Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  “งานเฟค”: เรื่องราวของกีตาร์ไฟฟ้าปลอมของจีนในประเทศไทย.(เขียนโดย อธิป จิตตฤกษ์)  
 
“ของปลอมราคาถูก” จากจีน

น่าจะเป็นที่รู้กันว่าประเทศจีนในปัจจุบันแหล่งผลิต “ของปลอม” แหล่งใหญ่ของโลก ผู้ผลิตชาวจีนมีความสามารถสูงส่งในการลอกเลียนแบบสิ่งต่างๆ และผลิตออกมาไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ เนื้อสัตว์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ หรือกระทั่ง "เมืองทั้งเมือง" ชาวจีนก็สามารถผลิตลอกเลียนแบบได้หมด

ความละม้ายคล้ายคลึงกับของจริงของสินค้าปลอมจากจีนเป็นจุดเด่นของสินค้าจากจีนที่ทำให้สินค้าจีนโด่งดังไปทั่วโลก อย่างไร แต่ความโดดเด่นของการผลิตสินค้าจากจีนไม่ได้มีแค่การผลิตของปลอมที่ดูเหมือนของจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนการผลิตที่ถูกอันดับต้นๆ ของโลกด้วย แม้ว่าสินค้าของจีนจะฉาวโฉ่ว่ามีคุณภาพต่ำ แต่จริงๆ แล้วการผลิตของถูกเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพต่ำไปตามราคาเสมอไป ดังจะเห็นได้ว่าสินค้าศิลปวัฒนธรรมชื่อก้องโลกที่อยู่คู่กับชนชั้นกลางและสูงทั่วโลกอย่าง "iPhone" และ "iPad" ก็ล้วนถูกผลิตมาจากโรงงานในจีน

สินค้าราคาถูกจากจีนหลายอย่างแทบจะ “ฆ่า” ภาคการผลิตสินค้าในหลายๆ ประเทศในโลกเลยเนื่องจากไม่สามารถลดต้นทุนเพื่อสู้ได้ อย่างไรก็ดีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพของสินค้าจากจีนกับจากที่อื่นๆ ก็ยังทำให้คนเลือกที่จะบริโภคสินค้าจากที่อื่นๆ มากกว่าจีนแม้สินค้าของจีนจะถูกกว่า เช่น ในประเทศไทย กระเทียมจากจีนแม้ว่าจะมีราคาถูกกว่ากระเทียมไทยเล็กน้อยและมีขนาดใหญ่กว่ากระเทียมไทยมาก แต่ผู้บริโภคชาวไทยก็ยังนิยมที่จะซื้อกระเทียมไทยไปประกอบอาหารมากกว่ากระเทียมจีน เพราะกระเทียมไทยมีรสชาติที่เผ็ดจัดจ้านกว่ากระเทียมจีนที่แม้จะรับประทานเป็นสองเท่าของกระเทียมไทยก็ยังไม่อาจได้รสชาติอันจัดจ้านในระดับเดียวกันด้วยซ้ำ
(จากประสบการณ์ผู้เขียน พบว่ามีแต่ร้านอาหารจำพวกบุฟเฟต์ปิ้งย่างต้มไปจนถึงร้านอาหารญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้กระเทียมจีนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน)

ความเคยชินกับกับการบริโภคแบบเดิมๆ เป็นพรมแดนทางวัฒนธรรมที่สินค้าจีนไม่สามารถฝ่าไปได้ง่ายๆ และนี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่เป็นพวกสินค้าที่มียี่ห้อต่างๆ ด้วย ที่ผู้คนยังเลือกจะซื้อ “ของจริงราคาแพง” จากประเทศอื่นๆ มากกว่าที่จะซื้อ “ของปลอมราคาถูก” จากจีน ด้วยเหตุผลเชิงคุณภาพที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปในสินค้าแต่ละประเภท นี่เป็นเหตุที่ทำให้ “ของจริงราคาแพง” ในกรณีของสินค้ามียี่ห้อจำนวนมากไม่โดนสินค้าจีน “ฆ่า” อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้เขียนสนใจจะกล่าวถึงในที่นี้เป็นเรื่องที่ต่างออกไป มันคือเรื่องราวและสาเหตุของการบริโภค “ของปลอมราคาถูก” จากจีน

การเข้าใจผิดว่า “ของปลอมราคาถูก” จากจีนเป็น “ของจริงราคาแพง” จากประเทศอื่นๆ อาจเป็นเหตุผลให้คนบางกลุ่มซื้อของปลอมไปอย่างไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ดีโดยทั่วไปสินค้า “ของปลอมราคาถูก” จากจีนนั้นนอกจากว่าโดยทั่วไปมันจะมีราคาที่ต่ำกว่า “ของจริงราคาแพง” อย่างเห็นได้ชัดแล้ว มันมีความทนทานในการใช้สอยน้อยกว่าของจริงและมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุหรือการเก็บรายละเอียดของสินค้า) ที่แตกต่างไป ซึ่งผู้คุ้นเคยกับสินค้าของจริงมักจะแยกแยะได้ เหล่าผู้ที่แยกแยะได้เหล่านี้นี่เองที่น่าจะเป็นผู้บริโภค “ของปลอมราคาถูก” จากจีนโดยเฉพาะสินค้าหลายๆ ชนิดที่ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้ในทางศิลปวัฒนธรรมในการซาบซึ้งซึ่งสุนทรียะของสินค้า ดังนั้นการบริโภค “ของปลอมราคาถูก” จากจีนจึงดูจะเป็นเรื่องของทางเลือกของผู้บริโภคที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเป็นอย่างดี มากกว่าความหลงผิดของผู้บริโภคผู้โดนหลอก

สินค้า “ของปลอมราคาถูก” จากจีนแต่ละชนิดมีธรรมชาติของการบริโภคที่ต่างกันไปในแต่ละท้องที่ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับราคาและคุณภาพของสินค้า “ของจริงราคาแพง” ในแต่ละท้องที่ไปจนถึงบรรดาสินค้าทดแทนและปัจจัยอื่นๆ อีกสารพัดในท้องถิ่นด้วย อาจจะมองเห็นภาพใด้ยากถ้าผู้เขียนไม่ยกตัวอย่างที่จับต้องได้ ในที่นี้ผู้เขียนจึงจะยกตัวอย่างสินค้าที่ผู้เขียนได้ศึกษามาในตลาด กทม. มันคือ "กีตาร์ไฟฟ้าปลอมจากจีน"


mr.zippo      28 พ.ย. 55   เวลา 13:51:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 101.108.131.35
 


  คำตอบที่ 1  
 
การเดินทางของกีตาร์ไฟฟ้า : จากอเมริกาถึงจีน

กีตาร์ไฟฟ้าเป็นสินค้าทางศิลปวัฒนธรรมที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในโลกตั้งแต่ประมาณกลางศตวรรษที่ 20 มันเริ่มเป็นสินค้าที่นักดนตรีทั่วโลกคลั่งไคล้ไปพร้อมๆ กับกระแสความคลั่งใคล้ดนตรีร็อคแอนด์โรลที่เริ่มขึ้นในอเมริกาตอนกลางทศวรรษที่ 1950 ซึ่งความคลั่งใคล้ก็รุนแรงขึ้นในยุคทองของดนตรีร็อคทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกาในทศวรรษที่ 1960 ภาพฝันของการเป็นนักดนตรีเล่นกีตาร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่วัยรุ่นทั่วโลกที่ได้สัมผัสวัฒนธรรมดนตรีอันมีต้นกำเนิดจากอเมริกาและกระจายไปทั่วโลกนี้


ประเด็นที่ว่าดนตรีร็อคนั้นจริงๆ แล้วมันเป็น “ของ” อเมริกันหรือมันเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในระดับโลกอาจเป็นสิ่งที่สามารถโต้เถียงกันได้อย่างไม่รู้จบ แต่สิ่งที่ไม่อาจจะโต้เถียงได้ง่ายๆ เลยก็คือ กีตาร์ไฟฟ้าอันเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เลยของดนตรีร็อคนั้นดั้งเดิมแล้วเป็นสินค้าอเมริกันแน่ๆ

ผู้เขียนคงจะไม่อยากสาธยายประวัติศาสตร์กีตาร์ไฟฟ้าในบทความนี้
(ในตอนนี้ประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเชิงวิพากษ์ กล่าวคือเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้ภาพต่างจากภาพที่ผลิตซ้ำโดยนิตยสารกีตาร์ ได้แก่งานของ Steve Waksman หากสนใจ โปรดดู Steve Waksman, Instrument of Desire: The Electric Guitar and The Shaping of Musical Experience, Massachusetts: Harvard University Press, 2001 [1999])


แต่ถ้าจะให้พูดอย่างย่นย่อแล้วกีตาร์ไฟฟ้าก็เป็นนวัตกรรมของบรรดาบริษัทเครื่องดนตรีในอเมริกา กีตาร์ไฟฟ้าถูกผลิตขึ้นมาครั้งแรกในปี 1931 ดนตรีชนิดแรกๆ ที่มีการใช้กีตาร์ไฟฟ้าในการเล่นก็ได้แก่ดนตรีที่ถือกำเนิดในแผ่นดินอเมริกาอย่างดนตรีบลูส์และแจ๊ส อย่างไรก็ดีการขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่ของกีต้าร์ไฟฟ้าก็เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1950-1960 ที่กีตาร์ไฟฟ้ามันกลายมาเป็นดนตรีหลักที่ขาดไม่ได้ของดนตรีสมัยนิยมที่เกิดขึ้นใหม่อย่างดนตรีร็อคแอนด์โรล

(จริงๆ เครื่องดนตรีที่กลายมาเป็นเครื่องดนตรีหลักอย่างหนึ่งของดนตรีสมัยนิยมอีกอย่างหนึ่งก็คือเบสไฟฟ้า ที่กลายมาเป็นส่วนประกอบที่ขายไม่ได้ของดนตรีร็อคตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาหลังจากมันถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1950 แต่ก็ยังไม่ถึงกับได้ความล้นหลามในยุคร็อคแอนด์โรล เพราะ “มือเบส” ยุคนั้นส่วนใหญ่ก็ยังจะนิยมชมชอบการเล่นดับเบิลเบสตามขนบเดิมของดนตรีคนดำต่างๆ ที่แตกแขนงมาจากดนตรีบลูส์มากกว่า)


การขยายตัวของความนิยมดนตรีร็อคแอนด์โรลสร้างอุปสงค์กีตาร์ไฟฟ้าตามมาและบริษัทที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์นี้ก็คือบริษัทผลิตกีต้าร์ไฟฟ้ารายใหญ่ของอเมริกาอย่าง Fender Musical Instrument Corporation กับ Gibson Guitar Corporation ซึ่งเป็นเจ้าของยี่ห้อกีต้าร์ Fender และ Gibson ตามลำดับ จริงๆ แล้ว ทั้ง Fender และ Gibson ล้วนไม่ใช่บริษัทที่ริเริ่มผลิตกีต้าร์ไฟฟ้าเป็นรายแรกๆ แต่ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทที่สามารถครองตลาดได้ด้วยการผลิตกีตาร์ไฟฟ้าได้ในจำนวนมากๆ จนทำให้กีต้าร์รุ่น Stratocaster ของ Fender และ Les Paul ของ Gibson แทบจะเป็นตัวแทนของกีตาร์ทั้งหมดไปแล้วในปัจจุบัน


(ประเด็นนี้ค่อนข้างซับซ้อนแต่ถ้าจะให้พูดสั้นๆ คือทั้งสองบริษัทประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้ด้วยนวัตกรรมด้านปิคอัพ (pick up) หรือแม่เหล็กรับสัญญาณเสียงจากการสั่นของสายที่เปรียบเสมือนไมค์ของกีตาร์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับกีตาร์ตัวตัน (solid body) ซึ่งหมายถึงการที่ตัวกีตาร์ (body) ทำจากไม้ทั้งชิ้นที่ไม่มีช่วงว่างตรงกลาง ตัวกีตาร์แบบนี้ให้สุ้มเสียงที่หนักแน่นกว่าไปจากกีตาร์ไฟฟ้าในยุคก่อนที่ยังมีช่องว่างในเนื้อไม้ที่ตัวกีตาร์หรือที่เรียกว่ากีตาร์แบบเซมิฮอลโลว์ (semi-hollow)


ทั้ง Fender และ Gibson แทบจะผูกขาดการผลิตและส่งออกกีตาร์ไฟฟ้า นักดนตรีร็อคและมือกีตาร์ไฟฟ้าชื่อดังแทบจะทั้งหมดของทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ล้วนใช้สินค้าของสองบริษัทนี้ และไม่ว่าจะด้วยคุณภาพสินค้าที่ดีหรือการอยากเอาอย่างเหล่าดาราร็อคก็ตาม นักกีตาร์จากทั่วโลกก็ปรารถนาที่จะใช้สินค้าของสองยี่ห้อนี้ นี่เป็นสาเหตุของการเริ่มครองตลาดในระดับโลกของกีตาร์ไฟฟ้าอเมริกันทั้งสองยี่ห้อ


ในทศวรรษที่ 1980 ที่ดนตรีฮาร์ดร็อคละเฮฟวี่เมทัลหัวฟูทั้งหลายเริ่มได้รับความนิยม พื้นที่ของการแข่งขันการผลิตกีต้าร์ไฟฟ้าก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ดนตรีฮาร์ดร็อคสมัยนิยมในช่วงนี้ต้องการลักษณะของกีต้าร์ไฟฟ้าที่ต่างออกไปจากกีตาร์ยอดนิยมในยุคก่อนอย่าง Stratocaster ของ Fender และ Les Paul ของ Gibson เนื่องจากกีตาร์ไฟฟ้าแบบเก่าทั้งสองมีเสียงที่โบราณเกินไป

(ความโบราณในที่นี้โดยรวมหมายถึงโทนเสียงที่เน้นย่านสูงต่ำและตัดย่านกลางออกไปพร้อมๆ กับการมีหางเสียงที่ยืดยาว ลักษณะของเสียงกีตาร์แบบนี้เรียกโดยรวมๆ ว่าเสียงแบบ "วินเทจ" (vintage) ซึ่งบรรดามือกีตาร์ทศวรรษที่ 1980 ไม่ปรารถนานัก เพราะพวกเขาต้องการกีตาร์ที่เพิ่มย่านเสียงกลางและมีเสียงที่ห้วนสั้นซึ่งเหมาะกับการเล่นอย่างรวดเร็วอย่างชัดเจนอันเป็นที่นิยมในทศวรรษนี้มากกว่า)

มีรูปทรงที่ไม่ทันสมัย (แน่นอนว่านักดนตรีร็อคเป็นนักดนตรีที่ห่วงใยภาพลักษณ์มาก ดังนั้นภาพลักษณ์ภายนอกของเครื่องดนตรีจึงมีความสำคัญ จะเห็นได้ว่ากีตาร์ไฟฟ้าในทศวรรษที่ 1980 จะมีส่วนหัว (headstock) และสีที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่ายุคก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือคือรูปทรงของกีตาร์ไฟฟ้าในยุคนี้ก็ไม่ได้แปลกพิสดารอะไรนัก แต่เป็นแบบกีตาร์ Stratocaster ที่เปลี่ยนส่วนโค้งเว้าและส่วนหัวให้ดูทันสมัยกว่า และในหลายๆ ครั้งมันก็อาจมีน้ำหนักเบากว่า Stratocaster แบบดั้งเดิมของ Fender และน้ำหนักเบากว่า Les Paul ของ Gibson ที่มักจะทำจากไม้เนื้อแข็งแน่นๆ แต่จะมีแรงขับของเสียงที่สูงเพื่อให้ได้เสียงที่หนักแน่นเหมาะกับดนตรีในยุคนี้)

(ลักษณะของน้ำหนักที่เบาไปพร้อมๆ กับมีเสียงที่หนักแน่นนี้สอดรับกับความต้องการของนักดนตรีฮาร์ดร็อคยุคนี้ที่ต้องการได้เครื่องดนตรีที่เสียงที่หนักแน่นไปพร้อมๆ กับที่สามารถวิ่งกระโดดไปมาบนเวทีขนาดใหญ่ ในแง่นี้การใช้ปิคอัพแบบแรงขับสูง (high output) บนกีตาร์ที่ทำจากไม้ที่ไม่ใช้เนื้อแข็งจึงสมเหตุสมผลกับความต้องการของนักดนตรี เพราะแรงขับของปิคอัพ จะมาแทนที่ความหนักแน่นของเสียงที่ดั้งเดิมมาจากการใช้ไม้เนื้อแข็งอย่างหนามาทำตัวกีตาร์ (อันเป็นที่มาของน้ำหนักอันโด่งดังของกีต้าร์ Gibson)
อนึ่ง กีต้าร์ยุคทศวรรษ 1980 นี่เป็นที่รู้จักกันรวมๆ ว่า Superstratocaster (หรือ Superstrat) กล่าวคือเป็น Stratocaster ดัดแปลงใหม่ที่ “ดี” กว่าเดิมนั่นเอง)


และไม่มีคันโยกที่ให้อิสระแก่การสร้างเสียงที่เพียงพอ (กีตาร์ของ Fender มักจะมีคันโยกที่โยกลงให้สายหย่อนได้อย่างเดียว ส่วนกีต้าร์ของ Gibson โดยทั่วไปมักจะไม่มีคันโยกเลย แต่กีตาร์ที่บรรดานักกีตาร์ทศวรรษที่ 1980 นิยมมักจะเป็นกีตาร์ที่สามารถโยกขึ้นและลงได้อย่างอิสระ ซึ่งคันโยกแบบนี้ในช่วงแรกจะเรียกเรียกว่า "คันโยกฟลอยด์โรส" (Floyd Rose) ตามชื่อผู้ประดิษฐ์มันขึ้นมาและผลิตมันมาขายเป็นรายแรก อย่างไรก็ดีในช่วงหลังๆ คันโยกที่มีคุณลักษณะแบบนี้ก็ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย)


บริษัทผลิตกีตาร์อื่นๆ ในท้องตลาดอเมริกาอย่าง Kramer และ Jackson ที่เน้นผลิตกีตาร์รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับความต้องการของมือกีตาร์ในยุคนี้ก็จึงเริ่มมาเป็นผู้เล่นที่สำคัญในตลาดกีตาร์ยุคนี้ นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษนี้ยังเป็นช่วงที่บริษัทกีต้าร์ญี่ปุ่นที่ผลิตกีต้าร์ในญี่ปุ่นที่ผลิตกีตาร์สไตล์ยุคทศวรรษ 1980 อย่าง Aria, ESP และ Ibanez เริ่มเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในตลาดกีตาร์ไฟฟ้าด้วย


ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 การย้ายฐานการผลิตเครื่องดนตรีเพื่อให้ต้นทุนของเครื่องดนตรีและราคาขายลดลงเพื่อตอบสนองความต้องการกีตาร์ไฟฟ้าของเหล่านักกีตาร์ก็เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญ (จริงๆ แล้วปรากฏการณ์แบบนี้ปรากฏอยู่เนืองๆ แต่ไม่แพร่หลาย ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรีเยอรมันอย่าง Hofner ที่สมาชิกวง The Beatles บางส่วนใช้ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่มีราคาถูกกว่าบรรดาเครื่องดนตรีจากอเมริกาเช่นกันในบริบทอังกฤษทศวรรษที่ 1960)


เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นมา Fender ก็ไม่ได้มีการผลิตแค่ในอเมริกาเท่านั้น แต่ก็มีการผลิตในเม็กซิโก และญี่ปุ่นในเวลาต่อมาด้วย บริษัทผลิตกีตาร์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ ก็มีการย้ายฐานการผลิตเพื่อผลิตกีตาร์ไฟฟ้ารุ่นราคาถูกไปในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี อินโดนีเซีย และจุดจบของการเดินทางไปสู่ต้นทุนการผลิตที่ถูกที่สุดอย่าง "จีน"


จีนเป็นปลายทางของการลดราคาการผลิตเครื่องดนตรีเพราะมันผลิตเครื่องดนตรีได้ถูกที่สุด ทุกวันนี้ในท้องตลาดจีนการหาซื้อกีตาร์ไฟฟ้ามือหนึ่งที่ผลิตในจีนราคาไม่เกิน 2,000 บาทนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในขณะที่เราน่าจะแทบจะหากีตาร์ไฟฟ้ามือหนึ่งที่ผลิตในอเมริกาที่ราคาต่ำกว่า 20,000 บาทไม่ได้ด้วยซ้ำแม้จะซื้อในต้นทางการผลิตอย่างอเมริกาเอง นี่น่าจะเป็นหลักฐานเชิงปริมาณสั้นๆ ที่ทำให้เห็นราคาของกีตาร์ไฟฟ้าที่ราคาถูกบ้าเลือดอันมีต้ำกำเนิดจากจีน

   mr.zippo      28 พ.ย. 55   เวลา 14:00:00    IP = 101.108.131.35
 


  คำตอบที่ 2  
 
จากกีตาร์จริงมาสู่ “งานเฟค”

จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน จีนน่าจะเริ่มมาเป็นผู้ผลิตกีตาร์รายสำคัญในเวลาไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเพราะอย่างน้อยๆ ช่วงราวๆ ปลายทศวรรษที่ 1990 จนถึงต้นทศวรรษที่ 2000 กีตาร์ไฟฟ้าจากจีนก็ยังไม่ปรากฎแพร่หลายนักในท้องตลาดไทย ผู้เขียนสันนิษฐานว่ากีตาร์ไฟฟ้าจากจีนน่าจะมีการเริ่มผลิตอย่างจริงจังในช่วงกลางทศวรรษที่ 2000 อันเป็นช่วงหลังจากที่จีนเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2001
(ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลว่าบริษัทกีตาร์บางบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตไปที่จีนในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี เช่น Gibson ก็ตั้งโรงงานในจีนเมื่อปี 2002 เพื่อผลิตกีตาร์ยี่ห้อ Epiphone อันเป็นบริษัทผลิตกีตาร์ไฟฟ้าที่ทาง Gibson ได้ซื้อกิจการมาแล้ว)


และนั่นเป็นที่มาของ “งานเฟค” หรืองานเลียนแบบกีตาร์แบรนด์ดังจากอเมริกาที่ปรากฏขึ้นแพร่หลายในปัจจุบัน
(บางครั้ง “งานเฟค” ก็อาจถูกเรียกว่า “งานมิเรอร์” ที่มาจากคำว่า mirror ซึ่งก็เป็นการสื่อถึงงานเลียนแบบที่เหมือนแต่หลีกเลี่ยงคำที่สื่อถึงความเป็นของปลอมนั่นเอง)


สาเหตุที่จีนสามารถผลิตกีตาร์ไฟฟ้าเหล่านี้ได้ ผู้เขียนสันนิษฐานว่าเกิดจากการที่บริษัทกีตาร์ข้ามชาติต่างๆ ได้ย้ายฐานการผลิตไปในจีน การย้ายฐานการผลิตทำให้เกิดการถ่ายเทความรู้และมาตรฐานการผลิตกีตาร์ต่างๆ ไปในโรงงานและคนงานในจีน อย่างน้อยๆ บริษัทกีตาร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Fender และ Gibson ก็ล้วนมีโรงงานอยู่ในจีนทั้งสิ้น แม้ว่าสินค้าที่ผลิตมาจากจีนของโรงงานของสองบริษัทใหญ่นี้จะไม่ควรค่าที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของกีตาร์ของสองบริษัทนี้เพราะเท่าที่ทราบกีตาร์ที่ผลิตในจีนของสองยี่ห้อนี้ก็ไม่ได้มียี้ห้อ Fender หรือ Gibson แต่มันถูกผลิตในยี่ห้อของบริษัทลูกที่ทั้งสองบริษัทได้ซื้อกิจการมาซึ่งก็คือ Squier และ Epiphone ตามลำดับ

(เรื่องราวของการซื้อกิจการบริษัทกีตาร์ไฟฟ้าอื่นๆ ของ Fender และ Gibson น่าสนใจมาก เพราะยี้ห้อของกีตาร์ไฟฟ้าที่รู้จักกันดีจำนวนมากก็ได้กลายมาเป็นแบรนด์ลูกของสองแบรนด์นี้เรียบร้อยแล้ว โดย Fender ก็มีแบรนด์ลูกอย่าง Squier, Jackson, Charvel, Hamer เป็นต้น ส่วน Gibson ก็มีแบรนด์ลูกอย่าง Epiphone, Kramer, Steinberger เป็นต้น)

ซึ่งนี่ต่างจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Ibanez ที่สินค้าที่ผลิตในจีนก็ยังใช้ยี่ห้อ Ibanez อยู่ แม้ว่ารุ่นที่ผลิตในจีนจะถือเป็น “รุ่นต่ำ” ก็ตาม

