Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  เงินคืออะไร? (What is money?)  
 
เอาบทความดีๆ
จากคุณ Nexttonothing แห่ง บอร์ด http://www.thaigold.info/Board/ มาฝากค่ะ



เงินคืออะไร? (What is money?)


บางคนเข้าใจผิด คิดว่าผมเป็น “กูรู” เอ …. อันนี้ไม่แน่ใจนะครับว่า ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า
เพราะสำหรับผม คำว่ากูรูนี่ฟังดู มันล้ำมากๆเลย แต่สิ่งที่ผมรู้และเข้าใจนั้น ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเลยครับ
สังเกตุว่า ภาษาและเนื้อหาที่ใช้นั้น บางครั้งจะเป็นแบบ “บ้านๆ” ซะด้วยซ้ำ

หากว่าจะมีบางอย่างที่ผมพอจะรู้และเข้าใจ สิ่งนั้นน่าจะเป็น “เศรษฐศาสตร์และการเงินขั้นพื้นฐาน” (Basic Economy) แค่นั้นเองครับ
แต่อะไรที่มันเป็น “พื้นฐาน” นี่แหละครับ ผมอยากจะบอกว่า สำคัญมากๆ เพราะหากคุณเข้าใจพื้นฐานอย่างถ่องแท้
ต่อให้มีข้อมูลอะไรมั่วๆ มึนๆ เข้ามาก็ทำให้คุณงงได้ยากครับ
หากคุณเคยค้นคว้าหาความรู้จากหลายๆแหล่ง ที่มีเนื้อหาที่มันดู ซับซ้อน ศัพท์เทคนิคเยอะแยะมากมาย เพราะคิดว่า ข้อมูลต่างๆที่มันดูล้ำลึกเหล่านั้น
นั่นแหละถึงจะเป็นข้อมูลที่ดี ผมว่าพวกเราลองมามองอะไรที่มันเป็นเบสิคๆ กันก่อนดีกว่ามั๊ยครับ ?


วันนี้ผมจะพูดคุยกับเพื่อนๆสมาชิก เรื่อง “เงินที่อะไร ?” (What is money?) ครับ

- คนเราทำงานทุกวันนี้ก็เพราะอยากได้ “เงิน”

- นักเรียน นักศึกษาตั้งใจเรียนทุกวันนี้ก็เพราะอยากมีอาชีพการงานที่ดีในอนาคต จะได้”เงินเดือน” สูงๆ

- นักลงทุน ทุกคนลงทุนกันก็เพราะอยากได้ “กำไร”

ใครหลายๆ คนวางเป้าหมายเอาไว้ที่ “เงิน” แต่ คนส่วนใหญ่ ผมขอยืนยันครับว่า 99% เลยครับที่ ไม่รู้จัก “เงิน” อย่างแท้จริง

เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ ก่อนจะอ่านต่อ เวลาผมเล่าหรืออธิบายเรื่องพวกนี้ให้เพื่อนๆฟัง
ผมชอบพูดถึง ภาพยนต์ เรื่องนึง ดังมากกก ชื่อเรื่อง “The Matrix”
จะมีอยู่ฉากนึงครับ ที่พระเอก (พนักงานออฟฟิศ ที่ชีวิตสุดแสนจะธรรมดา) จะต้องตัดสินใจ เลือกกินยา ระหว่าง oยาเม็ดแดง กับ oยาเม็ดสีฟ้า

หากพระเอกเลือกกินยาเม็ดสีฟ้า เค้าก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติดังเดิม

แต่หากเค้า เลือกยาเม็ดสีแดง เค้าจะหลุดออกจากโลกแบบเดิมๆ แล้วออกไปสู่โลกที่แท้จริง พร้อมกับพบความจริงว่า โลกที่เค้าเคยอยู่และรับรู้มาโดยตลอดนั้นคือ “The Matrix”

ในโลกของการเงินนั้นก็มี The Matrix ครับ ......................

:excl: หากคิดว่ากระทู้นี้ชักจะเลอะเทอะ ไม่เข้าเรื่องซะที กดปิดหน้าต่าง ….. (ยาเม็ดสีฟ้า)o

:excl: อ่านต่อ..... (ยาเม็ดสีแดง) o


.................................................................


เรามาลองย้อนดูกันครับ....

โอกาส “ทอง” จริงๆ ครั้งนี้เป็นโอกาสของการลงทุนในทองคำอย่างที่เคยเกริ่นไว้นะครับ พูดถึง ทองคำ ต้องพูดถึง เงิน ก่อนครับ
เหตุที่ต้องพูดถึงเรื่องเงิน เพราะในสมัยโบราญนั้น “ทองคำ” กับ “เงิน” นั้นมันเคยเป็น ของอย่างเดียวกันครับ

ในชั่วชีวิตคนเรานั้น ไม่คุ้นเคยกับการ ใช้ทองคำเพื่อไปจ่ายตลาด หรือ เติมน้ำมัน แต่ในอดีตนั้น ใช้กันอย่างแพร่หลาย
แถมใช้มาเป็น พันๆ ปีเลยทีเดียว กว่าจะมาเปลี่ยนเป็นระบบ ธนบัตรกระดาษ หรือแม้แต่ บัตรเครดิต พลาสติกแบบในปัจจุบัน
ดูเหมือนพวกเราทันสมัยครับ พกธนบัตรเบาๆ จับจ่ายใช้สอย สะบาย-สะดวก ส่วนคนโบราญเป็นพันๆปีนั้นเชย หิ้วทองไปหิ้วทองมา หนักก็หนัก ไม่เวิร์ค.....

...........ไม่เวิร์ค จริงหรือ ????..........

ระบบเงินตราที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน บอกได้เลยครับว่าระบบนี้ มีอายุประวัติความเป็นมาไม่ถึง 50 ปีเท่านั้นเองครับ (เริ่มต้นในปี คศ.1971)
หากเทียบกับอายุ ของระบบเงินตรารุ่นเก่า อย่างทองคำ ที่ได้รับความนิยมมา 5000 กว่าปีแล้วนั้น เทียบกันไม่ติดครับ...
แต่ อายุแค่ 50 ปี นั้นก็เพียงพอครับ ที่จะทำให้ คนทั้งโลก ชิน และ ยอมรับ กับระบบนี้

เพราะ อายุขัย เฉลี่ยของคนเราทั้งโลก ก็ ไม่เกิน 60 ปีหรอกครับ นั่นหมายความว่า
หากเราอายุ 50 ปี หรือ ต่ำกว่า เราใช้เงินอยู่ในระบบนี้มาตั้งแต่เกิด ครับ นั่นทำให้เรารู้สึกว่า ระบบนี้มัน ธรรมดา และเป็นปกติ

................... แล้วก่อนพวกเราเกิดล่ะ ?

บอกได้เลยครับ เป็นพันๆ ปีมาแล้วเค้าใช้ระบบ เงินตราแบบอื่นกันครับ

หากเราคิดว่า ที่ผ่านมา พันๆปี ระบบเงินตราที่ใช้กันมาไม่ดีไม่เหมาะสม แต่ ระบบเงินตราที่พัฒนามาให้เราใช้กันอยู่ ซึ่งมีอายุได้แค่ ไม่ถึง 50 ปีถูกต้องเหมาะสมกว่า
เราอาจจะต้องคิดใหม่ครับ…


ประวัติศาตร์และวิวัฒนาการ ด้านการเงิน (ฉบับย่อ)

ก่อนหน้านั้นมันไม่มีอะไร ซับซ้อนเลยครับ มนุยษ์เรานั้นไม่ใช้เงินด้วยซ้ำ ทุกคน ต่างหาอาหาร ประทังชีวิต ปัจจัยสี่ อยู่ตามธรรมชาติ ออกล่าสัตว์
ประดิษฐ์เสื้อผ้า อยู่กระท่อม ต้นไม้ใบหญ้ารอบๆกายคือสมุนไพรชั้นดี จับปลาก่อกองไฟกันไป จนเริ่มได้คิด ……
หากเราคนเดียวทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง มันก็คงจะทำได้ไม่ดี มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคมครับ มองหน้าเพื่อนซ้ายขวา กันไปมา อย่ากระนั้นเลยเรามาแบ่งงานกันทำจะดีกว่าไหม? เธอล่าสัตว์ ฉันปลูกผัก เธอสร้างบ้าน ฉันก่อกองไฟ เธอหาสมุนไพร ฉันเอาใบไม้มาทำเสื้อผ้า ปรากฎว่า “เข้าท่าครับ”
เมื่อแต่ละคนไม่ต้องทำทุกอย่าง ทำเฉพาะที่ตนเองถนัด งานก็ออกมาดี เอาของมาแลกกัน ก็เป็นของที่คุณภาพดี สังคมเริ่มมีการขยายตัว
คนจับปลาเริ่ม ประดิษฐ์แห จับได้ทีละมากๆ คนปลูกผักเลี้ยงสัตว์เริ่ม ทำในลักษณะเป็นฟาร์ม เศรษฐกิจเริ่มจะดี GDP เริ่มจะโต ….

คนปลูกผักเอาผักไปแลกหมูจากคนเลี้ยงหมู คนเก็บสมุนไพรก็เอาไปแลกกับเสื้อผ้า คนปลูกมะกรูดไปแลกมะนาว คนมีลูกสาวเอาไปแลกลูกชาย ….

เกิดเป็นระบบบาร์เตอร์ (Barter system) ของเธอแลกของฉัน อยู่กันแบบสุขสรร มาได้ระยะหนึ่งครับ แต่ …..

ซักพักปัญหาเกิด…

เกิดปัญหา ว่าคนปลูกผักจะเอาผักไปแลกหมูแต่ละที ต้องหา เจ้าของหมู ที่กำลังอยากจะได้ผักพอดี กันด้วย อยากได้ของเค้า
แต่เค้าเองก็ต้องอยากได้ของเรา การแลกเปลี่ยนถึงจะเกิด มันไม่สะดวก หนำซ้ำ ผักแค่ไหนแลกหมูได้เท่าไหร่ ?
ถึงจะยุติธรรม ผักยังปลูกไม่โต แต่อยากกินหมูแล้ว ต้องรอให้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก่อนอีก ….. เครียดครับ

กำเนิด “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน” (Medium of exchange)

การไม่มีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมันไม่สะดวกเอามากๆเลยครับ เราคงพอจะนึกภาพออก เราต้องการอะไรซักอย่างที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้
เพื่อให้สามารถเอาไปแลกกับสินค้าที่เราต้องการอะไรก็ได้ คำถามคือ เอาอะไรดี ??

มนุษย์เราเคยใช้ เปลือกหอย ครับแลกกันไปแลกกันมา บิ่นมั่ง หักมั่ง หนำซ้ำเวลา มีซึนามิมาที เปลือกหอย เต็มหาดเลย ….. แบบนี้ ไม่มีมาตราฐาน
มนุษย์เราเคยใช้ ใบชา, ใช้วัว, ใช้ข้าวเปลือก ครับ ลองสารพัดอย่าง มาแล้ว ไม่เข้าท่าซักอย่าง

แต่ได้คอนเซปต์แล้วครับ ว่าในช่วงที่เอาเปลือกหอยแลกเปลี่ยนกัน มันสะดวกขึ้นกว่า เอาของแลกกันจริงๆ ที่เหลือก็แค่ หาสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม
…หากเราจะเรียกเปลือกหอย ใบชา ในช่วงลองผิดลองถูกว่า “เงิน (Money)” ก็คงไม่ผิดครับ
มันเป็นเป็นเงิน ในสังคมๆหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งก็แค่ยังไม่เหมาะสมที่สุด เท่านั้นเอง

...... งานนี้เลยต้องมีการคัดสรรกันหน่อยครับ

เกณฑ์การประกวด

1. พกพาสะดวก ติดตัวได้ (Transportability)

2. แบ่งแยกเป็นหน่วยย่อยๆได้ (Divisibility)

3. ใครๆก็ยอมรับและรู้จัก (Recognizability)

4. ทำปลอมยาก (Resistance to counterfeiting)

5. มีลักษณะ เป็นมาตราฐานและเหมือนกันทุกหน่วย (Homogeneity)

6. หายาก (Scarcity)

7. ทน (Durability)

8. มีคุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Value)

ยิ่งกว่าประกวดนางสาวไทยอีกครับ หลังจากการคัดแล้วคัดอีก ลองผิดลองถูก เฟ้นหาจนได้ ผู้เข้ารอบสุดท้าย ได้แก่ “หมวดโลหะ (Metal)” ครับ
แต่เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด คัดแล้วเหลือผู้ชนะได้ แก่ “ทองคำ, แร่เงิน, และทองแดง (Gold, Silver, and Copper)”
ได้สายสะพาย อันดับ 1 รองอันดับ 1 รองอันดับ 2 ตามลำดับครับ กลุ่มนี้คือกลุ่ม “โลหะมีค่า (Precious metal)” ครับ...
เหมาะสมหรือไม่ ? เหมาะสมตรงไหน ?

ธรรมชาติสร้างสรรทุกอย่างให้มีความหมายอย่างน่าประหลาดครับ ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์ เพียงแต่ประโยชน์ของแต่ละอย่างนั้นต่างกัน
มีลักษณะเฉพาะตัว มีหน้าที่ที่เหมาะสมต่างกัน เหล็กและหินเหมาะกับการก่อสร้าง ไม้เหมาะกับทำฝืน หรือ เฟอร์นิเจอร์

ผมเชื่อครับว่า ธรรมชาติ กำหนดมาแล้วครับว่า หน้าที่ของทองคำและแร่เงิน (Gold and Silver) คือ เงิน (Money) ครับ!


หากพิจารณาจากเกณฑ์การประกวดข้างต้น

- ทองคำสะดวกที่จะพกครับ ไม่หนักเกินไปที่จะพาติดตัวไปด้วยได้

- แบ่งแยกย่อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

- เราสามารถหลอมรวมเป็นก้อนเป็นเหรียญ หรือ ตีแผ่เป็นแผ่นบางเฉียบ ทำเป็นเส้นยาวก็ได้

- หนำซ้ำ ทองคำแต่ละหน่วยที่แยกย่อย ยัง มีความบริสุทธิ์ ของเนื้อในเท่ากันอีกด้วย
(พูดง่ายๆคือ หากมีทองแท่ง หัวแท่งกับ ท้ายแท่ง ทุกจุดของทองคำเนื้อในมันเหมือนกันเปี๊ยบครับ)

- ทำปลอมก็ยาก หาก็ยาก สกัดจากหินดินทรายน้ำหนักเป็น ตัน เพื่อให้ได้ทองคำ หนักแค่ไม่กี่ กรัม

- ความเฉื่อยของโลหะทองคำ ทำให้มันไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศไม่เกิดสนิม คงทนผ่านกาลเวลา แวววาวสวยงาม เอามาทำเครื่องประดับก็เหมาะ


หากมีทองคำแท่งอยู่ที่บ้านแนะนำให้ ลองเอามาหยิบจับไว้ในมือ รู้สึกถึงความ “แพง” ในตัวของมันเองไหมครับ?
ความหนักความหน่วงของมัน ความแวววาว ของมัน แสดงถึงความมั่งคั่ง ของผู้ที่ได้เป้นเจ้าของ

ลองพิจารณามองดูมันดีๆเราอาจจะได้คิด ได้เข้าใจ ว่าเหตุใด

คนสมัยก่อนถึงกับต้องก่อสงคราม ฆ่ากันตายมาแล้วเพียงเพราะต้องการครอบครองและแย่งชิงมัน !

ยามเมื่อทองคำได้รับตำแหน่งนี้แล้ว ถึงคราวปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกับรองอันดับ 1 (แร่เงิน) และ 2 (ทองแดง) ก็เยี่ยม! ครับ

ทำให้เกิดความคล่องตัวในการซื้อขาย เศรษฐกิจเริ่มจะดี GDP เริ่มจะโต.....

ทุกคนยอมรับทองคำ สินค้าเมื่อทำการวัดมูลค่าด้วยทองคำเกิดความยุติธรรม และ สะดวกในการซื้อขาย ของมูลค่าสูงใช้ทอง
มูลค่ารองๆ ลงมาก็ ใช้แร่เงินและทองแดง ควบคู่กันไป เกิดระบบทองคำ (Gold money) ใช้ทองซื้อของ ระบบนี้ อยู่มาได้เป็นร้อยเป็นพันปีครับ


.... ซักพักใหญ่ๆปัญหาเกิดอีก



TO BE CONTINUED :)


รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 9:55:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 1  
 
มีไว้เลี้ยงชีวิตจ้ะ เพราะสังคมที่เราอยู่ใช้เงิน
สบายดีนะ

   bbling      8 ส.ค. 55   เวลา 10:08:00    IP = 203.155.54.251
 


  คำตอบที่ 2  
 
ชอบๆ ขอบคุณครับ

   Impossible Is Nothing      8 ส.ค. 55   เวลา 10:10:00    IP = 58.97.37.61
 


  คำตอบที่ 3  
 
เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับชีวิตเราทุกคน(ในเมืองหลวง)

   p15      8 ส.ค. 55   เวลา 10:26:00    IP = 58.9.118.238
 


  คำตอบที่ 4  
 
ตอนนี้ อายุเยอะละิ กำลังคิดอยู่ว่า เงิน สำคัญแค่ไหน ถ้าเราไม่กินอาหารหรือกินน้อยลงจากวันละสามมื้อเหลือหนึ่งมื้อ หรือสองวันกินมื้อนึง เงินจะมีค่ากับเราแค่ไหน ตอนนี้กำลังฝึกอยู่

   sodiax      8 ส.ค. 55   เวลา 10:30:00    IP = 119.42.119.102
 


  คำตอบที่ 5  
 
http://www.youtube.com/watch?v=SrOxoryfZxI

   AE!      8 ส.ค. 55   เวลา 10:31:00    IP = 183.89.72.106
 


  คำตอบที่ 6  
 
เงินไม่สำคัญที่สุด แต่จำเป็นครับผม



   GminorBb      8 ส.ค. 55   เวลา 10:35:00    IP = 58.11.194.233
 


  คำตอบที่ 7  
 
มีไว้เลี้ยงชีวิตจ้ะ เพราะสังคมที่เราอยู่ใช้เงิน
สบายดีนะ

bbling 8 ส.ค. 55 เวลา 10:08:00 IP = 203.155.54.251
--------------------------------------------------

ใช่แล้วจ๊ะ กวางเลยกำลังจะให้เห็นภาพไงคะ ว่าเงินสำคัญนะ แต่เราต้องรู้ก่อนว่าเงินคืออะไร กันแน่ บอกได้เลย ว่า ไม่ใช่เหรียญ และ ธนบัตร อย่างที่เราเข้าใจกันนะจ๊ะ

   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 11:20:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 8  
 
คำตอบที่ 2

ชอบๆ ขอบคุณครับ

Impossible Is Nothing 8 ส.ค. 55 เวลา 10:10:00 IP = 58.97.37.61

-----------------------------------------------------
เดี๋ยวจะ เข้มข้นอีกขี้นเรื่อยๆ ค่ะ





คำตอบที่ 3

เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับชีวิตเราทุกคน(ในเมืองหลวง)

p15 8 ส.ค. 55 เวลา 10:26:00 IP = 58.9.118.238

------------------------------------------------------

ใช่แล้ว แต่อย่าเพิ่งสับสน ระหว่าง เงินตัวจริงที่ค่าไม่ลด กับ ตัวแทนเงิน ที่มูลค่าขึ้นลงไม่แน่นอนนะคะ



คำตอบที่ 4

ตอนนี้ อายุเยอะละิ กำลังคิดอยู่ว่า เงิน สำคัญแค่ไหน ถ้าเราไม่กินอาหารหรือกินน้อยลงจากวันละสามมื้อเหลือหนึ่งมื้อ หรือสองวันกินมื้อนึง เงินจะมีค่ากับเราแค่ไหน ตอนนี้กำลังฝึกอยู่

sodiax 8 ส.ค. 55 เวลา 10:30:00 IP = 119.42.119.102
------------------------------------------------------------------

เงินเป็นมายา แต่ข้าวปลาเป็นของจริง แต่ มีสิ่งหนึ่งที่ เป็นเงินแท้จริงใช้แลกเปลี่ยนและมีคุณค่าจริงๆ ไม่มายาค่ะ สิ่งนั้นคืออะไรใครตอบได้


   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 11:23:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 9  
 
เงินคืออะไร? (What is money?) ต่อ




ความเป็นสากลของทองคำ ทำให้การค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความสะดวกในการทำการค้า ทำให้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมู่บ้านแต่
ขยายไปถึง ต่างเมือง จากซื้อ-ขายเพื่อยังชีพซื้อกันเหรียญสองเหรียญ เริ่มทำกันเป็นลักษณะธุรกิจ
ซื้อกันเยอะๆ ขายกันเยอะๆ การพกพาทองคำไปนู่นนี่เริ่มไม่สะดวก พกไปเยอะๆ
ก็กรุ๊งกริ๊งๆ กันใหญ่ในกระเป๋า หนักอีกต่างหาก
คงต้องหาระบบที่เหมาะสมกว่านี้ครับ


กำเนิดตั๋วทอง (Gold Ticket)

เรื่องง่ายๆ เริ่มจะมีความซับซ้อนมากขึ้น นิดนึงครับเพราะ ระบบเศรษฐกิจมันขยายตัว เข้าทำนอง "มากคนก็มากความ"
เพื่อให้ง่าย ผมขอสมมุติเหตุการณ์เพื่อประกอบการอธิบายนะครับ

กาลครั้งหนึ่งมีพ่อค้าหัวใสชื่อ “หม่ำ” เดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง
หอบทองล่องเรือไป 1 หีบเพื่อไปจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อ อิมพอร์ท(Import)มาขายยังเมืองตัวเอง
เมื่อเดินทางไปถึง การหอบเอาทองคำติดตัวไปไหนมาไหน ไม่ง่ายเลย ดังนั้นเมื่อไปถึงที่แรกที่แวะไปก่อนเลยคือ

บ้านช่างทอง “เท่ง” อันเป็นบ้านช่างทองชื่อเสียงโด่งดังประจำเมืองนี้

หม่ำทำการฝากทอง 1 หีบไว้กับเท่ง ใน “1 หีบบรรจุทองไว้ ทั้งหมด 50 ก้อน”

หม่ำจึงขอให้ เท่ง ออกใบรับฝากทองให้กับตน “50 ใบ (1 ใบแทน 1 ก้อน)”

หลังจากนั้น หม่ำนำตั๋วที่ได้ ไปซื้อสินค้าที่ร้านของ “โหน่ง” แต่แทนที่จะชำระเป็นทองคำ
กลับนำตั๋วมอบให้ โหน่ง โดยอ้างว่า สามารถนำตั๋วนี้ไปขึ้นทองคำ กับบ้านช่างทองเท่งได้ มีลายเซนต์กำกับจาก ช่างทองเท่ง เป็นประกัน
เชื่อถือได้ โหน่งเห็นเป็นลายมือของช่างทองเท่งจริงก็เชื่อถือว่าใช้ได้
โหน่งจึงรับตั๋วไว้ แล้วจึงนำตั๋วไปขึ้นทองคำจากเท่งภายหลัง


:excl: หม่ำได้ซื้อสินค้าจ่ายโดยตั๋วทองคำ

:excl: โหน่งได้ขายสินค้าแล้วค่อยเอาตั๋วไปแลกทองจริงจากช่างทองเท่ง

:excl: หม่ำมอบเศษทอง พอเป็นสินน้ำใจ ค่าบริการให้กับช่างทองเท่ง



โป๊ะเช๊ะ ลงตัว ..... การค้าครบขั้นตอน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
หลังจากนั้น เมื่อดินทางมาถึง หม่ำจะนำทองไปฝากช่างทองเท่งทุกครั้งก่อนเดินทางไปช้อปปิ้งในเมือง
ไปซื้อสินค้าจาก ร้านของ “ตุ๊กกี้” หรือร้านของ “ส้มเช้ง”
ก็พกแค่ ตั๋ว สำหรับการชำระค่าสินค้า มันช่างสะดวก จริงๆ


ตุ๊กกี้ และ ส้มเช้ง ก็สบายใจที่จะรับพราะไม่ต้องกลัวทองปลอมหรือ เปอร์เซนต์ ทองไม่ได้มาตราฐานจากต่างเมือง
เพราะช่างทองเท่ง การันตี หลังจากนั้นไม่นาน ระบบการค้าแบบนี้ก็แพร่สะพัด
ไปยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ทั่วทั้งเมือง เวิร์คพอยท์

(ชื่อตัวละครและชื่อเมือง เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติเพื่อให้ง่ายต่อการ อธิบายไม่ได้มีตัวตนจริง ใดๆทั้งสิ้น.......... เชื่อผมเถอะ) :D


การค้าขายภายในเมืองที่มีความสะดวกเช่นนี้ นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมืองเพิ่มขึ้นแบบทะลุเพดาน
เกิดการเอาอย่าง กันในระดับ “มหกรรม” ของบ้านช่างทองอื่นๆ รวมไปถึงต่างเมือง



กำเนิดธนาคารอย่างง่าย (Simple banking)

เมื่อช่างทองเท่ง มีผู้มาฝากทองจำนวนมาก หนำซ้ำ ผู้ขายสินค้าบางคน เมื่อได้รับตั๋วก็ยังไม่นำตั๋วมาขึ้นทองคำ
ในทันที แต่เลือกเก็บสะสมตั๋วไว้หลายๆใบค่อยมาแลกทีเดียวไม่เสียเที่ยว ทำให้ช่างทองเท่งมี ทองคำเก็บไว้ในสต็อคจำนวนมาก

ช่างทองเท่งผู้หัวใส จึงคิดค้น บริการ รูปแบบใหม่ นั่นคือ ให้ “กู้ยืมทอง” ไปใช้ก่อนได้

โดยคิดค่าบริการเพิ่มเวลานำมาชำระคืน ไม่ต่างจากการกู้ยืมที่ต้องมีดอกเบี้ย

ปรากฎว่า บริการนี้ ฮิตติดลมบนอีกเช่นกัน มีผู้มากู้ยืมทองจำนวนมากไป
เพื่อไปซื้อสินค้ามาดำเนินธุรกิจ หรือใช้จ่าย เมื่อค้าขายได้มีกำไรก็ค่อยนำทองมาคืน พร้อมดอกเบี้ยเป็นเศษทองเล็กน้อย

ไม่ต้องมีทองคำของตนเองไว้ลงทุน การเพิ่มทุนหรือ ขยายกิจการ กลายเป็นเรื่อง จิ๊บๆ
ช่างทองเท่ง นอกจากจะได้ ค่าบริการจากผู้ที่นำทองมาฝาก ยังได้ดอกเบี้ยจาก ผู้ที่มากู้ยืมทองออกไปด้วย สองเด้ง ร่ำรวยๆกันถ้วนทั่ว....

แต่ เมื่อเรื่องไปเข้าหู ผู้ฝากทองคำกับช่างทองเท่ง ว่าได้มีการนำทองที่ตนเองไปฝากเอาไว้หรือยังไม่ไปเอา
ไปให้คนอื่นยืมต่อแถมยังเก็บดอกเบี้ย อีกด้วย จึงเกิดความไม่พอใจ เดือดร้อนถึงช่างทองเท่ง

ที่รู้ว่าหากแม้น ผู้ฝากทุกคนไม่พอใจ มาขอไถ่ถอนทองคำออกไปพร้อมๆกันในทีเดียว
คงถึงคราวอวสารของบ้านช่างทองเราเป็นแน่ เปิดใจคุยกัน หากไม่มีบ้านช่างทองเท่ง ผู้ทำการค้าก็ลำบาก เพราะคุ้นชินกับระบบ ตั๋วทองคำ

จึงทำการเจรจา ตกลงกัน ยกเลิกการเก็บค่าบริการ ให้กับผู้มาฝากทอง แถมยังจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้มาฝากอีกด้วย
โดยจะจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้มาฝากน้อยกว่าดอกเบี้ยที่คิดจากผู้มากู้ยืม ส่วนต่างคือ รายได้ของบ้านช่างทองเท่ง

ก่อกำเนิดระบบธนาคารอย่างง่าย .............. ก้าวสู่การพัฒนาอีก 1 ขั้นของระบบการเงินการธนาคาร



กำเนิดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างง่าย (Exchange rate)

อย่างที่บอกครับ การค้าขายระบบนี้เริ่มจะขยายตัวไปยังต่างเมือง แต่ละเมืองก็มีบ้านช่างทองที่ออกตั๋วโดยช่างทองแต่ละคน
ตั๋วจากบ้านช่างทองของเมืองนึงต่างกันกับอีกเมืองหนึ่ง บางบ้านประทับตราหน้าเจ้าของบ้านช่างทอง ไว้เป็นหลักฐาน บางบ้านใช้หมึกสี แบบพิเศษ
บางบ้านใช้ลายเซนต์การันตี แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ ทองคำของทุกๆบ้าน เหมือนกันครับ
ยังไงทองคำก็ยังเป็นทองคำ แต่สิ่งที่ต่างคือตั๋ว
เมื่อการซื้อขาย เปลี่ยนมาใช้ระบบตั๋วกระดาษ แทนทองคำ
จึงเกิดการเปรียบเทียบ แลกเปลี่ยนกันระหว่างตั๋ว เช่น


ตั๋วทองคำจากบ้านช่างทองเท่ง 1 ใบแทนด้วยทองคำ 1 ก้อน

ตั๋วจากบ้านช่างทอง โก๊ะตี๋ 1 ใบแทนด้วยทองคำแค่ ½ ก้อน

หากอยากจะแลกกับตั๋วทองจากบ้านช่างทองเท่ง1 ใบต้องใช้ตั๋วจากบ้านช่างทองโก๊ะตี๋ 2 ใบ
เกิดเป็นระบบ อัตราแลกเปลี่ยน (Currency exchange) ขึ้น สะดวก สบายยิ่งขึ้นไปอีกครับ

ทีนี้พกกันแต่ตั๋ว แลกกันระหว่างตั๋ว ซื้อขายต่างเมืองก็ใช้ตั๋ว ได้ตั๋วก็เอาไปซื้ออย่างอื่น ทุกอย่างมีแต่ ตั๋วๆๆ กระดาษๆๆๆ


ที่ออกโดย บ้านช่างทอง ไม่ต้องไปแลกเป็นทองก่อน แล้วไปฝากที่ใหม่ เพื่อรับตั๋วใหม่.... ใช้กันจนคุ้นชิน

...........หลงลืมอะไรกันไปหรือเปล่า ?...................

ทองคำจึงเหลือหน้าที่แค่นอนอยู่ในตู้เซฟ เฉยๆ.............. แต่ระบบนี้ก็ใช้กันมาได้เป็นร้อยๆปีครับ

เรื่องราวเริ่มจะมีมิติ มากขึ้น ก็ด้วยความฉลาดหลักแหลมของสติ ปัญญาของมนุษย์ครับ
การมีจินตนาการแบบที่สิ่งมีชีวิตแบบอื่นๆไม่มี มีการสื่อสารที่ ซับซ้อน และ น่าทึ่ง
แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมนุษย์มาด้วยนั่นก็คือ ด้านมืด ของจิตใจครับ......

ความโลภ, ไม่ซื่อตรง, หลอกลวง สิ่งเหล่านี้นำปัญหาที่ยิ่งใหญ่ตามมา ในโลกการเงินของพวกเราอย่างไม่จบไม่สิ้น




ปล.ในตอนหน้า วิวัฒนาการทางการเงินจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ระบบการเงินสมัยใหม่มากขึ้น มีความละเอียดซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

และเป็นตอนที่ผมจะต้องพยายามอธิบายอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะ มันคือพื้นฐานปูทางไปสู่ โอกาส"ทอง"(จริงๆ)

โปรดติดตาม

   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 11:28:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 10  
 
คำตอบที่ 6

เงินไม่สำคัญที่สุด แต่จำเป็นครับผม



GminorBb 8 ส.ค. 55 เวลา 10:35:00 IP = 58.11.194.233
------------------------------------------------------

มันจำเป็นจริงๆ ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจว่า เงินจริงๆ คืออะไร เพราะถ้าเราหลงไปเก็บกระดาษ วันนึ่งตื่นขึ้นมาอาจพบว่า กระดาษเหล่านั้นใช้ซื้อข้าวมืือเดียวยังไม่ได้เลย


เนื่องจากระบบการเงินปลอม(แบบธนบัตร) กำลังอยู่ที่ปากเหว ดังนั้น เมื่อยังมีโอกาสอยู่ ใครรู้เท่าทันก็ ควรจะเอามันไปแลกเป็น เงินจริงๆ(ทองคำ) เก็บเอาไว้ เพราะ แท้จริงแล้ว ทองคำ ต่างหากที่คือเงินที่แท้จริง



ระบบการเงินเปลี่ยนแต่ทองคำไม่เปลี่ยน

แม้ว่าทองคำจะไม่ได้ถูกจัดว่าเป็น “เงิน” อีกต่อไป ในยุคสมัยของพวกเรา แต่คุณค่าของมันก็ยังคงอยู่
มีภาพๆนึง ผมวาดไว้นานแล้วขอเอามานำเสนออีกครั้ง

รูปที่โพสต์


จะเห็นว่า หากเราใช้ทองคำแทนเงิน เราจะพบว่าก๋วยเตี๋ยวไม่เคยขึ้นราคาเลย
เรายังใช้ทอง 1 บาทกินได้ 600 ชามเท่าเดิม ไม่เฉพาะก๋วยเตี๋ยว แต่สินค้าทุกอย่างไม่ว่า น้ำมัน ข้าวสาร บ้าน ที่ดิน อื่นๆ

หากเราวัดราคาสินค้าด้วยทองคำแทนเงิน
30 ปีก่อนเราเคยต้องใช้ทองหนักเท่าไหร่ไปซื้อ ทุกวันนี้ก็ยังใช้ทองคำ น้ำหนักเท่าเดิมไปซื้อได้
คุณจะพบว่า แทบจะไม่มีสินค้าตัวไหนเลยที่ขึ้นราคาแถมบางอย่างยังถูกลงด้วยซ้ำ !!!

นี่คือความเป็นมาตราฐานของเงินที่แท้จริง

ที่ผมเขียนวันนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะมา ปฏิวัติ หรือเรียกร้องอะไรทั้งนั้น เป็นเพียงแค่บทความทางวิชาการที่ต้องการจะนำเสนอ
และ อธิบายให้ได้รับรู้และเข้าใจในระบบการทำงานของ เงินเฟ้อ เท่านั้นเอง

อาจจะดูเหมือนเชียร์ทองคำจนออกนอกหน้า
แต่ถ้าให้ผมเลือกเชื่อถือ ระหว่าง เงินที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายพันปี ธรรมชาตินี้คัดสรรมาแล้วว่าสมควรทำหน้าที่
เงินที่แท้จริง อย่าง “ทองคำ” กับ เงินที่มีรัฐบาลเป็นประกัน ผมขอเลือกอย่างแรกดีกว่าครับ

หากบทความในวันนี้ทำให้ท่านรู้สึกไม่สบายใจ หรือ เหมือนไปลบหลู่สิ่งที่ท่านเชื่อถือและเข้าใจมาตลอดชีวิต
ผมต้องขอบอกว่าผมไม่มีเจตนาและต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขอบคุณและขอให้โชคดีในการลงทุนท่านครับ


   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 11:34:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 11  
 
ซื้อได้ทุกอย่างครับ^^

   หรั่งชลบุรี      8 ส.ค. 55   เวลา 13:24:00    IP = 183.88.251.242
 


  คำตอบที่ 12  
 
เข้าใจทุกอย่าง เพราะเคยได้เข้าเรียนเรื่องราวพวกนี้มาบ้าง

แต่อย่างที่เรื่องราวได้บอกไว้นั่นล่ะ ธนบัตรมันพกพาง่าย และสภาพคล่องตัวสูง

หากเงินเป็นทองคำแท่ง สภาพมันจะฟืดขึ้นมาทันที แถมพกพาลำบากกว่ามากๆ

ประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยรู้สึกถึงสภาพฝืดตัวของทองคำเท่าไหร่ เพราะมีร้านซื้อ-ขายทองอยู่ทั่วไปตามตัวเมือง

แต่หลายๆประเทศ ไม่ได้นิยมเข้า-ออกร้านทองกันเป็นว่าเล่นแบบคนไทยครับ จึงมีร้านซื้อ-ขายทองน้อย ถึงน้อยมากที่สุด

แต่หากจะแนะนำคนอื่นๆที่คิดจะออมเงินระยะยาวและหวังผล
ออมเป็นหน่อยทองคำแท่งไว้ที่ธนาคารจะดีที่สุดครับ
เพราะมูลค่าของทองคำแท่งไม่มีวันตก
ตามรูปในคต.10 ท่านมีทอง 1 บาท ท่านก็มีก๋วยเตี๋ยวกินแน่นอน 600 มื้อ

แต่หากท่านมีเงินเก็บ 18,000 บาท แล้วจะเอาไปใช้อีก 30 ข้างหน้า ท่านอาจจะมีก๋วยเตี๋ยวกินเพียง 100 มื้อก็ได้

   สมาชิกแบบพิเศษ      ต้น(ไมเคิล แองเจลโล่)      8 ส.ค. 55   เวลา 13:30:00    IP = 71.94.130.176
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 13  
 
และอย่าลืมเรื่องการใช้ทองแทนธนบัตรในชีวิตประจำวันนะครับ

เพราะมันมีอัตราแลกเปลี่ยนเข้า-ออกที่ไม่เท่ากันอยู่

และท่านไม่สามารถหั่นทองเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อซื้อของที่อื่นได้

   สมาชิกแบบพิเศษ      ต้น(ไมเคิล แองเจลโล่)      8 ส.ค. 55   เวลา 13:32:00    IP = 71.94.130.176
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 14  
 
เงินคือ ทุกอย่าง

   sixth       8 ส.ค. 55   เวลา 13:46:00    IP = 27.130.23.220
 


  คำตอบที่ 15  
 
คำตอบที่ 12

เข้าใจทุกอย่าง เพราะเคยได้เข้าเรียนเรื่องราวพวกนี้มาบ้าง

แต่อย่างที่เรื่องราวได้บอกไว้นั่นล่ะ ธนบัตรมันพกพาง่าย และสภาพคล่องตัวสูง

หากเงินเป็นทองคำแท่ง สภาพมันจะฟืดขึ้นมาทันที แถมพกพาลำบากกว่ามากๆ

ประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยรู้สึกถึงสภาพฝืดตัวของทองคำเท่าไหร่ เพราะมีร้านซื้อ-ขายทองอยู่ทั่วไปตามตัวเมือง

แต่หลายๆประเทศ ไม่ได้นิยมเข้า-ออกร้านทองกันเป็นว่าเล่นแบบคนไทยครับ จึงมีร้านซื้อ-ขายทองน้อย ถึงน้อยมากที่สุด

แต่หากจะแนะนำคนอื่นๆที่คิดจะออมเงินระยะยาวและหวังผล
ออมเป็นหน่อยทองคำแท่งไว้ที่ธนาคารจะดีที่สุดครับ
เพราะมูลค่าของทองคำแท่งไม่มีวันตก
ตามรูปในคต.10 ท่านมีทอง 1 บาท ท่านก็มีก๋วยเตี๋ยวกินแน่นอน 600 มื้อ

แต่หากท่านมีเงินเก็บ 18,000 บาท แล้วจะเอาไปใช้อีก 30 ข้างหน้า ท่านอาจจะมีก๋วยเตี๋ยวกินเพียง 100 มื้อก็ได้

สมาชิกแบบพิเศษ ต้น(ไมเคิล แองเจลโล่) 8 ส.ค. 55 เวลา 13:30:00 IP = 71.94.130.176
สมาชิกแบบพิเศษ

---------------------------------------------
ใช่ค่ะ ยิ่งอนาคต ระบบเงินยูโร และ ดอลล่าร์ จะล้มรอมร่อแล้ว



คำตอบที่ 13

และอย่าลืมเรื่องการใช้ทองแทนธนบัตรในชีวิตประจำวันนะครับ

เพราะมันมีอัตราแลกเปลี่ยนเข้า-ออกที่ไม่เท่ากันอยู่

และท่านไม่สามารถหั่นทองเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อซื้อของที่อื่นได้

สมาชิกแบบพิเศษ ต้น(ไมเคิล แองเจลโล่) 8 ส.ค. 55 เวลา 13:32:00 IP = 71.94.130.176
สมาชิกแบบพิเศษ

----------------------------------------------------------

อีกอย่างที่ น่าสะสมกว่าทองคือ ที่ดีนทำกินผืนเล็กๆ และอาหารการกินต้นหมากรากไม้สมุนไพร



คำตอบที่ 14

เงินคือ ทุกอย่าง

sixth 8 ส.ค. 55 เวลา 13:46:00 IP = 27.130.23.220

----------------------------------------------
ณ ตอนนี้ สำหรับบางคน แต่ไม่ตลอดไป สำหรับทุกคนค่ะ

   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 15:51:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 16  
 
กระทู้นี้เจ๋งน่ะครับ ^^

   12AX7      8 ส.ค. 55   เวลา 16:15:00    IP = 203.114.108.118
 


  คำตอบที่ 17  
 
คำตอบที่ 16

สวัสดีครับพี่กวาง ขอบคุณมากครับ

ป๋าอ้น 8 ส.ค. 55 เวลา 16:11:00 IP = 58.9.151.58

---------------------------------------------------------
ด้วยรัก และคิดถึงนะ





คำตอบที่ 17

กระทู้นี้เจ๋งน่ะครับ ^^

12AX7 8 ส.ค. 55 เวลา 16:15:00 IP = 203.114.108.118

------------------------------------------------
ขอให้ไปประยุกต์ใช้นะจ๊ะ



   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 16:56:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 18  
 


หลังจากยูโรล้ม ปรากฏการณ์โดมิโน่ก็จะเริ่มขึ้นไงล่ะ ไล่ไปทีละสกลุ ยูโร ปอนด์ เยน ไปสุดที่ดอลล่าที่เป็นเงินสกุลกลาง ตอนนั้นเปรียบเหมือนกับโลกหยุดหมุนเลยล่ะ ทองคำและเงิน(Silver) ก็จะขึ้นมาทำหน้าที่และมีบทบาทในระบบการเงินอยู่ชั่วขณะหนี่ง...อย่างมีนัย สำคัญ เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วหลายๆครั้งในประวัติศาสตร์ ช่วงนี้เองที่ราคาทองคำและSilver ซึ่งก็คือเงินจริงจะพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพราะความเชื่อมั่นในระบบอัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจโลกและระบบเงินกระดาษล่มสลายลงไงล่ะ

ดังนั้นควรจะวางแผนจัดสรร การเงิน การออมไว้ แบ่งเป็นส่วน ปรับเพิ่มลดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอน ส่วนหนึ่งก็ซื้อทองคำแท่งไว้ เงินสดก็อีกส่วนหนึ่ง ตามความจำเป็นของครอบครัว อย่าไปกะเกณฑ์กรอบเวลาอะไรมาก ติดตามข่าวสารไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่จะยังมีเวลาเท่าไหร่ ข้อได้เปรียบของประเทศไทยคือเรื่อง ปัจจัย 4 โดยเฉพาะเรื่องอาหาร
เตรียมเรื่องแหล่งอาหาร การเพาะปลูก เลี้ยงปลา ไก่ ไข่ พืชผัก แบบง่ายๆ แบบ homemade นี่แหละ แต่ก็อย่าประมาท หลายๆอย่างมันต้องใช้เวลา เราทำเราเตรียมก่อนก็ไปผิดอะไร เพราะอาหารในยุคนี้ก็เห็นอยู่แล้ว มีเงินซื้อกินก็ป่วยอยู่ดี แล้วก็ต้องเอาเงินอีกส่วนไว้รักษา มันก็ยังไงอยู่



   รักกวาง      8 ส.ค. 55   เวลา 16:58:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 19  
 
เงินอาจซื้อหลายๆสิ่ง หรือหลายๆ อย่างได้ แต่ซื้อผมไม่ได้ และซื้อเพื่อนแท้ กับคนที่รักเราจริงๆไม่ได้

   สมาชิกแบบพิเศษ      thammarong  9 ส.ค. 55   เวลา 4:46:00    IP = 171.6.223.216
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 20  
 
คำตอบที่ 20

เงินอาจซื้อหลายๆสิ่ง หรือหลายๆ อย่างได้ แต่ซื้อผมไม่ได้ และซื้อเพื่อนแท้ กับคนที่รักเราจริงๆไม่ได้

thammarong 9 ส.ค. 55 เวลา 4:46:00 IP = 171.6.223.216
------------------------------------------------------

คุณ หล่อ มากกกกส์

   รักกวาง      9 ส.ค. 55   เวลา 9:53:00    IP = 58.137.12.242
 


  คำตอบที่ 21  
 
ตามมาอ่านครับ ขอบคุณมากครับพี่ สำหรับความรู้ดีๆแบบนี้ครับ ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      DR-FU      9 ส.ค. 55   เวลา 17:20:00    IP = 122.155.36.112
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 22  
 
cxt

   ขุนขวาน      10 ส.ค. 55   เวลา 6:39:00    IP = 180.183.106.27
 


  คำตอบที่ 23  
 
แจ๋วจริงครับ กระจ่างขึ้นเยอะเลย

   สมาชิกแบบพิเศษ      EMPz      11 ส.ค. 55   เวลา 4:10:00    IP = 202.12.74.1
สมาชิกแบบพิเศษ  
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket