้ครับถ้าเชี่ยวชาญพอ ) เพื่อป้องกันไมโครโฟน แล้วลองวางห่างออกมาซักสองฟุตถ้าไมโครโฟนที่ปรับ Polar Pattern ได้ให้ปรับเป็น Cardioid หันหน้า Diaphargm เข้าหาตู้ลำโพงแล้วลองฟังเสียงดูถ้ายังไม่ชอบให้ลองขยับเข้าออกดูครับ เสียงที่ได้จะได้ความคมชัดแต่สำเนียงต่างจากไมค์ไดนามิคมาก ซึ่งจะทำให้เราวสามารถสร้างสรรค์ ซาวด์ได้อย่างหลากหลายมากทีเดียวครับ อ้อลืมไปต้องใช้เป็น Large Diaphargm Condensor นะครับ ถ้าใช้ Small Diaphargm Condensor จะรู้สึกว่าเสียงต่ำๆไม่ค่อยได้ยินเท่าที่ควร สำหรับผู้ที่อยากเก็บเสียงบรรยากาศในห้อง ให้เลือกใช้ Large Diaphargm Condensor ครับวางในจุดที่ฟังแล้วรู้สึกชอบก็เรียบร้อยแล้วครับอ้อลืมบอกไป สำหรับการวางเก็บบรรยากาศเรามักจะไม่ PAD นะครับ 4. ที่กล่าวมาสามข้อเป็นสิ่งที่ควรกระทำครับคราวนี้เราจะมาพูดกันด้วยเรื่องสิ่งที่ไม่ควรกระทำกันบ้างครับ อันแรกคือ อย่า EQ บนมิกเซอร์ครับให้ EQ จากหน้าตู้แอมป์เท่านั้น การ EQ บนมิกเซอร์เราเอาไว้ทำตอนมิกซ์ดาวน์ครับอย่าใช้มันตอนอัดเสียง สอง อย่าเปิด Reverb ที่หน้าตู้ครับ ส่วนพวก Delay Chorus Flanger ถ้าต้องการใส่ก็ใส่ให้น้อยไว้ก่อนครับแล้วไปใส่เพิ่มเอาตอนมิซ์ดสวน์ทีหลัง สำหรับ Wah Wah ให้ใส่ได้เลยครับ ส่วนท่านที่ใช้ Compressor เป็นก็แนะนำให้ใช้ครับแต่อย่าใส่มากเกินไปให้ใส่เพื่อเพิ่ม Headroom เท่านั้น ข้อที่สามอย่าใช้ Low Cut หรือ High Pass Filter สำหรับลดจี่หรือฮัมเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสียงขาดย่านความถี่ต่ำไป ถ้ามีเสียงจี่หรือเสียงฮัมให้หาสาเหตุแล้วแก้ที่สาเหตุ ข้อห้ามข้อสุดท้าย ถ้ามีปัญหาอะไรห้ามเก็บไว้คนเดียวให้โทรมาสอบถามกันได้เลยครับ 086-774-0077 หรือ billvintage@yahoo.com ขอบคุณครับที่ติดตาม ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเสียงกีตาร์ครับ
any comments, please e-mail webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋) © All rights reserved 1999 - 2009. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket