6089
|
|
| Recording
Ear Training 11/4/2552 วินเทจสตูดิโอ
|
|
Ear Training
สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาว www.guitarthai.com ทุกท่านครับ บังเอิญช่วงก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับน้องๆกลุ่มหนึ่งเขาถามผมว่า ทำอย่างไรถึงมีความสามารถทางการฟังที่ดี ผมได้คุยกับน้องกลุ่มนี้อยู่พักหนึ่งแล้วก็แนะนำอะไรไปบ้าง ( รู้สึกว่าน้องกลุ่มนี้น่าจะอนาคตไกลแน่เลยแต่ละคำถามโตเกินวัยมากๆ ) แล้วก็เลยมานึกถึงการเรียนการสอนดนตรีที่เคยผ่านๆมา มักจะเน้นในเรื่องของการเล่นเป็นหลัก หรือถ้าฝึกเรื่องของการฟังก็มักจะเป็นการฝึกฟังเรื่องของตัวโน้ต คอร์ดหรือทางเดินคอร์ดเป็นหลักไม่ค่อยได้พูดถึงในเรื่องของสำเนียงของเครื่องดนตรีนั้นๆหรือโทนเสียงของยุคต่างๆ ทำให้นักดนตรีบ้านเราส่วนใหญ่มักจะมีเสียงในอุดมคติ โดยที่ถ้าได้เสียงนั้นถือว่าสุดยอดแต่ถ้าไม่ใช่เสียงนั้นก็ไม่ดี หรือเรียกได้ว่ายึดติดกับเสียงที่อยู่ในใจมากๆ ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานเพลงอะไรก็ต้องเสียงอย่างนั้น บางคนถึงกับอุทิศชีวิตให้กับแนวบางแนวหรือเสียงบางอย่างไปเลยก็มี ซึ่งสำหรับนักดนตรีต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จหลายๆท่าน หากลองไปฟังดูจะรู้สึกว่าเขามีเอกลักษณ์ของเสียงก็จริง แต่เขามีการพัฒนาเสียงเหล่านั้นของเขาตลอดเวลา ( ลองเอาแต่ละอัลบั้มของศิลปินคนเดียวกันมาเทียบก็ได้ครับ ) บทความนี้ก็เลยมาพูดถึงการฝึกฟังว่าเราจะพัฒนาการฟังอย่างไรได้บ้างและเมื่อเรามีหูที่ดี เราก็จะสามารถเล่นดนตรีได้สำเนียงที่ดีไปด้วยเนื่องจากหูเราจะเป็นตัวสั่งนิ้วเองว่าต้องการเสียงอย่างไร
1. เปิดใจ ก่อนอื่นต้องเปิดใจก่อนครับเปิดใจที่จะรับสิ่งใหม่ๆ ผมเคยได้อ่านแนวคิดของ สตีฟจ็อบ ( ผู้สร้างบริษัท Apple ผู้ผลิต Macintosh นั่นเอง ) เขาพูดสุนทรพจน์ได้น่าประทับใจมาก ( ว่างๆจะเอามาลงให้อ่านครับ ) ตอนท้ายๆเขาพูดว่า Stay Foolish Stay Hungry หมายความประมาณว่าให้รู้สึกหิวโหยรู้สึกตัวเองโง่ตลอดเวลา ถ้านักดนตรีหรือใครก็ตามที่รู้สึกเช่นนั้น ก็จะต้องหาความรู้หรือพัฒนาตัวเองตลอดเวลาซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากหากเราพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้จะทำให้เราลดอีโก้ไปได้มาก ไม่มีนักดนตรีคนไหน หรือเพลงแนวไหนหรือซาวด์กีตาร์แบบไหนที่ดีที่สุด ทุกอย่างมักจะมีทั้งจุดที่ดีและจุดที่ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้นเพราะฉะนั้น เพลงแนวที่เราชอบมากก็อาจจะมีจุดอ่อน เพลงที่เราไม่ชอบก็ไม่ใช่ไม่มีจุดดี ไม่อย่างนั้นเพลงก็มีแนวเดียวแล้วครับหากแนวนั้นมันดีที่สุดเจ๋งที่สุด หรือซาวด์กีตาร์ทุกเพลงก็ต้องเป็นแบบเดียวกันหมดหากซาวด์นั้นมันดีที่สุด ลองเปรียบเทียบกับอาหารก็ได้ครับ หากส้มตำเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลกแล้วโลกนี้คงไม่ต้องมีอาหารประเภทอื่นอีก ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ใช่ อาหารดีๆก็มีอีกมากมายหลายอย่าง ( ผมไม่ได้ว่าส้มตำไม่ดีนะครับเพราะผมเองก็ชอบกินส้มตำครับ ) หากชีวิตคนๆหนึ่งจะกินแต่ส้มตำตลอดชีวิตโดยที่ไม่รับประทานอย่างอื่นเลยคงทั้งน่าสงสารและน่าเสียดายแทนนะครับที่จะอดกินอาหารอันเลิศรสที่มีอยู่มากมายในโลกใบนี้ เฉกเช่นเดียวกับเพลงครับ ถ้าต้องอดฟังเพลงดีๆอีกหลากหลายก็น่าสงสารแย่เลยครับ สรุปแล้วแทนที่จะคิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าตัวเองโง่ดีกว่าครับจะได้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
2. ฟังเพลงให้หลากหลายแนว อันนี้ผมเห็นอาจารย์สอนกีตาร์หลายๆท่านก็แนะนำครับ แต่เท่าที่สังเกตเห็นลูกศิษย์มักจะไม่ค่อยได้ทำตาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับโดยเฉพาะเวลาที่เสียไปแล้วยังไม่ได้เริ่มฟังเพลงหลากหลายสักที แนะนำว่าให้ฟังเพลงหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ เริ่มมีการบันทึกเสียงยุคแรกๆเลยก็ดีครับ ฟังให้หลายสไตล์หลายยุคครับ ถ้าไม่รู้จะฟังอะไรให้ฟังสุดยอดของแต่ละแนวครับลองถามผู้เชี่ยวชาญแนวนั้นๆดูก็ได้ครับ ฟังให้หมดทั้ง ป๊อป ร็อค แดนซ์ เมทัล ลูกทุ่ง
. มีแนวอะไรฟังให้หมด ไม่ใช่ฟังทีเดียวนะครับควรจะฟังสิ่งที่ตัวเองชอบไม่เกิน 50% อีกครึ่งหนึ่งฟังให้หลายหลาย บางคนฟังทีเดียวไม่ชอบก็ไม่ยอมฟังอีกอั้นนี้ไม่ได้ครับเพราะหลายๆครับเพลงบางเพลงเราก็ไม่ได้ชอบตั้งแต่ทีแรกเหมือนกัน บางท่านอาจจะบอกว่าชีวิตนี้อุทิศให้กับแนวบางแนวไปแล้วซึ่งก็ต้องบอกว่าน่าเสียดายครับเพราะปัจจุบันแนวคิดเรื่องการทำเพลงค่อนข้างจะเป็นการผสมผสานดูอย่าง Linking Park ก็ได้ครับเอาทั้งแร็ปมารวมกับฮาร์ดคอร์ได้เฉยเลยแถมดีอีกต่างหาก ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีแนวที่ชอบแต่สามารถเอาสำเนียงเพลงจากแนวอื่นมาผสมผสานได้ทำให้ได้ผลงานเพลงที่ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก หรืออย่าง วง Queen ก็นำเอาเพลงร็อคมาใส่แนวคิดประสานเสียงแบบโอเปร่าได้อย่างลงตัวทำให้เกิดเพลงดีๆมากมาย ตัวอย่างเช่น Bohemian Rhapsody , We are the champion ถ้าหากเขาฟังเพลงแนวเดียวเพลงพวกนี้ไม่เกิดหรอกครับ และยิ่งเพลงสมัยใหม่เป็นการผสมผสานทั้งสิ้นหากเราฟังเพลงแนวเดียวจะเอาแนวคิดที่ไหนมาผสมผสานล่ะครับ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือพวก CD ที่ได้รับรางวัล Grammy Awards ทุกๆปีผมจะเห็นเพลงที่ได้รับรางวัลรวมออกมาขายเป็น Grammy Nominee ซึ่งก็น่าซื้อเก็บไว้ฟังนะครับเพราะจะได้ทันเหตุการณ์วงการเพลงว่าแนวดนตรีซาวด์ไปถึงไหนแล้ว หรือบางคนที่ชอบแผ่น CD คุณภาพเสียงสูงเป็นพิเศษให้ลองหาพวกแผ่น Audiophile มาฟังพวกนี้จะเป็นแผ่นที่โชว์การบันทึกเสียงคุณภาพสูงซึ่งราคาก็มักจะสูงตามไปด้วย นานๆทีลองซื้อมาฟังบ้างก็ดีนะครับ
3. เครื่องเสียงคุณภาพดี อันนี้อาจจะต้องลงทุนอยู่บ้างแต่มันคือหูเลยครับ อย่างถ้าเราฟังเพลงกับลำโพงคอม ซึ่งไม่มีความถี่ต่ำเลยหูเราก็จะชินกับการที่ไม่มีความถี่ต่ำหรืออาจจะฟังความถี่ต่ำไม่เป็น

หรือถ้าเราฟังเพลงกับลำโพงที่มีคุณภาพเสียงไม่ดีเสียงที่เราได้ยินก็จะคุณภาพไม่ดีหูเราก็จะชินกับเสียงที่คุณภาพไม่ดีตามไปด้วย ถ้ามีงบประมาณผมแนะนำให้ซื้อเครื่องเสียง HIFI สักชุดเอาแค่มี CD Player ตัวนึง Integrate Amp ตัวนึงแล้วก็ลำโพงสักคู่นึงรอช่วงลดราคาก็จะถูกลงมากเลยครับ มีตั้งแต่ราคา2-3หมื่นขึ้นไป หากท่านใดมีงบไม่พอก็อาจจะใช้วิธีซื้อลำโพง Monitor ที่ราคาไม่สูงนักมาต่อฟังกับคอมพิวเตอร์ก็ได้ครับราคาจะเหลือหลัก 5-6 พันบาทขึ้นไปลำโพงที่ใช้ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 5 นิ้ว เพราะถ้าเล็กกว่านั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องย่านความถี่ต่ำที่อาจจะให้ค่อนข้างน้อยไปสำหรับเพลงบางแนว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกลำโพงก็ต้องดูที่ขนาดของห้องเป็นหลักครับห้องขนาดเล็กใช้ลำโพงใหญ่เกินไปก็ไม่ดีเสียงที่ได้ยินมักจะออกมาบวมๆฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง จะซื้ออะไรลองไปดูตามร้าน HIFI หรือไปเดินตามงานแสดงสินค้าก็ได้ครับมีให้เลือกลองฟังหลายๆยี่ห้อชอบอันไหนก็ซื้ออันนั้น อ้ออีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือเวลาไปลองเครื่องเสียงหรือลำโพงควรเอา CD หลายแนวไปลองเพราะเครื่องเสียงบางชุดเล่นเพลงบางแนวไม่ค่อยได้ครับ คราวนี้พอเรามีเครื่องเสียงที่ดีขึ้นก็เหมือนเรามีหูที่ดีขึ้นรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินก็จะได้ยินคราวนี้หูเราพอฟังไปนานๆมันก็จะเริ่มคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆเอง
4. อย่าฟัง MP3 เกิดมาในยุคดิจิตอลแล้วเรื่องของความสะดวกมีให้เลือกค่อนข้างมากแต่บางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นดาบสองคมได้เหมือนกัน อย่างเรื่องของ MP3 นี่ก็เช่นเดียวกันครับ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของ MP3 จะถูกบีบอัดลงทำให้ไฟล์เสียงตัวนั้นเล็กลงสะดวกต่อการเก็บหรือการอัพโหลดดาวน์โหลดมากครับแต่ด้วยความที่มันบีบอัดข้อมูลลงทำให้คุณภาพเสียงก็ลดลงไปด้วยลองเอา CD มาเปลงเป็น MP3 สิครับจะรู้สึกว่ารายละอียดของเพลงลดลงไปมากเลยทีเดียว พอเราฟังเสียงคุณภาพต่ำบ่อยๆหูก็จะเริ่มคุณภาพลดลงด้วยครับมีบางท่านอาจจะมีแนวคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เอา MP3 มาแปลงเป็น Audio ก่อนจะได้คุณภาพเสียงดีขึ้น อันนี้ต้องบอกว่าไม่มีประโยชน์ ครับข้อมูลที่ถูกบีบอัดไปแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเป็นคุณภาพเดิมครับไม่ว่าจะแปลงเป็นนามสกุลใดก็ตาม ดังนั้นสำหรับ MP3 ต้องบอกว่าถ้าจะเอาไว้ฟังเทคนิคหรือเอาไว้แกะเพลงก็พอได้ครับแต่ถ้าฟังบ่อยๆหูจะเสียเอาครับ
5. เล่นเครื่องดนตรีให้หลากหลาย สำหรับมือกีตาร์ก็ควรจะไม่ยึดติดกับเครื่องดนตรีที่เราชอบ ยกตัวอย่างบางคนชอบ Gibson ก็ควรจะลอง Fender บ้างเพื่อที่จะได้รู้สำเนียงที่หลากหลาย ผมเห็นบางท่านใน guitarthai.com ขอแลกกีตาร์กันลองใช้ดู ผมว่าเป็นไอเดียร์ที่ดีเหมือนกันครับจะได้รู้จัก ซาวด์กีตาร์ที่หลากหลาย และการทดลองนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะทดลองรุ่นสูงๆของแต่ละยี่ห้อเทียบกันดู บางคนเอา Fender Mexico มาเล่นแล้วบอกว่าไม่ชอบเสียง Fender อันนี้ผมว่ายังสรุปเร็วเกินไปสักหน่อย และที่ควรลองเป็นอย่างยิ่งก็คือพวกกีตาร์ทรงที่เป็นตำนานอย่างพวก Gibson Lespaul , Gibson SG , Gibson ES335 , Fender Stratocaster , Fender Telecaster กีตาร์เหล่านี้เป็นรากฐานของเสียงกีตาร์ปัจจุบันมือกีตาร์ทุกคนก็ควรจะมีเสียงกีตาร์เหล่านี้อยู่ในหูเป็นการศึกษาพื้นฐานของเสียงกีตาร์ และให้ดีควรลองรุ่นสุดยอดของแต่ละชนิดกีตาร์เพื่อที่จะได้รู้ว่าสุดๆของแต่ละสายมีสำเนียงอย่างไร นอกจากลองกีตาร์แล้วก็ควรจะลองสายแจ็ค แอมป์รุ่นดีๆของยี่ห้อต่างๆ อาทิ Marshall , Fender , Vox , Mesa Boogie , Orange , Rivera ,
. ลองบ่อยๆมีโอกาสให้รีบลอง บางท่านเคยลองบางรุ่นแล้วไม่ชอบอย่าเพิ่งตัดใจว่ายี่ห้อนั้นไม่ดี ให้ลองรุ่นอื่นๆอีกไปเรื่อยๆ อาจจะชอบบางรุ่นก็ได้ครับ

6. ใช้หูทำงานมากกว่าตา อันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากแต่จำเป็นต้องทำครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้ไปดูงานที่ห้องบันทึกเสียงแห่งหนึ่ง ปรากฏว่านักดนตรีเช่าตู้แอมป์ Mesa Boogie มาซึ่งเป็นรุ่นที่สุดยอดทีเดียว ทุกคนในห้องบันทึกเสียงนั้นก็ยิ้มเลยครับว่าวันนี้ได้เสียงกีตาร์ดีแน่นอน ปรากฏตอนบันทึกเสียงไปสักระยะ Producer ที่คุมงานอยู่ ( Producer ท่านนั้นมีประสบการณ์สูงและทำงานด้วยหูมากกว่าด้วยตาแน่นอน ) คงไม่รู้จักเจ้าตู้แอมป์ตู้นั้นเพราะเขาไม่ใช่มือกีตาร์ เขาฟังสักพักบอกว่าเสียงตู้แอมป์ไม่ดีเอาเลย นักดนตรีก็บอกว่าอันนี้เป็นตู้แอมป์อย่างดีเลยนะครับเพิ่งเช่ามา ทำงานต่อไปสักพัก Producer ท่านนั้นบอกว่ายังไงมันก็เสียงไม่ดีอยู่ดี ก็เลยขอเบรกสักครู่แล้วเค้าก็เอาแอมป์ตัวนั้นมารื้อออกปรากฏว่า โอ้แม่เจ้าข้างนอกที่เป็นยี่ห้อ Mesa Boogie ข้างในเป็นแอมป์ที่ผลิตในประเทศราคาถูก โชคดีในความโชคร้ายครับ หาก Producer ท่านนั้นทำงานโดยม่ใช้หูดูแต่ด้วยตาก็คงปล่อยงานนั้นออกไปแล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นแต่สรุปว่าเราทำงานด้านเสียงต้องเชื่อหูมากกว่าตาครับ โดยเฉพาะคนที่มิกซ์เสียง หรือซาวด์เอ็นจิเนียร์ ไม่มีอะไรบอกได้หรอกครับว่าเสียงดีหรือไม่นอกจากหูที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีเท่านั้น บางคนใช้ Spectrum Analyzer ( เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบความถี่มักจะใช้ในการปรับจูนลำโพง ) ผมถามว่าถ้า Spectrum Analyzer มันออกมาสวยแต่เสียงไม่ดี กับ Spectrum Analyzer ออกมามาสวยแต่เสียงดีจะเลือกเอาอะไร ร้อยทั้งร้อยบอกว่าเอาเสียงดีซึ่งก็แน่นอนว่าต้อง ใช้หูฟังไม่ได้ใช้ตาฟังครับ
7. หาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติม อันนี้ต้องบอกว่าการเรียนอาจจะจบในห้องเรียนแต่การเรียนรู้ชีวิตนี้ไม่มีวันจบครับ เดี๋ยวนี้โลก Internet ทำให้เราหาข้อมูลได้ง่ายขึ้นก็เป็นเรื่องได้เปรียบมากครับ ทำให้เราสามารถได้ความรู้โดยที่ไม่ต้องลงทุนมาก ต้องขยันหาความรู้ครับอย่าถามเอาแต่ผู้เชี่ยวชาญลองหาความรู้เองด้วย อย่าฝึกให้เขาหาอาหารให้กิน ต้องรู้จักหาอาหารกินเองครับ บางท่านอาจจะติดปัญหาเรื่องภาษาเพราะหนังสือส่วนมากเป็นภาษาอังกฤษ ก็อย่ากลัวมันครับอ่านไปรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเดี๋ยวก็เก่งเอง โดยเฉพาะไอ้เจ้า Manaul นี่เวลาซื้อเครื่องดนตรีมาจะได้มาทุกครั้งซึ่งคนที่อ่านก็มีค่อนข้างน้อย คิดดูว่าถ้าเราอ่าน Manual ของ Marshall เท่ากับเราได้ Jim Marshall มาสอนที่บ้านเองเลยทีเดียวแล้วอย่างนี้จะไม่อ่านได้อย่างไรครับ ศึกษาให้หมดทั้งเรื่องของการเล่น ประวัตินักดนตรี ประวัติเครื่องดนตรี ประวัติของเพลง ยิ่งรู้มายิ่งได้เปรียบและสนุกด้วยครับ อย่าลืมครับจะเป็นนักดนตรีที่ดีนอกจากฝึกฝนแล้วก็ต้องรักการอ่านด้วยครับ
8. R&D ( Research and Development ) อันนี้แปลเป็นไทยว่าการวิจัยและพัฒนา อันนี้ลองยกตัวอย่างง่ายๆครับ ผมมี กลองDW Collector อยู่ชุดหนึ่งผมอยากจะรู้ว่าใส่หนังกลองชนิดไหนเสียงเหมาะกับมันที่สุด ผมก็เลยซื้อหนังกลองมา 4 รุ่น มาลองเปลี่ยนแล้วอัดเสียงเก็บไว้ทีละรุ่น ( เล่นเอาเหนื่อยเกือบตาย ) พอทำเสร็จผมก็จดรายละเอียดนั้นไว้เป็นคัมภีร์ส่วนตัว สำหรับมือกีตาร์ก็สามารถทำได้ง่ายๆครับ อย่างเช่นวิจัยเรื่องสายกีตาร์ว่ายี่ห้อไหนรุ่นไหนเหมาะกับตนเองที่สุด อันนี้เป็นตัวอย่าเฉยๆ เราต้องทำการวิจัยและพัฒนาไปเรื่อยๆ หาอะไรใหม่ๆไปเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ต้องสร้างอะไรใหม่ๆเสมอครับ
ก่อนจบบทความนี้ต้องบอกว่าหากท่านใดทำการพัฒนาหูอย่างที่ว่ามาประมาณ 1 เดือนก็จะเริ่มเห็นการพัฒนา ประมาณ 1-2 ปีก็จะมีหูอันยอดเยี่ยมไว้ใช้งานเลยครับ อยากจะมีหูที่ดีต้องฝึกฝนครับ
หากท่านใดยังสงสัย โทรมาสอบถามที่ 086-774-0077 หรือ billvintage@yahoo.com ได้ครับ
ปล.ตอนนี้ทางวินเทจสตูดิโอสนับสนุนการทำวิจัยและการพัฒนาหูอย่างจริงจังโดยสั่งกีตาร์และตู้แอมป์มาให้ลองใช้จำนวนมากครับ ( เข้าใจดีครับว่าไปลองตามร้านเครื่องดนตรีอาจจะยากอยู่หากเป็นรุ่นใหญ่ๆ )

กีตาร์ที่มีได้แก่ Gibson Lespaul 1959 , Gibson SG Standard Customshop , Gibson ES-335 Re59 50th Anniversary customshop , Fender Stratocaster Pro customshop , Fender Telecaster re51 customshop ส่วนตู้แอมป์ก็มี Mesa Boogie triple rectifier , Huhg&Kettner triamp MK II , VOX AC30 H2 ( Handwire ) , Marshall 1959 SLP , Marshall JCM 2000 TSL 100 , Orange AD140 , Fender Twin Reverb สำหรับท่านใดที่ต้องการทดลองโทรมาติดต่อสอบถามได้ครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆครับ
ข่าวดี !!! หากท่านใดสนใจฟังเสียงชั้นเลิศเหล่านี้ใน วันที่ 7-8 พฤศจิกายนนี้ทางเราได้มีโอกาสไปจัด booth ในงาน Fat หากท่านใดสนใจลองมองหา booth ของ วินเทจ ได้ครับ ทางเราได้จัดทำแผ่น test เสียง กีต้าร์ของวินเทจกับแอมป์ทั้งหมด ให้ฟังกันเพื่อให้เพื่อนๆใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหูต่อไปครับ แล้วพบกันในงานนะครับ
เรียบเรียงและภาพโดย วินเทจสตูดิโอ....
|
|
|
|