มุมมองเรื่องการเปลี่ยน Pickups Guitars ตอนที่ 3  
 
จากที่ผ่านมา ตามอ่านได้ที่ http://www.guitarthai.com/musicboard/question.asp?QID=3830
( ต่อจากตอนที่ 2 )......เมื่อเราได้ข้อสรุปว่าจะใช้สายไฟ แบบไหนกับกีต้าร์ของเราแล้ว ก็มาถึงความสำคัญของอุปกรณ์ อื่นๆ ที่เรามักพบในการควบคุมระบบเสียงของกีต้าร์ไฟฟ้าทั่วๆไปนั่นคือ Potentiometer หรือที่เรียกย่อๆกันว่า POT นั่นเอง ( เครดิตรูปประกอบ และข้อมูลทางเทคนิค จาก www.stewmac.com และ www.guitarelectronics.com )
**** ในการออกแบบ Pot ที่มีให้เลือกใช้งานกันในตลาด จะมี 2 แบบกว้างๆ ได้แก่
1. Linier Pot. และ 2. Audio Pot. ทั้ง 2 แบบมีลักษณะเหมือนกันคือ ควบคุมด้วยการหมุนด้วยมือผู้ใช้ เพื่อเปลี่ยนค่าความต้านทานได้ ในขอบเขตที่ Pot นั้นๆ มีขอบเขตทำงานได้
( หน่วยเป็น K. ohm หรือ Meg. ohm ) ทั้ง 2 แบบ สามารถนำมาใช้งานได้ในกีต้าร์ไฟฟ้า เพื่อทำหน้าที่ปรับ Volume หรือความดังเบา และ ปรับ Tone หรือ ความทุ้ม-แหลม ของเสียง
ในกรณีของ Pot. ที่นิยมใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้า และมีขายเป็นอะไหล่ทั่วๆไป ไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตาม ทางผู้ผลิตจะ กำหนดให้เป็น Audio taper หรือ Audio Potentiometer เนื่องจากมีความสามารถในการผันแปรค่าที่เหมาะสมกับ การใช้งานนั่นเอง


   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:37:18       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 1  
 
สำหรับ POT ที่นิยมใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้า จะประกอบด้วย
1. ใช้กับระบบ Passive ที่ไม่ต้องมีแบตเตอรี่มาเลี้ยงวงจร จะนิยมเลือกใช้ค่า K. ohm ดังนี้
* 250 K. นิยมใช้กับพวก Single-coil Pickups ให้เสียงที่อุ่นไม่แหลมจัด
** 500 K. นิยมใช้กับ Humbucker Pickups ให้เสียงที่แหลมขึ้น
*** 1 Meg. ไม่ค่อยนิยมใช้กัน แต่หากนำมาใช้จะให้ความคม แหลมของเสียงมากที่สุด
- ในระบบ Passive เราสามารถเลือกผสมค่า Pot. ต่างๆกัน ในวงจรได้ เช่น Vol. ใช้ 500 K. และโทน เป็น 250 K. หรือ 1 Meg. ได้ หรือค่าเดียวกันทั้งหมดก็ได้
2. ใช้กับระบบ Active ที่จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่มาเลี้ยงวงจร จะใช้ Pot. 25 K.
- ในการใช้งาน Pot. ในระบบ Passive จะต้องใช้ Pot. 25 K. ทั้งใน Vol. และ Tone เหมือนกัน
( ดูรูปประกอบของ Pot. ที่มีหลายแบบให้เลือก )


   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:40:43    IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 2  
 
....คำถาม.....
1. เราควรเลือกใช้ Pot ที่มีตัวตลับ ขนาดใหญ่หรือเล็ก...แบบไหนดีกว่ากัน?
- ในเรื่องนี้ ค่า K ของ Pot เป็นสิ่งสำคัญกว่าขนาดของตลับ Pot. อย่างไรก็ดี ปัจจัยในการเลือกขึ้นอยู่กับพื้นที่ในช่องควบคุมของกีต้าร์ของเรา ว่ามีพื้นที่ให้มากน้อยเพียงใด และใส่แล้วสะดวกในการเดินสาย – ต่อวงจรเพียงใด และต้องไม่ไปเบียดกับอุปกรณ์อื่นๆ อันอาจทำให้เกิดการลัด – ข้าม วงจรกัน ด้วย กีต้าร์บางชนิด ต้องการ Pot. ที่มีแกนหมุนปรับ ยาวกว่าปกติ ดังนั้นการเปลี่ยน Pot. ควรนำตัวเดิมที่ติดมากับกีต้าร์ หรือกีต้าร์ต้นแบบ ( กรณีที่เราสั่งทำเอง ) มาเป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้ด้วย
2. วัสดุ หรือยี่ห้อของ Pot. มีผลต่อเสียงหรือไม่ ?
- ในเรื่องนี้ ขอยืนยัน ว่าค่า K . สำคัญที่สุดอยู่ดี แต่วัสดุก็มีผลในด้านความคงทนของการใช้งานอย่างยิ่ง ยี่ห้อผู้ผลิต Pot ที่แพงๆดีๆ ล้วนถือได้ว่าเป็นหลักประกันอย่างดี ในการเลือกใช้ นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำ Pot ที่ดีจะเอื้อต่อประสิทธิภาพในการนำกระแส และบัดกรีติดได้ง่าย และการบัดกรีจะคงทนไม่หลุดง่าย ดังที่เราต้องบัดกรีสาย Ground ต่างๆบนตัวตลับ Pot ในกีต้าร์ไฟฟ้าเป็นต้น
- ในการเลือก Pot ที่สำคัญอีกอย่างคือ ควรเป็น Pot ที่หมุนแล้วนุ่มลื่นมือ ไม่ฝืด หรือมีเสียงครืดคราด เมื่อหมุนจนสุดทางทั้ง 2 ด้าน จะต้องไม่รู้สึก”หลวมๆ” หรือ “ไม่พบจุดสิ้นสุด”การหมุน ( จะรู้สึกว่ามันสุดทาง หมุนต่อไม่ได้แล้ว )
3. เราจะดูแลรักษา Pot ได้อย่างไร?
- โดยทั่วไป Pot ในตัวกีต้าร์ไฟฟ้า มักจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่เมื่อระยะเวลานานๆผ่านไป อาจเกิดปัญหาฝุ่นละออง หรือคราบ Oxcide ต่างๆ เกิดขึ้น ทำให้มีอาการฝืดหมุนยาก หรือมีเสียงดังออกแอมป์ เวลาหมุน ซึ่งวิธีง่ายๆนอกจากเปลี่ยน Pot. ใหม่ คือการทำความสะอาด Pot. โดยใช้สเปรย์ทำความสะอาดที่เรียกว่า Contact cleaner ที่มีท่อปากยาวฉีดเข้าไปใน Pot นั่นเอง สำหรับผมจะใช้ยี่ห้อ Philips ฝาแดง เป็นหลัก โดยฉีดรอบแรก แล้วหมุนไปเรื่อยๆ จากนั้นจึงฉีดอีกรอบหนึ่งเพื่อทำความสะอาดคราบที่ถูกน้ำยาชะล้างออกในการฉีดและหมุนในรอบแรก บางกรณีผมจะใช้จารบีขาว ใส่กระบอกฉีดยา อัดเข้าไปใน Pot เพื่อช่วยเรื่องความนุ่มในการหมุนและกันความสกปรก ได้บ้าง ในการใช้สเปรย์ทำความสะอาดต้องระวังชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติก หรือยางในตัวกีต้าร์ไว้บ้างนะครับ หากพบว่ามีการซึมเปื้อนต้องรีบเช็ดออกทันที เพื่อกันไว้ก่อนที่มันจะไปกัดหรือทำละลายอุปกรณ์บางอย่าง


   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:42:25    IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 3  
 
******* Capacitor คืออะไร? และจำเป็นในการใช้งานอย่างไร?
Capacitor คืออุปกรณ์ที่ผลิตจากสารกึ่งตัวนำ ซึ่งในตลาดมักพบที่นิยมใช้ 2 แบบ คือ Ceramic และ Myra ผู้ผลิตบางรายอาจใช้วัสดุอื่นๆ ที่แตกต่างไป แต่ไม่ว่าจะผลิตจากอะไร หน้าที่ในการนำมาใช้ ก็จะเป็นวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อ”ใช้ลดความแหลม” ของกีต้าร์นั่นเอง
...การใช้งานของ Capacitor จะใช้ควบคู่กับ Pot ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยให้สัญญาณ ไฟฟ้าผ่านจากขาด้านหนึ่งของ Capacitor และมายังขาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต่อกับ Pot. ไว้ เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณความทุ้ม-แหลมของ กีต้าร์ไฟฟ้าได้ในการใช้ปุ่ม Tone นั่นเอง...( ดูรูปตัวอย่าง Capacitor )


   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:43:36    IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 4  
 
.....หลักการใช้งานง่ายๆคือ บนตัว Capacitor จะพิมพ์ค่าเป็น Mf ( อ่านว่า ไมโครฟาราด) ติดไว้ - เมื่อเราต้องการให้เสียงกีต้าร์เราทุ้มมากๆ เวลาปรับไปที่ศูนย์ บน ปุ่ม Tone เราควรเลือกค่าตัวเลขมากๆ บน Capacitor
- เมื่อเราต้องการให้เสียงกีต้าร์เราทุ้มน้อยลง เวลาที่ปรับไปที่ศูนย์ บนปุ่ม Tone เราควรเลือกค่าตัวเลขน้อยๆ บน Capacitor
….คำถาม....
1. เห็นกีต้าร์ไฟฟ้าบางรุ่น ไม่มี Tone control แสดงว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ Tone เลยใช่หรือไม่?
- นักกีต้าร์บางท่าน ไม่ต้องการเสียงทุ้ม ในรูปแบบการเล่นของเขา ก็เลยไม่ต้องการให้มีอุปกรณ์ที่เกินจำเป็น บนตัวกีต้าร์เขา เรื่องนี้ไม่มีการตัดสินว่าดีหรือไม่ดีครับ....ในกีต้าร์ที่ผลิตเพื่อการค้าในวงกว้าง มักเสนอปุ่มปรับ Tone เพื่อให้เป็นอุปกรณ์ควบคุม สำหรับผู้ใช้เผื่อๆไว้ หรือก็เพื่อความกว้างในการใช้งาน ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในตลาดและเชิงคู่แข่ง
2. เสียงกีต้าร์ไฟฟ้าที่ไม่มี Tone จะเหมือนกับกีต้าร์ไฟฟ้าที่มี Tone แต่เปิด Tone มาที่เลข 10 เลยหรือไม่ ?
- ไม่มีกีต้าร์ตัวใดเสียงเหมือนกันเปี๊ยบ ในโลก !!!! แต่ถ้าพูดถึงความแหลมของเสียงในแง่ของ Brightness และความดัง ในแง่ของ Presence กีต้าร์ที่ไม่ต่อ Tone จะมีมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจาก การที่เราแทบจะไม่พ่วงต่อสวิตซ์ใดๆ มีผลต่อการลดความต้านทานในวงจร เมื่อความต้านทานในวงจรมีน้อยกว่า สัญญาณกระแสที่ออกมาปลายทางย่อมออกมาได้มากกว่านั่นเอง


   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:45:41    IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 5  
 
3.เห็นใน Fender บางรุ่น มีระบบ TBX-tone และ No-load tone มันต่างจาก tone ทั่วๆไปอย่างไร?
- โดยพื้นฐานของการใช้ Tone ก็เพื่อให้เราได้เสียงทุ้มจากกีต้าร์ แต่สำหรับ Tone แบบที่ Fender บางรุ่นเลือกมาใช้กับระบบวงจรของเขา ถือเป็นลูกเล่นทางสินค้าพิเศษ เท่าที่ผมได้ศึกษาและใช้งานมา มันจะมีลักษณะดังนี้
a. TBX-tone control – จะมีลักษณะเด่นคือเป็น Pot แบบ 2 ชั้น เวลาหมุนมาที่ ศูนย์กลาง หรือเลข 5 จะมีจุดล็อคศูนย์กลาง เพื่อแสดงให้ผู้ใช้ทราบว่าเป็นการ Flat ความถี่เอาไว้ ในการควบคุม TBX- tone ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ใดๆ จะมี Capacitor และ Resistor เป็นอุปกรณ์ช่วยแบบง่ายๆ เมื่อเราหมุนจากจุดศูนย์กลางไปทาง 5 – 0 เสียงที่ออกมาจะเป็น Bass Boosted หรือ เร่งความถี่ทางเสียงทุ้ม แต่เมื่อเราหมุนจาก 5- 10 เสียงที่ออกมาจะเป็น Treble Boosted หรือเร่งความถี่ย่านแหลมนั่นเอง วงจรนี้สามารถใช้กับกีต้าร์อื่นๆ และ Pickups ที่เป็น Passive ได้เช่นกัน
b. No-load Tone – โดยปกติเมื่อหมุนจาก 0-9 จะทำงานเหมือน Tone ทั่วๆไป แต่เมื่อหมุนมาที่ 10 จะรู้สึกว่ามี Click ซึ่งเป็นการตัดการทำงานของ Capacitor และตัว Pot. ผลที่ได้มีค่าเท่ากับไม่มี Tone สัญญาณกระแสจะตรงจาก Vol . control ไปยัง Output ทำให้เพิ่ม Presence และ Brightness ขึ้น วงจรนี้สามารถใช้กับกีต้าร์อื่นๆ และ Pickups ที่เป็น Passive ได้เช่นกัน
4. เห็น Pot บางตัวเป็นแบบ Pull-Push Pot ด้วยมันต่างจาก Pot ทั่วไปอย่างไร?
- Pot แบบ Pull-Push เป็นลูกเล่นของผู้ผลิต ที่ทำเป็นสินค้าสำหรับผู้ต้องการต่อวงจรจาก Pickups ให้ได้เสียงแบบ Splitted coil หรือ Parallele-Series โดยไม่ต้องเจาะกีต้าร์เพิ่มเพื่อใส่สวิตซ์อื่นๆ สามารถนำ Pot แบบนี้มาใส่แทนที่ Pot เดิมได้เลย การทำงานคือ นอกจากจะใช้หมุนเพื่อปรับเป็น Volume หรือ Tone ตามปกติได้แล้ว ยังสามารถดึงปุ่มขึ้นหรือกดลง เพื่อให้วงจรการต่อสายสัญญาณทำงาน ตามที่กำหนดไว้ได้ด้วย................
( ตอนหน้าจะเป็นเรื่องของ Pickup selector switch )

   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 12:47:44    IP = 118.175.187.23
 


  คำตอบที่ 6  
 
ขอบคุณครับ

   bbling      21 พ.ค. 51   เวลา 14:47:13    IP = 61.91.172.246
 


  คำตอบที่ 7  
 
ได้ความกระจ่างจริงๆ เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณมากๆ

   สมาชิกแบบพิเศษ      Unknown Artist      21 พ.ค. 51   เวลา 15:00:43    IP = 124.120.76.18
 


  คำตอบที่ 8  
 
เยี่ยมมากครับ รอตอนต่อไป

   สมาชิกแบบพิเศษ      bbking2114      21 พ.ค. 51   เวลา 15:25:35    IP = 222.123.134.21
 


  คำตอบที่ 9  
 
thanks

   สมาชิกแบบพิเศษ      hguitar      21 พ.ค. 51   เวลา 16:11:04    IP = 125.25.105.155
 


  คำตอบที่ 10  
 
ลากๆ ถูๆ มาได้ 3 ตอนแล้ว......ตอนหน้าคงจบได้แล้ว
หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้าง....นะ เจ้าม่ะฮ่ะ..........

   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      21 พ.ค. 51   เวลา 20:30:38    IP = 118.172.110.17
 


  คำตอบที่ 11  
 
ขอบคุณครับ น่าจะเอาเก็บไว้ที่ lessonboard ด้วยนะครับ

ว่าแต่ว่า พี่ไม่ลองใช้ philips กระป๋องฟ้าดูเหรอครับ


   Morpee      21 พ.ค. 51   เวลา 21:27:38    IP = 203.146.222.67
 


  คำตอบที่ 12  
 
Good

   haido      21 พ.ค. 51   เวลา 22:41:39    IP = 118.174.212.169
 


  คำตอบที่ 13  
 
ขอบคุณครับ

   Mo_Nostalgia      24 พ.ค. 51   เวลา 12:55:39    IP = 125.25.105.140
 


  คำตอบที่ 14  
 
มาหาความรู้ด้วยคนครับพี่

   สมาชิกแบบพิเศษ      samick_5150      3 มิ.ย. 51   เวลา 22:03:29    IP = 124.121.244.18
 


  คำตอบที่ 15  
 
สุดยอดปรมาจารย์ ฮี่ๆๆๆๆ

   สมาชิกแบบพิเศษ      niponz      4 ต.ค. 55   เวลา 22:19:50    IP = 124.122.71.160
 


  คำตอบที่ 16  
 
ได้ความรู้มากเลยครับ นับถือนับถือ

   OrbLink      22 ธ.ค. 55   เวลา 12:38:58    IP = 110.49.243.201
 


  คำตอบที่ 17  
 
ท่าน boon boon กีต้าผมไม่ได้ต่อ โทน มีแต่ โวลุ่ม ตัวเดียว จำเป็นต้องใส่ capacitor ไหม ถ้าใส่จะมีผลเวลาลดโวลุ่มไหมครับ

   โชค พัทยา      22 ธ.ค. 55   เวลา 17:41:44    IP = 180.183.212.12
 


  คำตอบที่ 18  
 
คุณ โชค พัทยา โดยปกติไม่ใช้โทน ไม่ต้องใส่คาปาซิเตอร์ครับ

แต่มีบางกรณีนิยมคร่อมขา pot ด้วยคาปาซิเตอร์ เพื่อช่วย

ไม่ให้เสียงแหลมหายไปตอนลด Vol.

ฮี่ๆๆ อ๊อด อ๊อด....

   สมาชิกแบบพิเศษ      BOON BOON!      19 ม.ค. 56   เวลา 17:05:45    IP = 118.172.111.93
 


  คำตอบที่ 19  
 
เยี่ยมมากๆ ครับท่าน BOON BOON!

   Mr.Jam      13 ก.พ. 56   เวลา 17:31:21    IP = 58.11.133.100
 


  คำตอบที่ 20  
 
...

   อาร์ต คลอง 4      12 ธ.ค. 56   เวลา 5:48:06    IP = 49.0.116.184
 


  คำตอบที่ 21  
 
ถ้าจะโมกีต้า เป็นsshหละครับ ตัวneck. 250. Mid 250. Bright. 500 ผมคิดถูกไหมครับอย่างนี้

   atsadasritongkom      10 ส.ค. 57   เวลา 9:15:40    IP = 124.121.154.250
 


  คำตอบที่ 22  
 
เก็บข้อมูลครับ

   jirawat m.   26 ก.ย. 57   เวลา 13:25:07    IP = 171.5.251.16
 




ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
All Rights Reserved (C) Copyright 1999 - 2005