สำหรับคนเล่นกีตาร์ไฟฟ้าจำนวนมากทั่วโลก กีตาร์ไฟฟ้ายี่ห้อดังที่ผลิตในจีนก็จัดเป็นงานที่มีมาตรฐานอยู่ เพราะโรงงานที่ผลิตกีตาร์เหล่านี้ก็มีการควบคุมคุณภาพการผลิต ซึ่งความแตกต่างของกีตาร์พวกนี้กับบรรดากีตาร์ที่ผลิตในอเมริกาหรือญี่ปุ่นก็จะเป็นเรื่องของพวกเนื้อไม้ ปิ๊คอัพ ฮาร์ดแวร์อื่นๆ (เช่นลูกบิดและคันโยก) และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่การผลิตในประเทศจีนก็มักจะถือว่ามีคุณภาพด้วยกว่า และแน่นอนราคาถูกกว่า

(อย่างไรก็ดีนี่เป็นความต่างกันของรุ่นของกีตาร์ไฟฟ้าต่างๆ ด้วย กีตาร์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนจำนวนมากแม้ว่ามันจะดูคล้ายกับกีตาร์ไฟฟ้าที่ผลิตในอเมริกา แต่จริงๆ มันก็มักจะเป็นคนละรุ่น กล่าวคือถือว่าเป็นสินค้าคนละชนิดของบริษัท)


ส่วนทางด้านความแตกต่างกันของสินค้าแบรนด์ชื่อต่างๆ ที่ผลิตในจีน กับสินค้าแบรนด์โนเนมที่ผลิตในจีนที่จะเห็นได้ชัดก็คือวัตถุดิบที่แย่กว่า การประกอบที่แย่กว่า และมาตรฐานการผลิตที่ต่ำซึ่งทำให้เครื่องดนตรีในรุ่นเดียวกันแต่ละตัวมีความแตกต่างกันไม่มีมาตรฐานที่เหมือนกันตามการผลิตแบบอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ข้อเสียนี้ก็ทดแทนด้วยราคาที่ถูกของเครื่องดนตรีจากแบรนด์จีนที่โดยเฉลี่ยจะถูกกว่าเครื่องดนตรีแบรนด์ที่ไม่ใช่จีนแต่ผลิตในจีนประมาณครึ่งหนึ่ง


ไม่ว่าเครื่องดนตรีจากจีนจะฉาวโฉ่ด้านคุณภาพแค่ไหน แต่ข้อเท็จจริงก็คือโรงงานในจีนในหลายๆ ส่วนก็มีคุณภาพที่สูงกว่ามาตรฐานของเครื่องดนตรีจีนโดยทั่วไป โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตสินค้าให้แบรนด์ต่างประเทศ และโรงงานเหล่านี้เองที่มีศักยภาพในการผลิต “งานเฟค” ชั้นดี

   mr.zippo      28 พ.ย. 55   เวลา 14:07:00    IP = 101.108.131.35
 


  คำตอบที่ 3  
 
ชีวิตทางสังคมของ “งานเฟค” ใน กทม.


“งานเฟค” เป็นคำที่รู้จักกันทั่วไปในท้องตลอดกต้าร์ กทม. หรือกระทั่งในไทยในปัจจุบัน คำๆ นี้ใช้หมายถึงกีตาร์ที่ผลิตจากจีนที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกีตาร์ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา (หรือประเทศอื่นๆ) ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น โลโกยี่ห้ออันโดดเด่นบนคอกีต้าร์ คำว่า “Made In USA” ซีเรียลนัมเบอร์ที่อยู่หลังคอกีต้าร์ ไปจนถึง สติกเกอร์ธงชาติอเมริกาที่ติดอยู่บนตัวกีตาร์ (บางรุ่น) ซึ่งงานพวกนี้ก็มีหลายเกรดเช่นกันต่างกันไปตามความละเอียด งานที่ละเอียดน้อยๆ อาจไม่มีโลโกของยี้ห้อหลังลูกบิดขันสายกีตาร์ หรือมีรูปลักษณ์ของปิ๊คอัพที่ไม่เหมือนกีตาร์ตัวต้นแบบ งานที่ละเอียดมากๆ จะไม่มีความแตกต่างพวกนี้


แต่ความแตกต่างเล็กน้อยจะไปอยู่ที่ความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ไม่คุ้นเคยกับกีตาร์รุ่นที่เป็นต้นฉบับยากจะรู้ เช่นเหลี่ยมมุมเล็กๆ ของฮาร์ดแวร์หรือความเรียบร้อยในการตะไบคอกีต้าร์ และสิ่งที่จะแยกแยะได้อีกสิ่งก็คือเสียงกีตาร์เอง ที่เอาจริงๆ แล้วแม้บรรดา “งานเฟค” ก็ไม่ใช่กีตาร์ที่เสียงทุเรศทุรังนัก (บางชิ้นจัดเป็นกีตาร์เกรดดีที่ผลิตจากจีนด้วยซ้ำ) อย่างไรก็ดีด้วยคุณภาพของไม้และปิคอัพต่างๆ ก็ทำให้เสียงมันมิอาจสู้กีตาร์ที่ผลิตในอเมริกาได้สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหูมาให้แยกแยะเสียงกีตาร์ไฟฟ้าได้อย่างละเอียด


โดยเฉพาะถ้าวัดกันที่เสียงที่ยังไม่ได้ปรับแต่งอะไรหรือ “เสียงคลีน” อย่างไรก็ดีก็มีผู้รู้เล่าให้ผู้เขียนว่าหากใส่เอฟเฟคให้กีตาร์เสียงแตกตามแนวทางการเล่นดนตรีร็อคปกติ การแยกแยะจะทำได้ยากมาก และแน่นอนว่าสำหรับผู้ไม่เชี่ยวชาญด้านเสียงกีตาร์แล้ว ไม่ว่าเสียงจะมาในรูปแบบไหน การแยกแยะก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อแยกแยะไม่ได้สำหรับนักดนตรีจำนวนมากหลัก “กีตาร์จะผลิตจากไหนไม่สำคัญ เล่นได้เหมือนกัน” ก็ดูจะมีอิทธิพลต่อการซื้อกีตาร์มากกว่า “คุณภาพเสียง” ที่พวกเขาสัมผัสไม่ได้



ในแง่นี้บรรดา “งานเฟค” จากจีนจึงสามารถเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกีตาร์ที่ผลิตในอเมริกาได้อย่างไม่ลำบากนัก มันก็คือกีตาร์จีนคุณภาพดีๆ ตัวหนึ่งนั่นเอง ซึ่งในท้องตลาดไทยบรรดา “งานเฟค” ทั้งหลายมักจะขายพร้อมกล่องใส่กีตาร์แบบแข็งในราคาไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับกีตาร์รุ่นเดียวกันของจริงแล้ว นี่อาจะเป็นราคาที่ถูกกว่าราวๆ 3-5 เท่าได้เพราะกีตาร์รุ่นที่ถูกทำเป็นงานเฟคนั้นมีราคาในท้องตลาดไทยมักจะไม่ต่ำกว่า 40,000 บาทและบางครั้งอาจราคาสูงกว่า 100,000 บาทเสียด้วยซ้ำ


ผู้บริโภค “งานเฟค” เป็นกลุ่มคนที่น่าสนใจพอสมควรซึ่งนี่ก็น่าจะเชื่อมโยงกับความนิยมชมชอบในยี่ห้อกีตาร์บางยี่ห้อที่มีลักษณะเป็นของสะสมที่สวยงามด้วย จากการสังเกตุและพูดคุยกับผู้นำเข้า “งานเฟค” จากจีนมาขายในไทยบางส่วนพบว่าแทบทั้งหมดไม่ได้มีการปิดบังใดๆ ว่าสินค้าที่ตนมาขายเป็น “งานเฟค” ซึ่งการปิดบังก็อาจเปล่าประโยชน์อยู่ดีเนื่องจากราคาที่ตั้งของกีตาร์ไฟฟ้าพวกนี้ก็ดูจะไม่อาจทำให้ผู้ที่รู้ราคาตลาดของกีตาร์ไฟฟ้าเหล่านี้คิดเป็นอื่นไปได้

(แต่ “กีตาร์ปลอม” หรือ “งานเฟค” ที่ถูกนำมาขายในฐานะของกีตาร์ที่ทำในอเมริกาก็ยังมีในท้องตลาดอยู่ อย่างไรก็ดี การขาย “งานเฟค” แบบนี้ปรากฏน้อยมาก และถ้ามีผู้พบก็จะมีการประจานผู้ขายอย่างกว้างขวางโดยเร็วๆ ในชุมชนคนเล่นกีตาร์บนอินเทอร์เน็ต)


น่าสนใจว่าเท่าที่ผู้เขียนทราบมาลูกค้างานเฟคส่วนใหญ่จะเป็นคนในวัยทำงานแล้วที่ส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาเล่นกีตาร์ด้วยซ้ำ การซื้องานเฟคไปประดับบ้านดูจะเป็นเรื่องของคุณค่าทางจิตใจของการครอบครองกีตาร์ที่ตนเองเคยอยากได้ในวัยหนุ่มมากกว่า ซึ่งบางคนก็มีสั่งงานเฟคไปเป็นสิบๆ ตัวเพื่อประดับบ้านด้วยซ้ำ ซึ่งการซื้อกีตาร์ไปประดับแบบนี้ก็ดูจะคล้ายๆ กับการซื้อภาพเขียนที่เลียนแบบภาพเขียนดังๆ ไปประดับบ้านอยู่เหมือนกัน


ลูกค้าอีกส่วนเป็นนักกีตาร์ที่ต้องการซื้องานเฟคมาโมดิฟายด์ใหม่ให้ดีขึ้นและเหมาะแก่การเล่นมากขึ้น ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ในราคาที่ถูกกว่าที่จะต้องไปซื้อกีตาร์รุ่นเดียวกันของจริงอยู่ดี เพราะสองจุดอ่อนหลักของงานเฟคอันได้แก่ส่วนเฟร็ตที่ไม่ทนทาน และปิ๊คอัพที่ให้เสียงที่ไม่ดีนัก ก็สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนเฟร็ตและปิ๊คอัพที่น่าจะต้องทำให้มีต้นทุนของกีตาร์เพิ่มอีกแต่โดยทั่วไปก็ไม่น่าจะเกิน 10,000 บาท ซึ่งก็ยังทำให้ต้นทุนของกีต้าร์ที่ได้รับการโมดิฟายด์แล้วถูกกว่ากีตาร์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากอเมริการุ่นเดียวกันที่มีขายในไทยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ดี


สำหรับผู้นำเข้างานเฟคบางเจ้า ลูกค้าก็สามารถสั่งปรับรายละเอียดต่างๆ ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นไม้ สี หรือองค์ประกอบอื่นๆ นี่นำมาความน่าสนใจของงานเฟคคือ สุดท้ายแล้วมันก็คืองานแบบคัสตอมเมด (custom made) หรือกีตาร์สั่งทำพิเศษที่ผู้ใช้สามารถเลือกรายละเอียดได้ตามใจชอบดีๆ นี่เอง สำหรับผู้นำเข้างานเฟคบางรายลูกค้าสามารถเลือกได้หมดไม่ว่าจะเป็นตัวกีตาร์ คอกีตาร์ ตำแหน่งการเจาะรูปปิคอัพกีตาร์และแผงวงจรไฟฟ้า จำนวนปุ่มปรับโทนเสียงและความดังเสียง ฯลฯ ซึ่งนี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องพื้นๆ อย่างสีและเนื้อไม้ เพียงแค่ลบยี่ห้อออก กีตาร์ที่ได้มามันก็กลายร่างจาก “งานเฟค” ไปเป็นกีตาร์แบบคัสตอมเมดที่ปกติราคาสูงลิ่ว


ปัจจุบันผู้เขียนพบว่ามีผู้นำเข้า “งานเฟค” มาขายนับสิบรายใน กทม. ซึ่งแต่ละรายก็รับของจากโรงงานในจีนที่ต่างๆ กันไปเข้ามาขายอย่างต่อเนื่อง เพราะของพวกนี้ก็ดูจะขายได้ง่ายขายดิบขายดีกว่าพวกกีตาร์มือสองที่นำเข้าจากญี่ปุ่นมาก เนื่องจาก “งานเฟค” เหล่านี้มีกลุ่มผู้บริโภคที่ต่างออกไปจากผู้บริโภคของแท้อยู่แล้วตลาดของสินค้าของแท้จึงดูจะได้รับการกระทบน้อยมาก แต่ผลกระทบของตลาดสินค้ามือสองน่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคตเพราะมันจะมี “งานเฟค” จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กระจายอยู่ในท้องตลาดที่ผู้ขายอาจนำไปตั้งราคาขายให้เท่ากีตาร์ไฟฟ้าของจริงที่ผลิตในอเมริกาได้

(อย่างไรก็ดีจริงๆ แล้วกีตาร์มือสองจำนวนมากในตลาดไทยที่ก็มีโลโกของแบรนด์ดังอย่าง Fender และ Gibson อยู่บนส่วนหัวอยู่แล้วทั้งๆ ที่ดั้งเดิมมันเป็นกีตาร์ยี่ห้อโนเนม ตรงๆ นี้ต้องเข้าใจว่าอาการ “บ้าแบรนด์” ก็เกิดขึ้นในโลกของคนเล่นกีตาร์เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในระบบทุนนิยม และนักกีตาร์จำนวนไม่น้อยก็ลงทุนให้ร้านเปลี่ยนโลโกยี่ห้อบนกีต้าร์เพื่อตอบสนองความต้องการตรงนี้ นี่เป็นสิ่งที่ปรากฏทั่วไปในแวดวงคนเล่นกีตาร์ในไทย และการนำกีตาร์เหล่านี้มาขายเป็นกีตาร์มือสองก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งผู้ขายส่วนใหญ่ก็จะไม่ปิดบังเรื่องการเปลี่ยนโลโกนี้แต่อย่างใด)

(ปัญหาที่ตามมาคือแล้วกีตาร์ที่เปลี่ยนโลโกยี่ห้อเหล่านี้ต่างจาก “งานเฟค” อย่างไร?
ในทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามันดูจะไม่ต่างกันเพราะมันเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าเหมือนกัน นี่ทำให้มีข้อถกเถียงในตอนที่มีการแบนห้ามขาย “งานเฟค” ในเว็บบอร์ดของเว็บนี้ ซึ่งเป็นตลาดกีตาร์ออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทยเมื่อไม่นานมานี้ การซื้อขายเครื่องดนตรีมือสองที่ใส่โลโกยี่ห้อดังไปเองเป็นสิ่งที่ปรากฏมานานแล้วและเป็นที่ยอมรับกันอยู่แม้ในปัจจุบันดังที่กล่าวมาก แต่การนำเข้า “งานเฟค” มือหนึ่งจากจีนเป็นปรากฎการที่เกิดขึ้นใหม่เป็นสิ่งที่ผู้คนพยายามจะแบน อย่างไรก็ดีการแบนงานเฟคแต่ไม่แบนกีตาร์มือสองใส่ยี่ห้อเอง ในนามของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นไปไม่ได้
ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกันว่าผลของการแบนเป็นอย่างไร แต่คาดว่าข้อเสนอที่ลักลั่นแบบนี้ก็น่าจะแก้ปัญหาด้วยการ “หยวนๆ ไป” ไม่ต่างจากในอาณาบริเวณอื่นๆ ของสังคมไทยที่การเลือกบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นเรื่องปกติ)


แน่นอนว่าอาจมีผู้บริโภคบางส่วนตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงนี้ แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ สุดท้ายกีตาร์ไฟฟ้าก็เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่หน้าที่พื้นฐานของมันคือการสร้างเสียงดนตรี และต้นเหตุพื้นฐานของราคาเครื่องดนตรีที่แพงก็คือคุณภาพเสียงที่แตกต่างกันที่มันจะมอบให้ ซึ่งถ้าผู้ซื้อโดนหลอกลวงให้ซื้อ “งานเฟค” ทั้งๆ ที่เขาได้ลองเสียงมาแล้ว ได้ลองเล่นแล้วแต่ยังคิดว่าเป็นของจริง บางทีสิ่งที่ “หลอกลวง” ผู้บริโภคจริงๆ ก็อาจเป็นโลโกยี่ห้อกีตาร์ที่ติดอยู่บนกีตาร์ไฟฟ้าของจริงเองก็ได้ เพราะถ้าหากปราศจากมันไปแล้วความแตกต่างมันไม่มีเหลือ การมีมันอยู่ก็คงจะเป็นแค่การสร้างมายาของความต่างอันเกิดจากตราสินค้าที่เกิดจากการโฆษณาสารพัดรูปแบบเท่านั้นเอง และนั่นก็เป็นการ “หลอกลวง” ที่มีมาตลอดอย่างปราศจากการวิพากษ์.


เขียนเมื่อ : ๐๖/๐๙/๒๕๕๕๕


   mr.zippo      28 พ.ย. 55   เวลา 14:20:00    IP = 101.108.131.35
 


  คำตอบที่ 4  
 
ชัดเจนครับ

   anthonyjason      28 พ.ย. 55   เวลา 14:27:00    IP = 124.122.155.66
 


  คำตอบที่ 5  
 
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

อยากให้มีการปักหมุดกระทู้นี้จริงๆ :D

   junraiman      28 พ.ย. 55   เวลา 14:31:00    IP = 61.47.106.226
 


  คำตอบที่ 6  
 
มันมีความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้มากทีเดียวครับ...แต่ผมว่าหลายข้อเราไม่ยอมรับกันแน่ๆว่ามันจริงเพราะเหมือนโดนตบหน้า

   สมาชิกแบบพิเศษ      หมากกระเด็น      28 พ.ย. 55   เวลา 14:40:00    IP = 110.49.226.70
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 7  
 
ผมชอบกระทู้นี้ครับ

   Heavymetal      28 พ.ย. 55   เวลา 14:42:00    IP = 203.155.165.25

User ID นี้ถูกระงับการใช้งานชั่วคราว  
 


  คำตอบที่ 8  
 
ขอบคุณครับ

   jimmie_vaughan      28 พ.ย. 55   เวลา 14:43:00    IP = 171.5.61.73
 


  คำตอบที่ 9  
 
เยี่ยมเลย..Save As

   nu3000      28 พ.ย. 55   เวลา 14:54:00    IP = 208.100.40.42
 


  คำตอบที่ 10  
 
เดี่ยวมาอ่านครับ

   The_guitar      28 พ.ย. 55   เวลา 15:03:00    IP = 210.118.108.254
 


  คำตอบที่ 11  
 
ได้แง่คิดดีคับ ขอบคุณ มากๆที่แบ่งปันตวามรู้กัน

   tar_zeed      28 พ.ย. 55   เวลา 15:07:00    IP = 203.146.106.20
 


  คำตอบที่ 12  
 
แต่อย่างไร งานกีต้าร์ปลอม ก็ต่างจาก custom made ที่สั่งทำต่างหากนะ



คนจะซื้อกีต้าร์ก็ต่อเมื่อ ภาพลักษณ์ ความสวยงาม ของกีต้าร์มาก่อนเลย
แต่ถ้าแบรนด์ไม่สามารถทำได้ งั้นก็ต้องพึ่ง custom made

คนจะซื้อกีต้าร์ก็เพราะว่าเล่นของ Brand แล้วรู้สึกไม่ถนัด
แบรนด์ไม่ทำหรือดีไซน์อย่างที่ตนเองต้องการ แต่ะจะทำดีไซน์ตามศิลปินต้นแบบ ซึ่งผู้เล่นทุกคน มีความถนัดแตกต่างกันไป งั้นก็ต้องพึ่ง custom made


ส่วนคุณภาพของงาน Custom Made ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะสั่งตัวต่อไปหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อย Custom Made ไม่ได้เอาชื่อแบรนด์มาหากิน

อย่างน้อยที่คนหันไปถึ่ง Custom Made เพราะว่าราคาถูกและสามารถตอบสนองได้มากกว่า คำว่า "Brand"


   Heavymetal      28 พ.ย. 55   เวลา 15:09:00    IP = 203.155.165.25

User ID นี้ถูกระงับการใช้งานชั่วคราว  
 


  คำตอบที่ 13  
 
เรื่องนี้ผมก็เคยพูดแล้วนะ สังคมนิยม ทุนนิยม จีนเค้า ให้ต่างชาติเข้าไปตั้ง ฐานโรงงานการผลิต ได้ ส่วนหนึ่งก็ให้คนในชาติเค้าได้มีงานทำ แล้วอีกส่วนเค้าก็ดูด เทคโนโลยี ดูดความรู้ มา ก็ไม่แปลกที่เค้าจะเอามาผลิตขายเองได้ แต่ คุณภาพ มันก็ดีขึ้น ในสินค้าเลี่ยนแบบพวกนี้ คนที่ได้ประโยชน์ ก็ เด็กๆ ในบ้านเรา ที่ เงินในกระเป๋าน้อยๆ แต่ได้มีกีต้าร์ ราคาไม่แพง ไว้ใช้เล่น คุณภาพ มันก็ มีมาตราฐาน มาก พูดได้เลยว่า ใช้ได้ แต่สิ่งที่เลวร้ายก็คือ แทนที่เค้าจะ ตีตรา ยี่ห้ออะไร ซักยี่ห้อขึ้นมา แต่ดัน มาตีตรา สินค้า ยี่ห้อ ดัง ก็เพื่อ จะหลอกขายสินค้าปลอม ในราคาจริง ความไม่ดีอยู่ตรงนี้

   หมูอ้วนไอซ์      28 พ.ย. 55   เวลา 15:23:00    IP = 101.108.6.155
 


  คำตอบที่ 14  
 
ขอบคุณมากครับ

   jimi_thailand      28 พ.ย. 55   เวลา 16:25:00    IP = 203.113.10.153
 


  คำตอบที่ 15  
 
ขอบคุณความเห็นจากพี่น้องกีตาร์ไทยทุกท่านครับ..

วันนี้-วันเพ็ญ เดือนสิบสอง วันลอยกระทง
..ขอให้พี่น้องทุกท่านมีความสุขมากมากนะครับ
รักษ์น้ำ รักษ์สิ่งแวดล้อม ร่วมสักการะพระแม่คงคา..
หากจะไปลอยกระทงก็ขอให้โชคดีกับการลอยฯ ตามที่ตั้งใจไว้ครับ.

   mr.zippo      28 พ.ย. 55   เวลา 17:03:00    IP = 125.24.22.11
 


  คำตอบที่ 16  
 
ขอบคุณครับพี่

   Heavymetal      28 พ.ย. 55   เวลา 17:14:00    IP = 203.155.165.25

User ID นี้ถูกระงับการใช้งานชั่วคราว  
 


  คำตอบที่ 17  
 
ดีครับ........

   BooMMooB  28 พ.ย. 55   เวลา 18:49:00    IP = 110.49.250.107
 


  คำตอบที่ 18  
 
ขอบคุณครับ

   sakai  28 พ.ย. 55   เวลา 20:05:00    IP = 113.53.133.169
 


  คำตอบที่ 19  
 
ขอบคุณครับ^^

   doraemono      28 พ.ย. 55   เวลา 23:43:00    IP = 27.55.8.40
 


  คำตอบที่ 20  
 
เป็นเรื่องจริงที่น่าคิดครับ

   The_Metal      28 พ.ย. 55   เวลา 23:45:00    IP = 171.98.71.61
 


  คำตอบที่ 21  
 
ดีนะ ว่าง เลยอ่านจบ 555 ยาวจริงๆ หวัดดีครับพี่

   iron maiden85      29 พ.ย. 55   เวลา 0:23:00    IP = 203.148.160.50
 


  คำตอบที่ 22  
 
มีปุ่มกด like ไหมครับ

   yok_solo      29 พ.ย. 55   เวลา 3:58:00    IP = 192.55.14.36
 


  คำตอบที่ 23  
 
บทความดีมาก

   sodiax      29 พ.ย. 55   เวลา 4:14:00    IP = 110.171.129.224
 


  คำตอบที่ 24  
 
ยอดดดดดดดดดดดดดดดดด

   ยออด      29 พ.ย. 55   เวลา 6:15:00    IP = 171.6.216.124
 


  คำตอบที่ 25  
 
cxt

   khajon      29 พ.ย. 55   เวลา 9:41:00    IP = 118.175.84.212
 


  คำตอบที่ 26  
 
Thank...


   สมาชิกแบบพิเศษ      naram      29 พ.ย. 55   เวลา 13:31:00    IP = 101.108.218.101
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 27  
 
ขอบคุณครับ .....


   สมาชิกแบบพิเศษ      ผักหวาน      29 พ.ย. 55   เวลา 13:42:00    IP = 101.108.218.101
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 28  
 
ขอบคุณครับ

   p15      29 พ.ย. 55   เวลา 15:58:00    IP = 58.11.172.184
 


  คำตอบที่ 29  
 
:)

   สมาชิกแบบพิเศษ      jia      29 พ.ย. 55   เวลา 17:36:00    IP = 101.109.189.141
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 30  
 
ขอบคุณครับ

   MentalDisease      1 ธ.ค. 55   เวลา 9:19:00    IP = 14.207.117.61
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket