ความดังเสียง  
 
พอดีไปอ่านเจอบทความดีๆ สำหรับคนมิกซ์เพลง
เลยขออนุญาติเอามาฝากกันครับ

ความดังเสียง
สำหรับผู้เขียนแล้วงานมิกซ์เสียงที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นงานเพลงที่มีเสียงดังมากที่สุดในขณะเปิดเมื่อเทียบกับงานเพลงของอัลบั้มอื่นๆ เพราะเรื่องของความ
ดังเสียงเป็นเรื่อง ของ แฟชั่นในยุคนี้ ในท้ายที่สุดเรื่องของ
ไดนามิคส์(ความดังเบาเสียง)ที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ ก็จะกลับมาเข้าสู่
วงจรการฟังเสียงที่เป็นธรรมชาติในท้ายสุด
ปัจจุบันหลายๆคนเริ่มมีทัศนะคติเกี่ยวกับเรื่องของความดังเสียงที่ผิดๆ
และเข้าใจว่างานเพลงทีมิกซ์เสียงออกมาดีต้องมีความดังเสียงมากที่สุด
และหากสามารถทำให้ดังกว่างานเพลงอัลบั้มอื่นๆได้มากเท่าไหร่
ก็แสดงว่าเสียงดีมากเท่านั้น แนวคิดลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก
ต่อวิธีการเสพฟังเสียงเพลงแบบธรรมชาติ เพราะเมื่อมีข้อดีก็ย่อมต้องมีข้อเสียตามมา
ข้อดีของเรื่องความดังเสียงที่เหลือล้นก็คือไม่ต้องเร่งวอลลุ่มที่เครื่องเสียงมาก เสียงก็จะดังอัดแน่น จนทำให้รู้สึกว่าในวิทยุจะมีวอลลุ่มไว้ทำอะไรในอนาคต
เพราะเพียงแค่ขยับวอลลุ่มเล็กน้อยเสียงก็ดังอย่างมากแล้ว ข้อเสียก็คือ เมื่อเสียงดังมากก็จะขาดไดนามิคส์ที่ถูกต้องไป เพราะเสียงเครื่องดนตรีต่างๆในเพลง เสียงร้อง เสียงประสานต่างก็จะให้ความดังเสียงทั้งหมดใกล้เคียงกัน ดังนั้นความพยายามในการมิกซ์เสียงเพื่อให้เกิดไดนามิคส์ก็จะสูญหายไป
--------------------------------------------------------------------------------
ข้อความที้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความ Mixdown Basic
นิตยสารTotalSound โดย อ.โยธิน ฤทธิพงศ์ชูสิทธิ์
ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ติดตามอ่านต่อกันได้นะครับ

sodasound      2 มี.ค. 54   เวลา 23:06:00       พิมพ์   แจ้งลบ   ส่งหาเพื่อน    IP = 110.49.249.247
 


  คำตอบที่ 1  
 
แจ๋ววว คับ ^^

   sid_5555      3 มี.ค. 54   เวลา 0:37:00   IP = 58.11.56.131
 


  คำตอบที่ 2  
 
เป็นข้อมูลที่ดีครับ แต่ผมขอเสริมนิดนึงนะครับ กันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ว่าดัง หรือเบา มันก็ดี และไม่ดีทั้งคู่ ในซะทีเดียว ยังคงมีองค์ประกอบอื่นๆ หลายๆงานที่ดังแล้วไม่ดี หลายๆงานที่ดังแล้วดี มันมีมุม มากมายในเรื่องของเสียง เป็นเหมือนลูกโซ่ที่เกี่ยวพันกัน

อาจต้องอาศัยเวลาสักนิด ช่างสังเกตุสักหน่อย ในการฟังงานแล้วพิจารณา แต่หากมีพื้นฐานด้านเสียงด้วยก็จะเป็นการดีครับ เรื่องนี้พิมพ์อธิบาย ยากมาก เพราะมันไม่สามารถที่จะตอบรอบด้านได้ในการพิมพ์ครั้งเดียว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมบ่นมาเป็น 10 ปีละ

หากเรามีความเข้าใจในเพลงพอ และเข้าใจในเครื่องมือพอ รวมถึงมีเครื่องมือที่ดีพอ และมีประสพการณ์ในการทำงานที่มากพอ เราก็จะได้งานที่ดี ไม่ว่างานนั้นจะดัง หรือเบา

ถ้าคำว่าดังเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ คำถามก็มีอยู่ว่าทำอย่างไรให้ดังที่สุดและดีที่สุดในเวลาเดียวกัน ซึ่งเรายังคงได้งานที่ดังและไดนามิคยังคงดีอยู่ได้ด้วย ซึ่งอาจต้องอาศัยประสพการณ์ในการทำงาน และเทคนิคบ้าง แต่ก็สามารถได้

จากบทความสิ่งที่น่าห่วงก็คือ ผมก็ได้เคยเห็นหลายๆงานที่ดีไม่ได้ ก็เอาดังไว้ก่อน และมีมากเสียด้วย เลยทำให้เมื่อเราฟังงานแล้วมันเหมือนว่าเพลงยุคนี้แข่งกันแต่ดัง

ยิ่งกับเพื่อนๆน้องๆที่ทำเพลงใหม่ๆ พอเอางานที่ทำเสร็จมาเปิดฟังเทียบกับงานทั่วไป สิ่งแรกที่เราพบได้ก็คือเพลงเราเบากว่าเค้า? สิ่งที่จะทำต่อไปคือทำอย่างไรให้เพลงเราดังเท่า หรือกว่าเค้า และหลายๆครั้งก็จะได้ยินว่า "ทำ mastering ?" ยัง

เลยกลายเป็นที่เข้าใจผิดในกลุ่มคน (ไม่ทั้งหมดนะครับ) ว่า การทำ Mastering คือการทำให้เพลงดัง (Level) และก็จะแนะนำกันว่าให้ใช้ นั่นซิ นี่ซิ ทำ Master ง่ายดี ดังเร็ว ดังด้วย ผิดไหม ไม่ผิดครับ ถ้าเราเอาแต่ความดัง

ดังนั้นไหนๆก็พิมพ์แล้ว ก็เลยถือโอกาสพูดเชิงแลกเปลี่ยนกันนะครับว่า ถ้าเราอยากให้งานของเราออกมาฟังดูดี มันมีปัจจัยที่สำคัญตั้งแต่ การเรียบเรียง การบันทึกเสียง การผสมเสียง สามขั้นตอนนี้ผมถือว่าสำคัญมากสุด แล้วจึงเป็นการทำ master

แต่ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่การทำ Master ไม่สำคัญ เนื่องจากผมเป็นคนทำ Master ด้วย จึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสามขั้นตอนนั้นสำคัญสุด เพราะถ้างานมาดี การทำ Master ก็จะดีมาก และคนทำ Master ก็ทำงานได้ง่ายมาก มากกว่าต้องมานั่งแก้ปัญหาในงาน

ผมเองก็เป็นคนเขียนหนังสือ และบทความ จากประสพการณ์ ในการถาม ตอบ ในบอร์ดต่างๆ หรือในหนังสือ มันไม่สามารถยกตัวอย่างได้หมดทุกเคส ทุกกรณี ดังนั้นเมื่ออ่านบทความไม่ว่าจากที่ใด ก็ต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะบางบทความอาจเทียบเคียงจาก กรณีหนึ่งๆเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ผิด ถ้าผู้รับสารนำไปคิดต่อเอง ซึ่งผมขอยกตัวอย่างนะครับ สักสองตัวอย่าง

1. กรณีจากบทความของ อ.โยธินฯ ถ้ากรณีเป็นเพลง EMO Rock กลุ่มคนฟังอาจต้องการความมันส์ ความสะใจมากกว่า ดังนั้นถ้าเพลงมีเพียง dynamic แต่อารมย์ที่ต้องการสื่อสาร ไม่ใช่ก็ถือว่าอาจไม่ถูกต้องนัก แต่กลับกันถ้าเราฟังเพลงแนวคลาสสิค หรือบิ๊กแบนด์ ที่ต้องการเน้นเรื่องของอารมย์ในการสื่อสาร ถ้าเพลงเอาแต่ดัง และดังเท่ากับ emo rock จนขาด dynamic อะไรก็ดังขึ้นมา กองอยู่แต่ข้างหน้าหมด ทั้งหมดนี้คงไม่ดีแน่

นี่แหล่ะครับคือสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วย ที่ผมพูดอย่างนี้คือ หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่า emo rock จะต้องไม่มี dynamic แต่เป็นการเทียบให้เห็นเล็กน้อย เหมือนจะรู้จักว่านี่ดำ ก็ต้องเคยเห็นขาว มันถึงเทียบกันชัด

ส่วนกรณีที่ 2
เช่นหนังสือของ อ.โยธินฯ มีหลายคนเคยบ่นกับผมว่า อ. แกสอนมั่ว ทำตามหนังสือแกทีไรฟังไม่ได้ เละ ทุกที เพราะในหนังสือของ อ.โยธินฯ แกแนะนำว่าเวลาขึ้น Mix ให้ขึ้นเส้นร้องไปที่ 0db พอทำอย่างนี้ปุ๊บ แล้วตามด้วยไลน์อื่นๆ สรุปเพลง Peak/Clip ออกมาเละ พอมาถามใครเค้าก็บอกว่า 0db ถือเป็น Peak/Clip ดังนั้นหนังสือ "ผิด"

นี่ไงครับที่ผมบอกว่าผู้อ่านต้องเข้าใจ และพิจรณา เพราะหนังสือของ อ.โยธินฯ คงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือให้แกเขียนสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นหน้งสือของ อ.โยธินฯ ผิดไหม คำตอบคือไม่ผิดครับ และอธิบายได้ถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งที่ อ.โยธินฯ อธิบายก็คือ สิ่งที่อยู่บนพื้นฐานของ Analog Gear ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ของ Engineer แต่เมื่อเรานำมาปรับใช้กับ อีกระบบ ก็ต้องมีการประยุคใช้เช่นกัน และที่ อ.โยฯ อธิบายเช่นนั้นก็เพราะ Headroom ของ Hardware มันต่างจาก Software นั่นเอง

ดังนั้นถ้าผู้อ่านไปตีความเองก็อาจว่าหนังสือไม่ถูกต้องได้ครับ นี่คือสิ่งที่อยากให้เพื่อนๆเมื่ออ่านบทความต่างๆ จากแหล่งต่างๆ ก็ใช้วิจารณญาณเพิ่มเติม หรือทดลอง หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่มีคำว่าผิดหรือถูกครับ เพราะงานเพลงก็เป็นศิลปะอีกแขนง ที่อาศัยอารมย์ และความรู้สึก เป็นตัววัดและตัดสินใจ แต่ถ้างานเราเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ที่เราต้องการได้ และถ้าได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มใหญ่ที่เราต้องการสื่อสารได้ ก็ถือว่าประสพความสำเร็จ ครับ

ก็ขอให้เพื่อนๆประสพความสำเร็จ ในความตั้งใจครับ

เกิดไรขึ้นกับชีวิตนี้ ยาวอย่างกับหนังซีรียส์

สุดท้ายนะครับ ผมอาจจะมีความเห็นแตกต่าง หรือขัดแยกกับเพื่อนๆผู้อ่านบางท่านก็ขออภัยด้วยนะ จะได้ไม่มาจวกกัน ก็แสดงความเห็นและทัศนะคติกันได้ครับ

   mediadirector      3 มี.ค. 54   เวลา 8:41:00   IP = 124.120.64.7
 


  คำตอบที่ 3  
 
เยี่ยมมากครับเฮีย...สบายดีนะครับ..

   alecexander   3 มี.ค. 54   เวลา 11:22:00   IP = 61.19.66.96
 


  คำตอบที่ 4  
 
ยาวจัด ตาลาย อิอิ

   sodasound      3 มี.ค. 54   เวลา 11:52:00   IP = 110.49.251.160
 


  คำตอบที่ 5  
 
วันนี้โดนปอบสิง บ่นเป็นหมีกินผึ้งเลย

   mediadirector      3 มี.ค. 54   เวลา 12:57:00   IP = 27.55.129.51
 


  คำตอบที่ 6  
 
ว่างๆจะเชิญมาทำ workshop เรื่องการทำ Mastering ไขความเข้าใจผิดๆ เรื่องสงครามความดัง

Mastering = ใส่ปลั๊กอิน EQ แล้ว Compressor แล้วใส่ Limiter ดังแน่นอน ดังแล้ว ไดนามิกซ์ หาย เสียงแบน แต๊ดแต๋ 555

   DragonSon   3 มี.ค. 54   เวลา 13:20:00   IP = 124.122.140.196
 


  คำตอบที่ 7  
 
คุยกันได้คับยินดี 0809998737 มีไรแลกเปลี่ยนกันได้ครับยินดีๆ

   mediadirector      3 มี.ค. 54   เวลา 22:00:00   IP = 27.55.146.172
 


  คำตอบที่ 8  
 
ยาวจัง สงสัยพี่กุ่ยเก็บกดมานานเรื่องนี้ อิอิ ;-P

   youyui      3 มี.ค. 54   เวลา 22:31:00   IP = 110.168.91.251
 


  คำตอบที่ 9  
 
สุดๆๆ ครับ กระจ่างเลย

   Dj ton   4 มี.ค. 54   เวลา 7:21:00   IP = 113.53.200.157
 


  คำตอบที่ 10  
 
แปะ

   gtboy78@hotmail.com      2 ม.ค. 56   เวลา 11:19:00   IP = 113.53.222.63
 




ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
All Rights Reserved (C) Copyright 1999 - 2005