Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video





  ไดชาร์จ Alternator (ปัญหารถ)  
 
ไดชาร์จ (Alternator)
หน้าที่ของไดชาร์จ คนส่วนใหญ่คิดว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมดใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไม่ว่าจะติดเครื่องยนต์ หรือไม่ได้ติดเครื่องยนต์ แล้วไดชาร์จมีหน้าที่เติมไฟ หรือชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ที่ถูกต้องคือ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ทั้งหมดจะใช้ไฟจากไดชาร์จ ไดชาร์จไม่ได้มีหน้าที่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่โดยตรง แต่ที่ไดชาร์จสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้เพราะว่า แรงดันไฟที่ไดชาร์จผลิตออกมาได้นั้นมีค่าสูงกว่าแรงดันไฟที่แบตเตอรี่มี จึงทำให้เกิดการไหลของกระแสไฟศักย์สูงไปยังกระแสไฟศักย์ต่ำ และสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดแบบนั้นก็เพราะว่าเราคนไทยเรียกมันว่า "ไดชาร์จ" ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อของไดชาร์จคือ "อัลเทอร์เนเตอร์" ซึ่งแปลว่า เครื่องปั่นไฟ โดยปกติที่รอบเดินเบาของเครื่องยนต์แรงดันไดชาร์จขณะเปิดโหลดจะอยู่ที่ 13.9V – 14.5V โหลดในที่นี้จะมีอยู่ 2 อย่าง คือ แอร์ และ ไฟหน้า เพราะฉะนั้นในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในรถยนต์จะใช้ไฟจากไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์อย่างที่เคยเข้าใจกันมา สังเกตได้จากรถรุ่นเก่าๆ สมัยก่อน เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วสามารถถอดแบตเตอรี่ออกได้









The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:00:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 1  
 
ลักษณะรถไดชาร์จปกติ


   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:02:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 2  
 
วิธีตรวจเช็คแบตเตอรี่ กรณีรถไดชาร์จอ่อน

อาการไดชาร์จอ่อนส่วนใหญ่เกิดจาก แปรถ่านสึกหรอและสลิปริงหรือชุดหน้าสัมพัสสกปรก ทำให้ประสิทธิภาพในการส่งผ่านกระแสไฟลดลง การแก้ปัญหาในกรณีนี้ก็คือถอดชุดแปรงถ่านมาตรวจสอบ ถ้าชุดแปลงถ่านสึกก็ทำการเปลี่ยนชุดแปลงถ่านใหม่และทำความสะอาดชุดสลิปริง หรือชุดหน้าสัมพัสให้สะอาด โดยใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดๆ ขัดบริเวณหน้าสัมพัสให้สะอาด

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:03:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 3  
 
ไดชาร์จปกติ แต่มีโวลต์ต่ำเนื่องจากรอบเครื่องต่ำ

เนื่องจากไดชาร์จต้องอาศัยกำลังจากเครื่องยนต์เืพื่อมาหมุนมู่เลย์ของตัวมัน รอบเครื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อการผลิตกระแสไฟของไดชาร์จ ดังนั้นหากเกิดกรณีโวลต์ไดชาร์จต่ำในขณะรอบเดินเบา (รอบเดินเบาที่ต่ำเกิน 70 รอบต่อนาที)ให้ลองเร่งเครื่องเพิ่มเล็กน้อย (เร่งเครื่องที่ไม่เกิน 800 รอบต่อนาที)แล้วสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของโวลต์ไดชาร์จ ถ้าโวลต์ไดชาร์จกลับมาสู่สภาวะปกติที่ประมาณ 13.8 - 14.5 โวลต์ แสดงว่าต้นเหตุที่โวลต์ไดชาร์จต่ำไม่ได้เกิดจากไดชาร์จ แต่เกิดจากรอบเดินเบาเครื่องยนต์ต่ำเกินไป วิธีแก้คือ ให้ปรับตัวเร่งรอบ หรือตัวชดเชยรอบเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้รอบเดินเบาเครื่องยนต์สูงขึ้น ปัญหานี้ก็จะหายไป

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:04:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 4  
 
ทำไมต้องเปิดแอร์ก่อนวัดโวลล์มิเตอร์??

เพราะว่าแอร์รถยนต์ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่กินไฟฟ้ามากที่สุดในรถ ดังนั้นการจะตรวจสอบประสิทธิภาพของไดชาร์จ จึงต้องวัดขณะที่ไดชาร์จมีภาระที่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถ หากเปิดแอร์แล้วไดชาร์จประสิทธิ ภาพไม่ดี แรงดันไฟฟ้า ก็จะตกลง (ณ.ระดับ 13.5V ถือว่าค่อนข้างต่ำแล้ว) หากไดชาร์จมีประสิทธิภาพดี (แข็งแรง) จะรักษาแรงดันไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่า 13.8V ระดับ 13.5V ถือเป็นระดับต่ำสุดที่ยอมรับได้ (และถ้าเมื่อเปิดไฟหน้าแล้ว ต่ำกว่า 13.5V ก็ให้ระวังช่วงขับรถตอนกลางคืนไว้ และถ้าไดชาร์จเรามีประสิทธิภาพต่ำ แล้วแบตเตอรี่ ก็จะไม่ได้รับการชาร์จที่ดีพอ ดังนั้น หากต้องการให้แบตเตอรี่ มีอายุยืนยาว ก็อาจจะใช้เครื่องชาร์จเล็ก ๆ ชาร์จแบตฯ ช่วงวันหยุด ที่เราไม่ได้ใช้รถ เพื่อเป็นการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ (หากสงสัย ก็สามารถดูได้จาก VDO ในส่วนของการ Training เรื่องไดชาร์จได้ )

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:06:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 5  
 
เครดิต by http://batterytraining.thaipuma.com/

เผื่อใครมีปัญหาเกี่ยวกับ ไดชาจน์ เหมือนกับผมครับ....



   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 15:09:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 6  
 
Thank you. ครับ ..........น้องบ่าว

   ควันหลง      12 มี.ค. 56   เวลา 15:32:00    IP = 118.173.59.35
 


  คำตอบที่ 7  
 
มาร่วมแชร์ประสบการ ง่าย ๆ ครับ ไดชาร์ตเสีย หรือว่ามันไม่ชาร์ตไฟ ที่ผมเคยเจอในรถ คันเก่าของผมนะ

สตาร์ทเครื่องยนต์ติด ทำงานปกติแล้ว แต่ว่า ยังแสดงไฟ แบตเตอรี่อยู่ หรือแม้กระทั่งขับไปไหนมาไหน ก็ยังแสดงอยู่ ไม่ยอมดับซักทีนั่นล่ะครับ ไดชาร์ตเสีย แล้ว

หรืออีกอาการเจอเช่นกัน ในรถคันเดิมที่ผมเป็นเลยก็คือ สตาร์ทปกติ ขับปกติดี แต่ว่าพอขับไปซักพัก ซักประมาณ ครึ่งชั่วโมง อยู่ดี ๆ ไฟแบตเตอรี่แสดงขึ้นมาเฉย ๆ พัดลมแอร์ก็เบาลง แถมคอมแอร์ไม่ทำงานด้วยครับ(แอร์ไม่เย็น) ไฟหน้าหรี่ ไม่สว่าง อาการพวกนี้ เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ยังขับ ๆ อยู่เลยครับ นี่ก็ ไดชาร์จเสียเช่นกันครับ

บางทีขับ ๆ รถกระเทือน ๆ ตามสภาพพื้นถนน ไฟแบตเตอรี่ก็ ติด ๆ ดับ ๆ อาการนี้ ไดชาร์จก็เริ่มจะไปแล้วเช่นกันครับ

   DIMMU-BORGIR      12 มี.ค. 56   เวลา 15:49:00    IP = 110.170.12.206
 


  คำตอบที่ 8  
 
จากอาการที่ผมเป็นนะครับ ถ้ายังฝืน ๆ ๆ ๆ ๆ ขับไป (เหมือนผม เพราะว่าผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร) ทุกครั้งที่ติดเครื่องยนต์หรือว่ากำลังขับ แล้ว ไฟแบตเตอรี่แสดงนั้น นั่นคือว่า รถกำลังใช้ไฟจากแบตเตอรี่อยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็น แอร์ ไฟหน้า ไฟเบรค ไฟเลี้ยว ไฟหรี่ ที่ปัดน้ำฝน หรืออะไรต่าง ๆ ที่ใช้ไฟครับ

ถ้าโชคดี แบตลูกนั้นแข็งแรง ก็ยังพอฝืนได้ 1-2 วัน หรือว่าพอขับฉุกเฉินได้บ้างครับ

แต่ถ้าโชคร้าย คือว่า ดับเครื่องแล้ว สตาร์ทอีกทีไม่ติดเลยครับ เดี๋ยวจะขอแชร์ ประสบการณ์นี้อีกเรื่องครับ จนกระทั่งวันที่รู้ว่าไดชาร์จเสีย เพราะตอนแรกไม่รู้เลยเสียค่าโง่ แบตไป 1 ลูกครับ

   DIMMU-BORGIR      12 มี.ค. 56   เวลา 15:53:00    IP = 110.170.12.206
 


  คำตอบที่ 9  
 
ประสบการ์คือ ผมฝืนขับไปทั้ง ๆ ที่ไฟ แบตแสดง เกือบ ๆ 2 อาทิตย์ได้ครับ ขับรถไปฝึกงาน ตอนนั้น จาก บางซื่อ ไปบางบัวทองครับ ไกลอยู่ครับ แต่ว่า มันติด ๆ ดับ ๆ บ้าง ก็คือ ชาร์ตบ้าง ไม่ชาร์ตบ้างครับ ก็พอถูไถไป ด้วยความไม่รู้จึงขับต่อไปครับ

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ผมได้ขับจากบางซื่อไปธุระกับเพื่อนที่ปากเกร็ดครับ แต่พอถึงปากเกร็ด แล้วเครื่อง สตาร์ทไม่ติด ผมตกใจมาก พยายามสตาร์อยู่นานมาก ๆ จนกระทั่ง ต้องเข็น แล้วสตาร์ทติด
ผมก็เริ่มใจไม่ดี ขอเพื่อนกลับบ้านก่อนไปตั้งหลักอู่แถวบ้านดีกว่า

ผมก็ขับมาจนถึงบางซื่อได้ปกติ และผมก็ดับเครื่อง และพอลองสตาร์ทเครื่องใหม่ ไม่ติดแล้วครับ

ผมให้อู่แถวบ้านมาเปลี่ยนแบตให้ลูกใหม่ สตาร์ทติดดี แต่ผมบอกช่างว่า ไฟแบตเตอรี่ยังแสดงอยู่เลย ช่างก็หน้าซีด คิดว่าเป็นที่แบตเตอรี่ ดูนู่นนี่ วุ่นวายไปหมด

สุดท้าย ช่างบอกว่า ไดชาร์จ มันชาร์ตไฟไม่เข้าครับ ต้องเปลี่ยนหรือซ่อม หูยยยยยยยย

ตอนนั้นแบตลูกก็ 2 พันกว่าแล้ว จะต้องเสียค่าไดชาร์จอีก ทั้งๆ ที่ช่าง วินิจฉัยอาการผิด ด้วยนะ
ผมก็คิดแบบนี้ในใจ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะว่า แบตมันเสื่อมแล้วยังไงก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี

แต่โชคดีไป ช่างบอกว่า ซ่อมไดชาร์ตให้ฟรี ไม่คิดเงิน

เรื่องที่จะแชร์ ก็มีประมาณนี้ล่ะครับ

   DIMMU-BORGIR      12 มี.ค. 56   เวลา 15:59:00    IP = 110.170.12.206
 


  คำตอบที่ 10  
 
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับผม

ยิ่งใช้รถเก่าๆอยู่ด้วย อะไรจะเสีย ต้องคอยดู คอยสังเกตอาการต่างๆอีกเยอะเลยครับ



   GminorBb      12 มี.ค. 56   เวลา 16:06:00    IP = 14.207.7.39
 


  คำตอบที่ 11  
 
ต่อมา...
แบตเตอรี่

ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานหลักในกรณีที่เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงาน เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำรองในกรณีที่เครื่องยนต์ทำงานแล้ว การเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ขณะเครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานเป็นการทำร้ายแบตเตอรี่อย่างหนึ่ง เพราะโดยปกติเมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ทั้งหมดจะใช้ไฟจากไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) เท่านั้น แต่ถ้าประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์)ลดลง รถยนต์จะใช้ไฟจากแบตเตอรี่แทนเพราะไดชาร์จไม่สามารถผลิตกระแสไฟได้พอ เพราะฉะนั้นแบตเตอรี่จะมีอายุสั้น หรือยาว จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ด้วย

ปัจจุบันแบตเตอรี่ที่มีขายในประเทศไทยมีอยู่ 3 ประเภท

1.แบตเตอรี่ชนิดน้ำ คือ แบตเตอรี่ที่ต้องมีการเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ เนื่องจากมีการระเหยตัวของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่สูง แบตเตอรี่ชนิดน้ำต้องการ การบำรุงรักษาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อ 2 สัปดาห์
2.แบตเตอรี่ชนิดบำรุงรักษาน้อย(Low maintenance) คือ แบตเตอรี่ที่ยังต้องมีการเติมน้ำกลั่นแต่ไม่บ่อยเท่ากับ "แบตเตอรี่ชนิดน้ำ" เพราะแบตเตอรี่ชนิดบำรุงรักษาน้อยมีการระเหยตัวของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ต่ำจึงไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย แบตเตอรี่ชนิดบำรุงรักษาน้อยต้องการ การบำรุงรักษาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อ 3 เดือน
3.แบตเตอรี่ชนิดไม่ต้องบำรุงรักษา(Maintenance free) หรือที่คนทั่วไปเข้าใจผิดว่ามันคือ"แบตแห้ง" จริงๆแบตเตอรี่ชนิดนี้ยังไม่ใช่แบตแห้งอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่ที่คนเข้าใจผิดกันก็เพราะว่าแบตเตอรี่ชนิดนี้ไม่มีรูให้เติมน้ำกลั่น เป็นแบตเตอรี่ที่ปิดสนิท คนเลยเข้าใจกันว่าแบตเตอรี่ชนิดนี้เป็นแบตเตอรี่แห้ง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแบตเตอรี่ชนิดบำรุงรักษาน้อยมีการระเหยของน้ำกลั่นที่ต่ำมาก ทำให้ตลอดอายุการใช้งานจึงไม่ต้องมีการเติมน้ำกลั่น หมดปัญหาเรื่องการบำรุงรักษา และปัญหาน้ำกรดในแบตเตอรี่ล้นออกมากัดสี และตัวถังรถยนต์ เนื่องจากเติมน้ำกลั่นมากเกิน

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 16:07:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 12  
 
จากรูปเป็นวงจรพื้นฐานของระบบไฟฟ้าในรถยนต์ เมื่อเปิดสวิทช์กุญแจรถยนต์ แบตเตอรี่จะถูกดึงกระแสไฟฟ้าประมาณ 8 - 9A ไปเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์ และเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) เริ่มมีการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อไปเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆภายในรถยนต์แทนแบตเตอรี่ และไดชาร์จปกติจะมีแรงดันอยู่ประมาณ 13.9V – 14.5V และต่ำสุดไม่ควรต่ำกว่า 13.5V เพราะถ้าแรงดันไดชาร์จต่ำกว่า 13.5V จะทำให้แบตเตอรี่ถไม่ได้ถูกเติมไฟเข้า หรือมีไฟเติมเข้าแบตเตอรี่น้อยมาก จนทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลง

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 16:09:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 13  
 
สาเหตุที่รถดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ขณะเครื่องยนต์ทำงานแล้วมีอยู่ 2 กรณีคือ

1. มีการเพิ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าไปภายในรถมากเกินกว่ากำลังไฟที่ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) จะสามารถผลิตได้ เช่น ติดตั้งเครื่องเสียงเพิ่ม, ติดชุดไฟเพิ่ม
โดยปกติรถแต่ละรุ่นจะมีความต้องการไฟฟ้า หรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่เท่ากัน(คิดที่กรณีรถใหม่ออกจากโรงงาน) ซึ่งทางผู้ผลิตรถแต่ละรุ่นจะเลือกขนาดของไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) มาให้เหมาะสมกับความต้องการไฟของรถแต่ละรุ่น แต่เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ติดตั้งชุดเครื่องเสียงเพิ่ม, ติดตั้งชุดไฟเพิ่ม ส่งผลทำให้ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ไม่สามารถผลิตกระแสไฟได้พอกับความต้องการ ทำให้ต้องมีการดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ และหากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลง

2. ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) เริ่มเสื่อม หรือไดอ่อน ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) เสื่อม แต่ยังไม่เสียมันเลยไม่มีไฟแจ้งเตือนที่หน้าปัดรถยนต์ แต่สามารถตรวจสอบได้
แรงดันไฟที่ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) รถยนต์สามารถสร้างขึ้นได้จะอยู่ที่ประมาณ 13.9V – 14.5V แต่จะมีบางกรณีที่ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ไม่สามารถสร้างแรงดันไฟได้ถึง 13.9V – 14.5V เราเรียกกรณีนี้ว่าอาการ "ไดชาร์จอ่อน" ซึ่งเวลาตรวจสอบว่ารถมีอาการไดชาร์จอ่อนก็คือ สตาร์ทเครื่องแล้วเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลัก คือ แอร์ และไฟหน้าค้างไว้ เอาดิจิตอลมิเตอร์ปรับเป็น DC โวลต์ วัดคร่อมระหว่างขั้วบวก และขั้วลบของแบตเตอรี่ค่าแรงดันไฟจากไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ที่ได้ควรอยู่ระหว่าง 13.9V – 14.5V ถ้าต่ำกว่านี้แสดงว่าประสิทธิภาพการผลิตไฟของไดชาร์จ(อัลเทอร์เน-เตอร์) เริ่มลดลง และถ้าแรงดันไฟจากไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ต่ำกว่า 13.5V แสดงว่ามีอาการไดชาร์จอ่อนจะส่งผลให้ไดชาร์จ(อัลเทอร์เนเตอร์) ไม่สามารถผลิตกระแสไฟได้เพียงพอต่อความต้องการของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในรถ ทำให้ต้องมีการดึงไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้ส่งผลให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะคายไฟ สาเหตุนี้เป็นสาเหตุใหญ่และสาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าปกตินั่นเอง

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 16:10:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 14  
 
สวัสดีจร้าพี่บ่าว...
สวัสดีท่าน DIMMU-BORGIR...
สวัสดีพี่ Gminor ครับ...

ก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนะครับ สำหรับท่านที่ใช้รถเก่าและเดินทางบ่อยๆ
ผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าระบบไฟของรถใช้จากไดชาจน์ที่เราเรียกๆ กัน หรือ Alternator ตามภาษาที่ถูกต้องนะครับ...



   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 16:15:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 15  
 
รถผมก็เคยเป็น โทษแบตว่าไม่ดี ซื้อแบตมาใหม่ลูกนึง สตาทได้แค่ครั้งเดียว

พอดับเครื่องเท่านั้น สตาทไม่ติดอีกเลย สรุปเป็นที่ไดชาต มันเจ๊ง

   nutthapon9      12 มี.ค. 56   เวลา 16:51:00    IP = 223.205.8.54
 


  คำตอบที่ 16  
 
ไดชาร์จ เสีย ซ่อมได้มั๊ย ราคาเท่าไหร่.
ข้อมูลสำคัญอีกเรื่องนึง...จะได้รู้ทัน...
ช่างก็หมือน ตำรวจ เรียกเท่าไหร่ก็ต้องจ่าย

   kheawkhew      12 มี.ค. 56   เวลา 21:03:00    IP = 171.5.84.20
 


  คำตอบที่ 17  
 
อาการเสียมันก็มีหลายอย่างนะครับ
บางทีก็เสียที่ regurator หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า cutout ตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมการจ่ายไฟไม่ให้มากเกินไป ถ้าตัวนี้เสียก็จะเกิดการ Overcharge ครับ...
บางทีก็เสียที่ขดลวด กรณีนี้จะทำให้การปั่นไฟไม่ถึง...ต้องพันขดลวดใหม่ ส่วนใหญ่เขาจะทำกับไดรุ่นใหญ่ๆ ครับ
ส่วนใหญ่เขาจะเปลี่ยนไดใหม่กันเลยอะครับ เช็คราคาได้...
ผมไม่ใช่ช่างนะ พอดีรถผมมีปัญหาเรื่องนี้ก็เลยได้ข้อมูลมาจากช่างบ้าง internet บ้าง

   The_guitar      12 มี.ค. 56   เวลา 22:21:00    IP = 210.118.108.254
 
 

www.harmonythai.com ร้านขายเครื่องดนตรีออนไลน์

Yamaha Band Project




ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   webmaster@guitarthai.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2012. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket