สัีตว์ที่หายสาบสูญไปจากโลก  
 
ช่วงเวลาที่เกิดการสูญพันธุ์ ของ! มากที่สุด คือ ช่วงระหว่างยุคเพลสโตซีน (Pleistocene) ซึ่งเป็นตอนปลายของยุคน้ำแข็ง (ประมาณ 10000 - 15000 ปีมาแล้ว) ในตอนธารน้ำแข็ง เคลื่อนตัวขยายอาณาบริเวณไปทางใต้ และได้ถอยร่นกลับไปกลับมาถึง 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งแผ่นน้ำแข็ง นี้เคย ครอบคลุมบางบริเวณของทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเซีย การถอยร่นของ ธารน้ำแข็ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 10000 ปี มาแล้ว บริเวณที่ไม่มีน้ำแข็งปกคลุมมนุษย์ได้เคยเผชิญหน้าพบปะกับ!แปลก ๆ ที่เคยสูญพันธุ์มาก่อน !ที่สูญพันธุ์เหล่านี้ได้แก่ วัวกระทิงยักษ์ ช้างแมมมอธที่มีขนยาวรุงรัง เสือเขี้ยวโง้ง หมูป่าขนาดพี่ ๆ เสือโคร่ง สูงถึง 2 เมตร กวางไอริช !ครึ่งลาครึ่งยีราฟ อูฐที่มีตัวสูงถึง 6 เมตร วัวทะเล และแรดที่มีขนปกคลุมทั้งตัว เชื่อไหมว่า เมื่อหมดยุคเพลสโตซีนนี้ 60 เปอร์เซนต์ของ!เหล่านี้ได้ตายจากไป

สรุปคือ เป็นยุคที่มนุษย์ทำลายล้าง!โลก ซึ่ง!ที่สูญพันธ์นี้87%นี้ คือผลงานของมนุษย์นี่เอง เป็นที่เหลือเชื่อว่า มนุษย์ ซึ่งจัดเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง เป็น!เลือดอุ่นที่สามารถหยุดยั้งสัญชาตญาณป่าเถื่อนได้ดีกว่า!เลือดเย็น กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบนิเวศของดาวเคราะห์โลก(World Planet)ต้องพบกับจุดหายนะทั้งที่ในรอบ4,000ล้าน ปี ที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ภาวะของโลกในยุคปัจจุบันกลับเปลี่ยนแปลงเร็วมากเมื่อเทียบกับอดีตกาลก่อน ที่มนุษย์จะครองโลกแทนที่ไดโนเสาร์


และนี้คือรายชื่อสัตว์สูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น









   สมาชิกแบบพิเศษ   top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 13:56:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 1  
 
แรดขน


ถิ่นกำเนิด : อยู่ในที่ราบของอเมริกา เมื่อ11,000ปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วง*ยุคมิคสัญญี

ลักษณะ : ตัวสูง1.5ถึง2.5เมตร นิสัยดุร้ายกว่ากระทิงยุคปัจจุบันมาก มีโหนกตรงส่วนหลัง เขายาวถึ ง2เมตร

สาเหตุ ของการสูญพันธ์ : เนื่องจากมนุษย์ต้องการขนของมันมาเป็นเครื่องนุ่งห่มและเขาของมันยังเป็น เครื่องประดับชั้นยอด ผนวกกับการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งจึงทำให้!ชนิดนี้สูญพันธ์ไปโดยไร้ร่องรอย






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 13:57:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 2  
 
กวางไอริช


ถิ่นกำเนิด :กระจายอยู่ในยุโรป เอเชีย ลำตัวของมันสูงยาวประมาณ2เมตร(จากไหล่) ความกว้างของเขานั้นยาวถึง4เมตร ซึ่งจดว่ายาวมาก มักอยู่เป็นฝูง

สาเหตุ ของการสูญพันธ์และการหายาก : เนื่องจากเขาของมันนั้นมีขนาดใหญ่มาก จึงถูกมนุษย์ล่าเอาไปทำเป็นเครื่องประดับ และสภาพของโลกในขณะนั้นเป็นช่วงของยุคน้ำแข็ง จึงทำให้สูญพันธ์ไปเมื่อ11,000ปีมาแล้ว






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 13:58:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 3  
 
วัวทะเลพันธ์สเตเลอร์


ถิ่นกำเนิด : อยู่ในแคนาดาทางเหนือ ถึงขั้วโลกเหนือ ถูกค้นพบในปี1741 ลำตัวยาว10เมตร

สาเหตุ ที่สูญพันธ์หรือหายาก : ปัจจุบันสูญพันธ์ไปหมดแล้ว สาเหตุเพราะร่างกายของมันนั้นมีประโยชน์ในการทำเครื่องนุ่งห่ม ส่วนไขมันของมันจะนำไปอุปโภค จึงสูญพันธ์ในปี 1768 ซึ่งมนุษย์สามารถทำให้มันสูญพันธ์ไปจากโลกนี้เพียงแค่ระยะเวลา27ปีเท่านั้น


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 13:59:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 4  
 
ปลาหมึกยักษ์


ใน นิยายหลายเรื่องเล่าเรื่องปลาหมึกยักษ์ไว้อย่างสนุกตื่นเต้น ภาพยนต์เกี่ยวกับปลาหมึกยักษ์ ก็เคยมี ให้ดูกันแล้ว แต่ปลาหมึกยักษ์ตัวจริง เป็นปัญหาที่หลายคนคลางแคลงใจว่ามีอยู่จริงหรือไม่ คำตอบคือ เรื่องปลาหมึกยักษ์นี้มิได้มีแต่ในนิยายที่เรียกกันว่า!นรกแห่งสะดือทะเล หากแต่ปลาหมึกยักษ์ที่ใหญ่โต จริงๆ มีอยู่ในโลกนี้แน่นอน

ปลา หมึกดังกล่าวนี้เรียกว่า ปลาหมึกยักษ์สีน้ำตาลมีสีส้มที่ใต้ท้อง หรือพวกที่กรีกโบราณเรียกว่า เอิทฟูด เป็น!มหัศจรรย์ที่มีหนวดขนาดยักษ์ถึง 7 หนวด มีดวงตาโปนถลนกว้างและมีพลัง มหาศาล สามารถบีบรัด เหยื่อหรือศัตรูให้แหลกเหลวได้ในพริบตา หรือแม้นแต่จับเหยื่

ถิ่น กำเนิด : ไม่สามารถระบุได้เพราะมันกระจายไปตามรอบโลก แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกนั้นจับได้นอกชายฝั่งทัสมาเนียปลา หมึกยักษ์จะอยู่ในน้ำลึกประมาณ 500-1,500 เมตร ลักษณะ :แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกนั้นจับได้นอกชายฝั่งทัสมาเนีย ลำตัวนับจากหัวถึงหนวดยาวลงมา ยาว 40 ฟุต หนัก 440 ปอนด์ นับเป็นปลาหมึกตัววมหึมาที่สุดเท่าที่พบ วงรอบตัวโตอเหวี่ยงไปไกลๆได้อย่างมหัศจรรย์ เท่ายางรถยนต์ แต่กลิ่น ของมันเหม็นชวนสลบไสลดีนัก รสชาติก็เลวแท้ แทบจะไม่รู้ว่าปลาหมึกตัวนี้อยู่ในสายพันธุ์ใด

สาเหตุ ของการสูญพันธุ์และการใกล้สูญพันธุ์ : เนื่องจากมันเป็นอาหารอันโอชะของปลาฉลามและปลาวาฬจึงทำให้มันลดจำนวนลงรวม ถึงการคุกคามจากมนุษย์ทั้งหลาย แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตินัก จึงยังมิต้องกังวลว่ามันจะสูญพันธุ์






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 13:59:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 5  
 
นกโดโด้ (Dodo)


โด โด้ ตัวใหญ่ อ้วนปุ๊กลุ๊ก ตัวใหญ่มาก หนักถึง 23 กิโลกรัม ( 50 ปอนด์ ) มีขนสีเทาถึงน้ำเงิน 23 เซนติเมตร ( 9 นิ้ว ) ที่หัวมีสีเทาเทาอ่อนกว่าตัว ตาเล็กสีเหลือง ปากโต โค้งและเป็นตะขอ สีเขียวอ่อนหรือเหลืองเพล อันเป็นจุดเด่นที่สุด จะงอยปากค่อนข้างดำ มีจุดแดงเรื่อ ปกคลุมด้วยขนสีเทาอ่อนนุ่ม มีปุยสีขาวหยิกชูเชิดเป็นหาง

โครง สร้างหน้าอกไม่รองรับการบิน ปีกไร้ประโยชน์ที่เล็กมาก บอบบางเกินจะยกโดโด้ขึ้นจากพื้น จึงบินไม่ได้ ผู้คนที่เคยเห็นมักคิดว่ามันไม่มีปีก อย่างที่เขาเรียกว่า ปีกเล็กที่เล็ก ( little winglets ) เพราะ เป็นนกบนพื้นดิน ที่วิวัฒนาการมาเฉพาะนิเวศวิทยาของเกาะ ซึ่งไม่เคยมีสัตว์นักล่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาจากกระดูก โดโด้อาจใช้ปีกง่ายกว่าการบิน นั่นคือใช้ว่ายอย่างปีกเพนกวิน

ขาสั้น อ้วนเตี้ย หนาแข็งแรง สีเหลือง มีนิ้วเท้าหนากลม 4 นิ้ว 3 นิ้วข้างหน้าและ 1 นิ้วโป้งอยู่ข้างหลัง มีเล็บสีดำ

ใครเห็นต่างก็ประหลาดใจในรูปร่างและขนาดพิลึกกึกกือ

ถิ่นกำเนิด : ไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะมันกระจายไปทั่วโลก ถูกค้นพบในปี1976 มันได้ถูกลากโดยเรือากอวนของสหรัฐบริเวนเกาะฮาวาย

สาเหตุ ของการสูญพันธ์และใกล้สูญพันธ์ : อาจเพราะเนื่องจากมันกระจายตัวไม่อยู่ใกล้ๆกันจึงทำให้ไกลต่อการผสมพันธ์ และไม่สามารถออกลูกได้ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่าเป็นสัต-ว์ที่สามารถสูญพันธ์ได้ทุกเมื่อ

กะลาสี ล่ามันมาเป็นอาหารอยู่บ่อยๆ เมื่อครั้งยังไม่สูญพันธุ์บนเกาะมัวริเทียส แม้จะมักถูกกล่าวถึงว่า เนื้อโดโด้ ไม่อร่อย แต่ก็ยังถูกล่ามากมาย เพราะจับง่าย บางครั้งกะลาสีนำกลับมาได้ถึง 50 ตัวในครั้งเดียว ถ้ากินไม่หมด ก็ดองและนำกลับไปด้วย

เกาะ นี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยชาวโปรตุเกส แต่ชาวดัชท์เป็นผู้ยึดครองอย่างถาวรแท้จริง เชื่อว่า กะลาสีกลุ่มแรกที่มาถึง มัวริเทียส เป็นชาวโปรตุเกส นำโดยกัปตัน มาสคาแร็กนาส ในปี 1505-1507 พวกเขาตั้งใจไปตั้งถิ่นฐานด้วยความหวังในแอฟริกาใต้ แต่ติดพายุทำให้ติดเกาะและลงเอยที่ มัวริเทียส คณะเดินทางอื่นๆ หลังจากโปรตุเกสในปีต่อๆมา มีทั้งดัทช์ บริติช และอื่นๆ

นก โดโด้ กะลาสีได้พบขบขัน และเมื่อพวกเขาขาดอาหารประทังชีวิต ก็ได้อาหาร ชาวดัทช์ ประกาศ มัวริเทียส เป็นอาณานิคม เรือนำแมว สุนัข หมู และลิง มาพร้อมกับผู้คนกลุ่มหนึ่ง สัตว์ต่างถิ่นแพร่พันธุ์และรุกรานป่าอย่างรวดเร็ว เหยียบย่ำรังนก ทำให้นกเสียขวัญ ล่าทำลายไข่กับลูกอ่อนของโดโด้

ทั้งการล่าเป็นอาหารอย่างต่อเนื่องจากมนุษย์ ประกอบกับการแทรกแซงจากสัตว์ต่างถิ่น นำมาสู่การสูญพันธ์ ประมาณปี 1693

เดวิด โรเบิร์ตส์ ( David Roberts ) แถลง ว่า การสูญพันธุ์ของโดโด้ ถูกประกาศอย่างเป็นทางการถึง การยืนยันการพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1662 ที่รายงานโดยกะสาสีเรืออับปาง วอลเกนต์ เอเวอร์ตซ ( Volkert Evertsz ) ซึ่งถูกค้นพบต่อมาในปี 1681






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:00:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 6  
 
นกโมอา (moa)


บทลำนำพื้นเมืองของพวกเมารี ชนพื้นเมืองแห่งนิวซีแลนด์ มีเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า " กา งาโร อี เต งาโร อา เต โมอา " หมายถึง "อนิจจา.... แล้วเราก็คงสูญสิ้นไปเช่นดังโมอา"

โม อา เป็นชื่อที่พวกเมารีใช้เรียกนกบินไม่ได้ชนิดหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะ นิวซีแลนด์ มันมีลักษณะคล้ายกับนกอีมูขนาดยักษ์ มีความสูงถึงสามเมตรครึ่ง หนักประมาณ 250 - 300 กิโลกรัม โมอาไม่มีปีกเลย เช่นเดียวกับนกกีวี ผิดกับพวกนกกระจอกเทศที่ยังมีปีกเล็กๆ ให้เห็นบ้าง ขนของมันมิได้เป็นแผงเหมือนขนนกทั่วไป แต่เป็นเส้นคล้ายเส้นผม

เมื่อเกาะนิวซีแลนด์ แยกตัวจากแผ่นดินใหญ่เมื่อ 80 ล้าน ปีมาแล้ว ทำให้เกาะแห่งนี้มีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมดั้งเดิมของที่นี่มีเพียงค้างคาวเท่านั้น บรรดานกที่อาศัยบนเกาะจึงปราศจากศัตรูใดๆ นกจำนวนมากหากินบนพื้นดินและไมต้องใช้ปีกอีกต่อไป ทำให้มีนกที่บินไม่ได้อยู่หลายชนิด และโมอาก็เป็นหนึ่งในพวกนั้น มันวิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่โต และกลายเป็นจ้าวเกาะไปโดยปริยาย

ทว่า เมื่อชาวเมารีอพยพเข้ามาที่นิวซีแลนด์เมื่อหนึ่งพันปีก่อน โมอาจำนวนมากถูกล่าอย่างโหดเหี้ยม จากคำบอกเล่าในสมัยนั้น นักล่าจะขุดหลุมขนาดใหญ่เอาไว้ และไล่ต้อนโมอาจนมันพลัดตกลงไป จากนั้นจึงฆ่ามันด้วยหอก ความที่โมอามีขนาดใหญ่แต่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวหรือฝีเท้าที่รวดเร็ว ทำให้มันถูกล่าอย่างง่ายดายจนในที่สุด นกโมอาก็สูญพันธุ์ไปจากนิวซีแลนด์ และจากโลกไปเมื่อสามร้อยปีมาแล้ว ก่อนหน้าที่ชาวยุโรปจะเดินทางมาถึงนิวซีแลนด์






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:02:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 7  
 
ม้าป่าทาปัน (TARPAN WILD HORSE )


ม้า ทาปันเป็นต้นตระกูลของม้าบ้านในปัจจุบัน แต่เดิมเชื่อกันว่า มีม้าป่าเฉพาะในเอเชียกลางเท่านั้น และม้าทาปันคือม้าบ้านที่ คนเอาไปปล่อยไว้ในป่า แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบอย่างแน่ชัดจึง พบว่าม้าทาปัน เป็นม้าป่าจริงๆ พวกมันมีถิ่นกำเนิดในยุโรปตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะคล้ายม้าปัจจุบันลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนอมเทา และมีสีเข้มปริเวณปากและข้อเท้า ในขณะที่ของม้าป่าเอเชีย จะเป็นสีออกขาว บริเวณต้นคอมีเส้นสีดำบางๆ

ม้า ป่าทาปัน มีอยู่มาตั้งแต่ในยุคในน้ำแข็งและถูกมนุษย์ถ้ำล่าเป็นอาหารก่อน จะถูกจับมาเลี้ยงและ กลายเป็นพาหนะของมนุษย์ในที่สุด ขณะที่ลูกหลานของมันได้รับการผสมสายพันธุ์จนมี หลากหลายและมีจำนวนมาก แต่ม้าทาปันพันธุ์แท้กลับลดจำนวนลงช่นเดียวกับม้าป่าในเอเชีย อันเนื่องมาจากสภาพป่าลดน้อยลง สำหรับม้าป่าเอเชียนั้นได้รับการคุ้มครองทันเวลา และมีจำนวน เพิ่มขึ้นในขณะที่ม้าทาปันได้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ทุก วันนี้แม้จะมีสวนสัตว์ และฟาร์มบางแห่ง อ้างว่ามีม้าทาปันอยู่ แต่ก็ไม่ใช่พันธุ์ที่แท้จริง เป็นเพียงการนำม้าโพนี่กับม้าเทศมาผสมกันเท่านั้น อย่างไรก็ดีม้าที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับม้าทาปันมากที่สุดคือ ม้าโคนิก (KONIK) ของโปแลนด์ ซึ่งเป็นม้าที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากม้าป่าทาปัน ที่ถูกจับ มาเลี้ยงในอดีต






   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:03:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 8  
 
เนื้อสมันตัวสุดท้าย




ปี 2405-2440 มีการจับเนื้อสมันจากสยามรวม 17 ตัว ไปเลี้ยงไว้ตามสวนสัตว์ในเยอรมันและฝรั่งเศส โดยได้กำเนิดลูกหลายตัวจากจำนวนนั้น พบว่ามี 11 ตัว เกิดในสวนสัตว์ฮัมบูร์ก และได้สตัฟฟ์ลูกที่ตายเก็บรักษาไว้ 1 ตัว ที่พิพิธภัณฑ์ฮัมบูร์กในเยอรมัน

ปี 2406 เซอร์ โรเบิร์ก เอช. โซมเบิร์ก ได้นำเขาเนื้อสมัน 3 คู่ กลับไปอังกฤษ และได้นำเขาสมันสองอันถวายแด่พระนางวิคตอเรีย พระองค์ได้พระราชทานให้พิพิธภัณฑ์เซาท์เคนซิงตัน ในปีเดียวกันนั้น เอดเวิร์ด ไบลท์ (Edward Blyth) นักสัตวศาสตร์และนักเคมีชาวอังกฤษ ได้ศึกษาเขาสมันสองอันนี้และนำออกแสดงปาฐกถา ณ สมาคมสัตวศาสตร์ในอังกฤษ และได้ให้ชื่อกวางพันธุ์ใหม่นี้ว่า
“กวางโซมเบิร์ก” (Cervus or Rucervus Schomburgki) เพื่อเป็นเกียรติแก่เซอร์โซมเบิร์ก ปี 2408 เซอร์โซมเบิร์กได้ถึงแก่กรรม เขาสมันสองคู่ซึ่งนำติดตัวมาจากสยามได้ถูกเลหลังให้แก่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ

ปี 2410 เอดเวิร์ค ไบลท์ ได้แสดงปาฐกถาเรื่องเนื้อสมันพร้อมถ่ายรูปถ่ายเขาเนื้อสมันอีกหลายหัวว่า “สมันผู้ตัวหนึ่งได้ถูกส่งมาเลี้ยงอยู่ในสวนพฤกษชาติกรุงปารีส”

ปี 2415 หนังสือสัตวศาสตร์ P.Z.S. รายงานว่าสวนสัตว์เซี่ยงไฮ้ได้รับเนื้อสมันตัวผู้ตัวหนึ่งไปเลี้ยงไว้ โดยชาวยุโรปคนหนึ่งได้รับพระราชทานมาจากพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม

ปี 2416 สวนสัตว์ลอนดอนได้ลูกกวางแสวมป์เดียร์* ตัวผู้ตัวหนึ่งจากสวนสัตว์ฮัมบูร์ก แต่ต่อมาอีก 4 ปี เมื่อเห็นลักษณะเขาชัดขึ้น จึงรู้ว่าไม่ใช่แสวมป์เดียร์ แต่เป็นเนื้อสมัน ได้มีการทบทวนประวัติกวางตัวนี้ใหม่ พบว่าพ่อของมันได้มาจากกรุงเทพฯ ในปี 2405 ส่วนแม่ของมันได้รับช่วงจากสวนสัตว์เบอร์ลิน ซึ่งเข้าใจว่าคงได้รับมาจากสยามเช่นกัน

ปี 2419 เซอร์ วิคเตอร์ บรู๊ค ได้เขียนไว้ว่า “ เนื้อสมันที่ได้เลี้ยงไว้ที่สวนพฤกษชาติในปารีส ได้ตายและเก็บสตัฟฟ์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงปารีส เนื้อสมันตัวนี้ได้ถูกส่งไปจากสยามโดยนาย เอ็ม.โบกูด์ (M.Bocourt)” เซอร์ วิคเตอร์ บรู๊ค ได้รับคำบอกเล่าจากนายแพทย์แคมป์เบล นายแพทย์ประจำตัวกงสุลใหญ่ในสยามว่า “ เข้าใจว่าเขาสมันเหล่านี้ได้มาจากเมืองเหนือ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจากแคว้นลาวและแคว้นชาน ” หมอบุญส่งได้ให้ความเห็นว่า “ ความจริงไม่เคยมีสมันอยู่ในป่าเมืองเหนือเลย เข้าใจว่านายแพทย์แคมป์เบลคงเข้าใจผิด ”

ปี 2422 เนื้อสมันยังคงมีอยู่ตามแถวท้องทุ่งรอบพระนคร บริเวณทุ่งรังสิต บางเหี้ย บางปู บางบ่อ

ปี 2440 พระยาราชาวรินทร์ เจ้าเมืองสระบุรี ได้ลูกกวางตัวหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่ากวางอะไร นัยว่าจับได้ในทุ่งเขตโคราช แต่พระยาอินทรมนตรีว่าจับได้จากหาดสองแควริมแม่น้ำป่าสักใกล้แก่งคอย พระยาราชาวรินทร์ได้ให้แก่นาย เค. เบ็ทเก (K.Bethge) ชาวเยอรมัน เจ้ากรมรถไฟคนแรก นายเบ็ทเกได้นำลูกกวางตัวนี้ลงมากรุงเทพ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ที่หายากมีค่ามาก พอถูกเสียค่าโดยสารเฉพาะกวางเพิ่มขึ้นอีก ๒๑ บาท จึงรู้สึกเสียดายยิ่งนัก ปีต่อมานายเบ็ทเกกลับไปเยอรมันและได้มอบลูกกวางนี้ให้สวนสัตว์เบอร์ลิน ต่อมาไม่ช้านายเบ็ทเกรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างใหญ่หลวง เมื่อลูกกวางตัวนี้โตและรู้จักกันว่ามันไม่ใช่กวางธรรมดา ที่แท้คือเนื้อสมันซึ่งใครๆต้องการอย่างยิ่ง คุ้มกับค่ารถไฟที่เป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อคราวนำจากสระบุรีลงมากรุงเทพมากนัก ข่าวการจับเนื้อสมันได้ทำความตื่นเต้นให้นักสัตวศาสตร์มาก เมื่อเนื้อสมันตัวนี้ตาย บรรดาชิ้นส่วนของกะโหลก เขา โครงกระดูก และผืนหนัง ได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยฮัมบอลด์ต ( Humboldt University) นครเบอร์ลิน

ปี 2448 นายชานซ์ (Mr.Chance) และคณะนักสำรวจจากเยอรมันได้เข้ามาค้นหาเนื้อสมันอีกครั้งหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการติดตามและพยายามดักในแขวงโคราช ก็ไม่ได้พบเห็นเนื้อสมันเลย คงดักได้แต่ละองละมั่ง นายชานซ์มีรูปถ่ายเนื้อสมันอยู่รูปหนึ่ง และเป็นรูปเดียวที่มีอยู่ในโลกที่ถ่ายจากเนื้อสมันเมื่อมีชีวิตอยู่ เข้าใจว่าจะเป็นตัวที่ส่งไปไว้ในสวนสัตว์เบอร์ลิน

ปี 2449 เนื้อสมันถูกไล่ตีกินที่ทุ่งระหว่างบางบ่อกับบางปะกง

ปี 2450 ยังมีเนื้อสมันอยู่มากโดยเฉพาะระหว่างแม่น้ำสุพรรณบุรีและแม่น้ำน้อย เมื่อพื้นที่ถูกเปิดออกเพื่อทำนา เนื้อสมันจึงหายหมดไป

ปี 2452 พิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ติดต่อสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ ให้พยายามจัดหาเนื้อสมัน หากไม่ได้เป็นๆก็ให้ซื้อกระดูกและหนังเท่าที่จะหาได้ส่งไปเพื่อศึกษาเพิ่มเติม เพราะพิพิธภัณฑ์อังกฤษมีแต่เขาและกะโหลกเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อสมันเพิ่มเติมไปอีก




   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:05:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 9  
 
ปี 2469 พระยาชลมารคพิจารณ์* (ม.ล. พงษ์ สนิทวงศ์ ) สนใจเนื้อสมันมาก ได้ไต่ถามคนงานและชาวบ้านถึงแหล่งเนื้อสมัน หัวหน้าคนงานได้ยืนยันว่า “ เมื่อครั้งยังหนุ่มเคยเห็นเนื้อสมันมีอยู่ชุกชุมระหว่างแม่น้ำสุพรรณบุรีกับแม่น้ำน้อย” ชายชราผู้นั้นบอกลักษณะเนื้อสมันได้ถูกต้องไม่ปะปนกับละองละมั่ง เจ้าคุณชลมารคจึงส่งคนขึ้นไปตำบลดังกล่าวแล้วได้ความมาแต่เพียงว่า “ ครั้งหนึ่งมีมากจริง แต่บัดนี้ทุ่งนาเหล่านั้นได้ถูกเปิดทำนาและเนื้อสมันก็เลยหายสาบสูญไปด้วย ” ต่อมาเจ้าคุณไปตรวจราชการที่จระเข้สามพัน* ท่านถามนายอำเภอว่า “ เคยได้ยินได้เห็นเนื้อสมันหรือเปล่า” นายอำเภอได้เอาเขาเนื้อสมันมาให้ดู แล้วบอกว่า “ รู้จักและยิงได้ตัวหนึ่ง เมื่อสามปีมาแล้ว ” จากการสอบถามทราบว่าเนื้อสมันยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำสุพรรณบุรีกับแม่น้ำแม่กลอง เพื่อนของเจ้าคุณนำช้างจากปราจีนบุรีมาตระเวนหา แต่ไม่ประสบผล


ปี 2471 นายพล อาร์ ปีโกต์ (Brigadier Gen. R. Pigot) จากอังกฤษ ได้เดินไปจับเนื้อสมันที่โคราช โดยเอาภาพถ่ายเขาสมันไต่ถามข้าราชการ พ่อค้าเขาสัตว์ หนังสัตว์ หมอยาจีน และคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครรู้จัก พรานคนหนึ่งที่หนองวัดหนทางจากโคราชไปขอนแก่นบอกว่า “ เคยเห็นกวางมีเขาอย่างนี้ครั้งหนึ่งในป่าบนเขาแถวชัยภูมิ ” ซึ่งเป็นคำตอบที่เชื่อไม่ได้เพราะเนื้อสมันไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ป่าอยู่เขาได้ จากนั้นนายพลปีโกต์ ก็ไปขอนแก่น อุดรธานี และจังหวัดอื่นๆเอารูปเขาสมันไต่ถามเรื่อยไปก็ไม่พบคนรู้จัก จากอีสาน นายพลปีโกต์ลงมาทางบัวชุม** พบกับเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ เจ้าเมืองได้เรียกประชุมชาวบ้าน เอารูปให้ดูแล้วไต่ถามก็ไม่ปรากฏว่ามีใครเคยรู้เห็น แต่ส่วนรูปเขากวางป่าและละองละมั่งนั้นชาวบ้านรู้จักกันดีแทบทุกคน นายพลปีโกต์ลงมาชัยบาดาลพบนายอำเภอที่นั่นพอเห็นรูปก็บอกได้ทันทีว่าเนื้อสมัน และยืนยันว่ามีทางนครนายกเพราะเคยเป็นนายอำเภอที่นั่น นายพลปีโกต์ลงมาที่แก่งคอย นายอำเภอก็พูดอย่างเดียวกับที่ไชยบาดาล

นายพลปีโกต์ท่องเที่ยวไปตามทุ่งนานครนายกได้ความว่า “ เมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนเปิดทำนา เนื้อสมันมีมากในแถบนั้นจริง แต่เมื่อเปิดทำนาแล้ว เนื้อสมันก็หนีร่นไปทางอรัญประเทศ ” จึงติดตามไปจนถึงกบินทร์บุรี มีผู้เล่าให้ฟังว่า “ ที่อรัญประเทศมีกวางชนิดนี้เป็นฝูงๆ ขับรถฉายไฟไปกลางคืนก็พบเนืองๆ ” ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า “ เห็นเขาสมันแขวนอยู่ตามบ้านชาวบ้าน สำหรับแขวนหมวกแขวนเสื้อแทบทุกหลังคาเรือน ” นายพลปีโกต์เชื่อว่าสองคนนี้คงไม่รู้จักสมัน คงใช้คำว่า “ สมัน ” ไปปนกับคำว่า “ ละองละมั่ง ” ผลการค้นหาสมันของนายพลปีโกต์คือได้รับความรู้แต่เพียงว่า “ ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เนื้อสมันเคยมีชุกชุมในทุ่งนครนายก ซึ่งได้สูญพันธุ์ไปเพราะการเปิดทำนา ”

24 มิถุนายน 2474 พระยาชลมารคพิจารณ์ ได้นำเขาเนื้อสมันตัวที่คนงานขุดคลองรังสิตยิงได้เมื่อปี 2435 ไปแสดงในการปาฐกถาเรื่องเนื้อสมันที่สยามสมาคม

ปี 2475 หลวงวิสิทธิ์ นายอำเภอกาญจนบุรี ล่าเนื้อสมันได้ ๒ ตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้

ปี 2480 พระยาอินทรมนตรีได้ให้ความเห็นว่า “ เมื่อพันปีกว่ามานี้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางยังคงเป็นทะเล พึ่งตื้นขึ้นมาเป็นแผ่นดินในราวพันปีมานี้เอง โดยแผ่นดินงอกเรื่อยๆออกไปสู่อ่าวสยาม คิดเฉลี่ยราว 1 ไมล์ ต่อ 20-30 ปี เมื่อครั้งกระโน้นเนื้อสมันคงอาศัยอยู่ตอนเหนือวงนอกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเข้าใจว่าจะอาศัยอยู่ตามแถวทุ่งของลพบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก ตาก พิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ ”

ปี 2481 พระยาวินิจวนันดร (โต โกเมศ) เจ้าพนักงานป่าไม้พิเศษ กรมป่าไม้ ได้ทราบข่าวว่า “ สมภารที่วัดแห่งหนึ่งในมหาชัยเลี้ยงเนื้อสมันตัวผู้ตัวหนึ่งไว้ ” ก็รีบให้คนไปขอซื้อ แต่ไปช้าเพียงวันเดียว มีคนมอญขี้เมาเดินมาพบเนื้อสมันตัวนั้นขวางทางอยู่ก็ตีตายไปเสียก่อน ในสมัยนั้นยังมีเนื้อสมันอยู่ในทุ่งสมุทรสาครและสมุทรสงครามอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครสนใจ พอในปีหลังๆทุ่งในจังหวัดดังกล่าวถูกเปิดทำเป็นนาเกลือ นาข้าว และนากุ้งกันมาก เนื้อสมันก็สูญพันธุ์ไป

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:07:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 10  
 
กูปรีผู้สาบสูญ

เมื่อฝรั่งเศสได้ดินแดนอินโดจีน อันประกอบด้วย เวียดนาม กัมพูชา และลาว เป็นอาณานิคมแล้ว ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากเดินทางเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ และได้พบเห็นเรื่องราวแปลกๆ ที่ไม่มีในดินแดนของพวกเขา รวมทั้งเรื่องราวของวัวป่าลึกลับที่มีเขาแตกเป็นพู่ด้วย ในชั้นแรกผู้ที่ได้ยินเรื่องนี้จากชาวพื้นเมือง ก็มิได้สนใจนัก นักสัตววิทยาในยุคนั้นคิดว่า สัตว์ดังกล่าวเป็นลูกผสมระหว่างกระทิงกับวัวแดง หรือมิฉะนั้นก็อาจเป็นวัวแดงกับควายป่า ต่อมาได้มีผู้ที่สนใจ และทำการศึกษาเรื่องของสัตว์ดังกล่าว และได้พบว่า สัตว์ดังกล่าวมิใช่ลูกผสมของวัวป่าที่รู้จักกัน หากแต่เป็นสัตว์ตระกูลวัวป่า ที่มีสายพันธุ์เฉพาะของมันเอง และเป็นวัวป่าสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์เก่าแก่ สัตว์ดังกล่าวนั้นชาวพื้นเมืองเรียกมันว่า โคไพร หรือ กูปรี (KOUPREY)

กูปรี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า BOS SAUVELI เป็นวัวป่าสายพันธุ์เก่าแก่ และได้ชื่อว่า เป็นต้นตระกูลของวัวบรามันในปัจจุบัน มีขนาดไล่เลี่ยกับวัวแดง โดยตัวผู้มีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1.7 เมตร น้ำหนักในราว 600 กิโลกรัม แรกเกิดมีสีน้ำตาลแดง เช่นเดียวกับลูกวัวแดงและกระทิง เมื่อโตขึ้นทั้งตัวผู้และตัวเมีย สีขนจะเปลี่ยนเป็นสีเทา สำหรับตัวผู้นั้นเมื่อโตเต็มที่จะมีสีดำปลอด ในขณะที่ตัวเมียเป็นสีเทาเหมือนเดิม ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีสีขาวบริเวณปลายขาท่อนล่าง เช่นเดียวกับวัวแดง แต่ไม่มีวงสีขาวที่ก้นเหมือนวัวแดง สำหรับกูปรีทั้งสองเพศจะมีเขาที่แตกต่างกัน โดยตัวผู้ มีลักษณะเขาค่อนข้างใหญ่ โค้งไปข้างหน้าปลายเขาเชิดขึ้น และเมื่ออายุได้ 3 ปี เขาจะแตกออกมาเป็นริ้วๆ คล้ายพู่ ซึ่งลักษณะนี้ไม่พบในวัวพันธุ์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนตัวเมียจะมีเขาเล็กกว่า เขาโค้งขึ้นคล้ายรูปตัวยู และบิดงอกว่าตัวผู้ กูปรีมีแผ่นหนังห้อยยาวที่คอเป็นรูปหยดน้ำ สำหรับตัวผู้ที่อายุมาก เหนียงใต้คอนี้อาจยาวเกือบถึงพื้น เชื่อกันว่ากูปรีใช้เหนียงในการปรับอุณหภูมิ เช่นเดียวกับหูของช้าง ภาพกูปรีเพศเมียข้างบนนี้ บันทึกไว้ตั้งแต่ห้าสิบปีที่แล้วในกัมพูชา

กูปรีชอบอาศัยอยู่ในบริเวณเนินเขาที่ไม่ลาดชันมากนัก ส่วนมากจะเป็นเขตป่าโปร่ง และที่ราบที่เป็นทุ่งหญ้าสูงๆ สลับกับพุ่มไม้เตี้ยๆ ชอบพื้นที่ที่เป็นดินปนทราย และมีโป่งดินอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ดีบางครั้งกูปรีอาจเข้าไปหากินในป่าทึบ เพื่อหลบนักล่าสัตว์ กูปรีจะอยู่รวมเป็นฝุงประมาณ 20 ตัว โดยมีตัวผู้ที่โตเต็มที่เพียงตัวเดียวเป็นจ่าฝูง นอกนั้นจะเป็นตัวเมียและลูกที่ยังโตไม่เต็มที่ ส่วนตัวผู้ที่ไม่มีฝูง อาจรวมกลุ่มเฉพาะตัวผู้ หรืออยู่ตามลำพังแบบวัวโทน กูปรีเป็นสัตว์ที่รักสงบไม่ตื่นตกใจง่าย ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ตัวเมียตกลูกในช่วงเดือนธันวาคม และมกราคม ตัวเมียจะพาลูกแยกออกจากฝูงประมาณ 1 เดือน ก่อนจะพาเข้ารวมฝูง ผิดกับกระทิง และวัวแดง ที่จะรวมอยู่ในฝูงตลอดเวลา


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:09:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 11  
 
กูปรีถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1937 โดยพบในเขตป่าของกัมพูชา ในปีเดียวกันนั้นเอง มีการจับลูกกูปรีเพศผู้ได้หนึ่งตัว และถูกส่งไปเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์แวงแซน ( VINCENNES ) ชานกรุงปารีส ทำให้นักสัตววิทยาได้โอกาสศึกษามันอย่างใกล้ชิด ทว่าสามปีต่อมาเมื่อสงครมโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น กองทัพเยอรมันบุกเข้าปารีส สวนสัตว์ถูกละทิ้ง และท้ายสุด กูปรีตัวนี้ก็ตายลงเพราะขาดอาหาร หลังสงครามสงบได้มีการสำรวจหากูปรีกันอีกครั้ง

ในปี ค.ศ. 1948 ได้มีการบันทึกภาพยนตร์กูปรีได้ในป่า บริเวณเทือกเขาพนมดงรักชายแดนไทยกัมพูชา มีการประมาณกันว่า ในขณะนั้น กูปรีหลงเหลืออยู่ในโลกประมาณ 2,000 กว่าตัว โดยกระจัดกระจายอยู่ในเขตป่าของไทยด้านตะวันออก ลาว กัมพูชา และด้านตะวันตกของเวียดนาม โดยมากกว่า 800 ตัว อยู่ในกัมพูชา นอกจากกูปรีที่ถูกจับไปยังฝรั่งเศสแล้ว ในตอนนั้นวังของกษัตริย์กัมพูชาที่พนมเปญ ก็เคยมีกูปรีเลี้ยงไว้เช่นกัน

ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 นักสำรวจผิวขาวชื่อ ชาร์ล วาร์ตัน (CHARLES WHARTON) ได้เข้ามายังอินโดจีน และสามารถจับกูปรีได้ถึง 5 ตัว แต่น่าเสียดายที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น กูปรีสองตัวตาย และอีกสามตัวหลุดหนีไป จากนั้นก็ไม่เคยมีใครจับกูปรีได้อีกเลย


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:10:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 12  
 
(ภาพของกูปรีที่ถูกจับได้และเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์แวงแซน กรุงปารีส)

อย่างไรก็ตามยังคงมีความพยายามในการค้นหากูปรี โดยเฉพาะในเขตป่ากัมพูชาต่อไป ทว่าเมื่อสงครามเวียดนามเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 อินโดจีนกลายเป็นแดนมิคสัญญี การสำรวจจึงต้องยกเลิกไป หลังทหารอเมริกันล่าถอยจากเวียดนาม ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในกัมพูชา การรบพุ่งทำลายล้างชีวิตสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากไม่เฉพาะแต่กูปรีเท่านั้น ในช่วงนั้นมีรายงานการพบเห็นฝูงกูปรี ที่หนีข้ามมาอยู่ในเขตแดนไทยหลายครั้ง การล่าเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหารและขายเขาเป็นสินค้า รวมทั้งกับระเบิดได้สังหารกูปรีลงเป็นจำนวนมาก

ในปี ค.ศ. 1988 ได้มีการเริ่มโครงการอนุรักษ์กูปรีขึ้นอีกครั้งในเวียดนาม แต่การสำรวจในครั้งนี้ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากปัญหากับระเบิดที่ฝังอยู่ในเขตป่าที่อยู่ของกูปรี ต่อมาเมื่อปี 1991 กรมป่าไม้ของไทยได้สำรวจกูปรีในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณป่าชายแดนไทยกัมพูชาแต่ไม่พบกูปรี พบเพียงร่องรอยที่ยืนยันว่ามีกูปรีเข้ามาในแถบนั้น จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1998 มีการสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากชาวบ้านและพรานป่าในกัมพูชา พบว่ากูปรีเกือบจะสูญพันธุ์แล้ว คงมีเพียงการพบเห็นในเขตจังหวัดเสียมเรียบ และพบฝูงกูปรีราว 10 ตัว ใกล้กับชายแดนเวียดนามเท่านั้น เนื่องจากกูปรีหลงเหลืออยู่น้อยมาก ประกอบกับนิสัยหวาดระแวง และชอบซ่อนตัวทำให้การค้นหาพวกมันทำได้ยาก นอกจากนี้ปัญหาความยากจน และกฎหมายที่ขาดความเข้มงวดในกัมพูชา ทำให้การล่ากูปรีเพื่อการค้ายังคงมีอยู่ ในกัมพูชาเขากูปรีคู่หนึ่งมีราคาถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ

ปัจจุบันแม้ไม่มีการพบเห็นกูปรีตามธรรมชาติ แต่ก็มีรายงานการพบเห็นเขาและกระโหลกของกูปรี ถูกนำมาขายในตลาดบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาเป็นบางครั้ง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของวัวป่าที่สาปสูญนี้ และสร้างความหวังให้แก่นักอนุรักษ์ผู้หวังจะคุ้มครองมัน แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า แม้กูปรีจะเหลือน้อยและหายาก แต่ก็ยังไม่เกินความพยายามของพรานที่ไล่ล่าพวกมัน เรื่องของกูปรีจึงเป็นเสมือนการแข่งขันของนักอนุรักษ์ที่ต้องค้นหา และคุ้มครองพวกมันให้ได้ ก่อนที่วัวป่าล้ำค่านี้จะถูกทำลาย จนเหลือเพียงภาพขาวดำ กับชิ้นส่วนของมันเท่านั้น



ค้นคว้า ข้อมูลบางส่วนจาก
1. BBC Wildlife Magazine. July 2000
2. อนุสาร อสท.ฉบับตุลาคม 2534
3. หนังสือเรื่อง สัตว์กีบ, น.พ.บุญส่ง เลขะกุล


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:11:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 13  
 
ขอบคุณครับ แบ่งปันสิ่งดีๆ

   สายฟ้า พาเพลิน      4 ต.ค. 55   เวลา 14:20:00    IP = 1.1.216.219
 


  คำตอบที่ 14  
 
แรดขน อันดับ 1 นั่น ถ้าโดนแทงทีนี่ไม่เหลือแน่เลยอ่ะ นึกแล้วสยอง

   Heavymetal      4 ต.ค. 55   เวลา 14:22:00    IP = 124.122.107.88

User ID นี้ถูกระงับการใช้งานชั่วคราว  
 


  คำตอบที่ 15  
 
เจอมนุษย์เข้าก็เป็นบรรลัยเลย อิอิ

   kai_niwat@hotmail.com      4 ต.ค. 55   เวลา 14:33:00    IP = 125.25.40.82
 


  คำตอบที่ 16  
 
ขอบคุณคร๊าบบบบบบ

   jimmie_vaughan      4 ต.ค. 55   เวลา 14:35:00    IP = 171.4.98.174
 


  คำตอบที่ 17  
 
ชอบๆ ครับ เรื่อง พวกอดีตกาล

   eakibanez      4 ต.ค. 55   เวลา 14:37:00    IP = 125.25.48.194
 


  คำตอบที่ 18  
 
สายฟ้า พาเพลิน สวัสดีครับอาจารย์

Heavymetal นอยาวตั้ง2เมตร แต่สูญพันธุ์ไปแล้วเหลือแต่แรดหน้าผับ อิอิ

kai_niwat@hotmail.com เกือบทั้งหมดนี่สูญพันธุ์เพรามนุษย์นี่เองครับ

jimmie_vaughan สวัสดีตอนบ่ายๆครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:41:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 19  
 
eakibanez ถ้ามีคนชอบวันหลังจะเอามาลงอีกครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:43:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 20  
 
ขอบคุณมากครับท่านท็อป ผมชอบมากๆเลย ผมว่ามีอีกอย่างที่น่าสูญพันธุ์ไปจากโลกคือพวกตัดไม้ทำลายป่า น้ำท่วม สัตว์ป่าสูญพันธุ์ ก็เพราะพระเดชพระคุณพวกนี้แหละครับ

   1927      4 ต.ค. 55   เวลา 14:54:00    IP = 101.109.197.50
 


  คำตอบที่ 21  
 
1927 พวกตัดไม้กำลังจะสูญพันธุ์เพราะป่าใกล้จะหมดแล้วครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 14:58:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 22  
 
ชอบเรื่องกูปรีกับเนื้อสมันครับ
น่าเสียดายที่เมื่อก่อนมันเคยอยู่ในเมืองไทย

   พงษ์ รามอินทรา      4 ต.ค. 55   เวลา 15:08:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 23  
 
เขากูปรี อนสรณ์ที่เหลือไว้เพียงความทรงจำ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 15:16:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 24  
 
จากสัตว์ที่สูญพันธุ์แล้วมาดูสัตวืที่ใกล้สูญพันธุ์กันบ้างครับ


แกะรอยกระซู่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์

นอของกระซู่…สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์
นอเป็นอวัยวะที่โดดเด่น และเป็นสาเหตุของการถูกล่า เป็นที่ต้องการของตลาดการปรุงยาฮ่องกง ไต้หวัน จีน และ กรุงเทพฯ นอของมันได้รับการพิสูจน์ว่ามีคุณสมบัติเป็นยาแก้ปวด

กระซู่คือสัตว์ตระกูลแรดในเอเชียชนิดเดียวที่มีนอสองนอ นออันหน้ายาวประมาณ 30 ซ.ม. นอหลังยาวประมาณ 10 ซ.ม. (บางตัวอาจมีนอหลังสั้นมากจนเกือบมองไม่เห็น) โดยนอจะงอกยาวขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิตของมัน ทั้งยังงอกขึ้นใหม่หากอันเดิมหักไป

กระซู่ ไม่ได้ใช้นอ สำหรับขวิด คู่ต่อสู้ แต่มีไว้สำหรับขวิด จอมปลวก หรือ กิ่งไม้ ที่ขวางหน้า มากกว่า น่าเศร้าใจที่การเป็นเจ้าของนอทำให้แรดและกระซู่ต้องตกเป็นเหยื่อชิ้นโบว์ แดงของนายพราน ส่วนเนื้อ กระดูก เลือด และฟัน ก็เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

ปี 2513 พรานชาวไทยขายนอแรดในราคากรัมละ 50 เซนต์ หกปีต่อมาราคาขึ้นเป็นกรัมละ 2 เหรียญสหรัฐฯ ปี 2540 นอแรดมีราคาพุ่งไปถึงกรัมละ 800 เหรียญสหรัฐฯ ภายในเวลา 30 ปี ราคานอของแรดในตลาดมืดของไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1,000 เท่า

ตามรอยกระซู่…สถานการณ์เมื่อปี 2540

กระซู่อยู่ในสถานการณ์ ใกล้สูญพันธุ์ ในประเทศพม่า มีอยู่ 17-24 ตัว ในมาเลเซีย 11-12 ตัว ในรัฐซาบาห์ 6 ตัว และในสุมาตรา 45-85 ตัว

กระซู่ในประเทศไทย

ปี 2526
คาดว่ายังมีเหลืออยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 4-5 ตัว

ปี 2528-2529
พบซากกระซู่ในป่าฮาลา บาลา จังหวัดยะลา 1 ตัว คาดว่ายังมีเหลืออยู่ในป่าดังกล่าวอีก

ปี 2530
- พบร่องรอยกระซู่ในป่าเทือกเขาตะนาวศรี บริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
- พบปลักโคลน และ ร่องรอยกระซู่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปี 2531
พบร่องรอยกระซู่ทั้งปลักโคลนเก่า กองมูล และ รอยสีตัวกับต้นไม้ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร เชื่อว่ายังคงมีกระซู่เหลืออยู่ในลุ่มน้ำแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี

ปี 2539
พบร่องรอยกองมูลของกระซู่ซึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพังในป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ปี 2540
พบปลักโคลน และ ร่องรอยกระซู่ในป่า ฮาลา-บาลา จังหวัดยะลาคาดว่าคงเหลือกระซู่ อยู่ประมาณ 3 ตัวบนภูเขาสูง

สถานการณ์ล่าสุด (ข้อมูลจาก IUCN Red List 2008)


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 15:20:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 25  
 
ทำไมมนุษย์เราช่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย

เซ็ง!!

-__-*

   kkcoke      4 ต.ค. 55   เวลา 15:26:00    IP = 171.6.175.204
 


  คำตอบที่ 26  
 
kkcoke มนุษย์เป็นสัตว์ผู้เจริญที่สุดแต่ในทางกลับกันก็โหดร้ายที่สุดครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      4 ต.ค. 55   เวลา 15:35:00    IP = 125.26.35.11
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 27  
 
ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น ทำสายพันธุ์อื่นเค้าสูญสิ้น

   SRI - ESP      4 ต.ค. 55   เวลา 15:38:00    IP = 101.108.210.21
 


  คำตอบที่ 28  
 
เมื่อไรมนุษย์จนสูญพันธ์บ้างนะ

   กุ้งZaa      4 ต.ค. 55   เวลา 15:57:00    IP = 101.109.60.77
 


  คำตอบที่ 29  
 
ขอบคุณมากๆ ครับ

   sakai  4 ต.ค. 55   เวลา 16:26:00    IP = 113.53.137.246
 


  คำตอบที่ 30  
 
ถ้าวันหนึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้สัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้วกลับมามีชีวิตได้คงจะดี

   Guitar Chord      4 ต.ค. 55   เวลา 17:05:00    IP = 180.180.223.11
 


  คำตอบที่ 31  
 
กูปรีกับเนื้อสมันอ่านเเล้วหดหู่จัง

   พ่อลูก1      4 ต.ค. 55   เวลา 17:15:00    IP = 58.11.229.23
 


  คำตอบที่ 32  
 
คนเราเนี่ยใจร้ายเหนอะ ฆ่าสัตว์จนมันสูญพันธุ์
T-T

   Off-Ab      4 ต.ค. 55   เวลา 17:37:00    IP = 115.67.229.178
 


  คำตอบที่ 33  
 
ความรู้จริงๆ ขอบคุณครับพี่

   B_Empire  4 ต.ค. 55   เวลา 17:48:00    IP = 110.77.133.27
 


  คำตอบที่ 34  
 
ยอดเยื่ยม

   kim      4 ต.ค. 55   เวลา 19:37:00    IP = 110.168.60.148
 


  คำตอบที่ 35  
 
อ่านแล้วสะเทือนใจจริงๆ
ขอบคุณมากครับสำหรับสาระดีๆ

   blueframe  4 ต.ค. 55   เวลา 21:15:00    IP = 182.53.204.49
 


  คำตอบที่ 36  
 
เสียดายสมันครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      DR-FU      4 ต.ค. 55   เวลา 21:26:00    IP = 58.9.140.29
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 37  
 
ชอบกระทู้สร้างสรรค์แบบนี้จังครับ เอามาลงอีกนะครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      ibanaz จัง      4 ต.ค. 55   เวลา 22:41:00    IP = 171.5.78.56
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 38  
 
ขอบคุณครับ อ่านกันเพลินเลยทีเดียว

   สมาชิกแบบพิเศษ      Baracuda      5 ต.ค. 55   เวลา 16:49:00    IP = 124.122.13.70
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 39  
 
การศึกษาเท่านั้นที่จะทำไม่ให้สัตย์ศูนย์พันธ์ได้

   ลุงต๋อง  5 ต.ค. 55   เวลา 23:08:00    IP = 76.167.253.102
 


 

www.harmonythai.com ร้านขายเครื่องดนตรีออนไลน์

Yamaha Band Project




ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2012. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket