Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  ตำนาน ..... เสือสมิง  
 
คือพอดีช่วงนี้ชอบอ่านนิยาย และสารคดีเรื่องป่าครับ ทั้งของวัฒนา บุญยัง ชาลี เอี่ยมกระสินธ์ บุหลัน รันตี

แต่ละคนก็มีเรื่องสนุกน่าขนลุกและหนึ่งในเรื่องนั้นก็คือเรื่องเสือสมิง วันนี้เลยถือโอกาสนำเรื่องนี้มานำเสนอครับ


.......................................................................

ท่ามกลางป่าลึกในอดีตของเมืองไทยที่ยังอุดมด้วยสิงสาราสัตว์และธรรมชาติ มักมีเรื่องเล่าลึกลับเกี่ยวกับอาถรรพ์ของป่า เชื่อกันว่าทุกป่ามีเจ้าป่าเจ้าเขาคอยคุ้มครอง ชาวบ้าน พรานป่าหรือนักเดินไพรคนไหนไม่เคารพเจ้าที่เจ้าทางก็มักถูกอาถรรพ์ป่าเล่นงาน

“เสือสมิง” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าแห่งป่าที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินได้ฟังผ่านหูกันบ้าง โดยเชื่อว่า เสือสมิงนั้นเป็นผีไพร หรือผีที่สิงสถิตอยู่ตามป่าเขา นับเป็นตำนานผีไทยพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เพียงแต่ว่ามีความแตกต่างที่ปรากฏมาในร่างของสัตว์เจ้าป่า

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า “เสือสมิง” ว่า เสือที่เชื่อว่าเดิมเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแล้วต่อมาสามารถจำแลงร่างเป็นเสือได้ หรือเสือที่กินคนมากๆ เข้า เชื่อกันว่าวิญญาณคนตายเข้าสิง ต่อมาสามารถจำแลงร่างเป็นคนได้





   สมาชิกแบบพิเศษ   top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:10:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 1  
 
หนังสือนิยายของ ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ หนึ่งในเรื่องราวที่เล่าถึง “เสือสมิง”

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:13:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 2  
 
นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งความเชื่อหลักให้ความหมายของเสือสมิงว่า เป็นเสือที่กินคนเข้าไปมากมาย จนมีวิญญาณผีตายโหงสิงสู่อยู่ วันดีคืนดีจะแปลงร่างมาหลอกลวงคนที่เดินทางในป่าเพื่อจับกินเป็นอาหาร โดยมักจะแปลงตัวมาเป็นคนบาดเจ็บ สาวชาวป่า หรือเป็นคนรู้จักมาตามให้กลับบ้านเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อหลงกล และอีกนัยหนึ่งคือผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแต่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ของเข้าตัว กลายเป็นเสือสมิง เสือสมิงพวกนี้จะเรียกว่า สมิงอาคม

เรื่องราวของเสือสมิงนั้นมีหลากหลายจากหลายๆ พื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสามารถหาอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีหลากหลาย และนี่ก็คือฯเรื่องราวเด่นๆของเสือสมิง ได้แก่

เรื่องแรกที่เล่าขานกันว่า ชาวบ้านทางภาคเหนือได้รับความเดือดร้อนเพราะมีเสือเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน เป็นที่หวาดกลัวแก่ชาวบ้าน จึงได้ไปขอความคุ้มครองจากทหารหน่วย ตชด. เพื่อเข้ามาดูแลความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน ทหารจึงส่งกำลังเข้าไปคุ้มครองและได้ล่าเสือตัวนั้น

ในคืนวันหนึ่ง ตชด. ได้จัดกำลังออกตรวจส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนอนพักบนศาลาที่จัดไว้ กลางดึกคืนนั้นศาลาที่หน่วย ตชด. พัก ได้สั่นไหวโยกเอนผิดปกติ เมื่อทหารลุกขึ้นมาดูก็ได้เห็นเสือโคร่งขนาดใหญ่พิงสีตัวอยู่ที่เสาศาลา ทหารจึงยิงปืนใส่เสือโคร่งใหญ่นั้น ทำให้เสือตัวนั้นบาดเจ็บและหนีหายไปในความมืด พอรุ่งเช้าทหารจึงติดตามแกะรอยเลือดเสือตัวนั้นไป ปรากฏว่ารอยเลือดนั้นไปสิ้นสุดที่หลุมเนินดินแห่งหนึ่ง เมื่อทหารขุดหลุมเปิดเนินดินนั้นก็พบศพผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน แต่แปลกประหลาดที่ร่างกายท่อนล่างของเขาเป็นเสือลายพาดกลอน จากการสอบถามชาวบ้านบอกว่าสาเหตุที่ตายเพราะผิดผี จึงกลายมาเป็นเสือสมิง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:14:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 3  
 
อีกเรื่องราวของเสือสมิงเล่ากันว่า พรานป่าคนหนึ่งซึ่งอดีตเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตั้งใจว่าจะไปนั่งห้างส่องสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ก่อนจะเข้าป่าได้สั่งเมียไว้ว่าจะเข้าป่า 3 วัน ไม่ต้องเข้าไปตาม จากนั้นก็เก็บสัมภาระที่จำเป็นเข้าไปค้างแรมในป่า ในค่ำคืนแรกผ่านไปด้วยดี ได้เห็นสัตว์มากมายออกมาหากินตามโป่งดิน แต่ในคืนที่สองบรรยากาศแปลกไป ฟ้ามืดสนิทและเงียบผิดปกติ พอตกดึกจึงยินเสียงฝีเท้าคนเดินอยู่ด้านล่าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงเมียตัวเองเรียก เมื่อมองลงไปจึงเห็นเมียถือตะเกียงเจ้าพายุมาร้องเรียกบอกว่าลูกไม่สบาย ตัวร้อนจัด จึงเข้ามาตามเขากลับบ้านไปดูลูก

พรานป่าเมื่อเห็นดังนั้นจึงทำท่าจะลงจากห้างลงไปหา แต่เกิดเอะใจว่าทำไมเมียถึงรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ และทำไมถึงกล้าหาญมาในป่าลึกกลางคืนโดยไม่กลัวสิงสาราสัตว์ นอกจากนั้นเวลาพูดก็จะไม่ยอมสบตาตรงๆ อีกทั้งหากเดินมาจากบ้านน้ำมันตะเกียงน่าจะหมด แต่ทำไมถึงสว่างอยู่ได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจ หันปากกระบอกปืนส่งให้เมีย และพูดว่า “รับปืนที พี่จะลงไปแล้ว” พอเมียยื่นมือจะรับปืนเขาก็ลั่นไกยิงทันที จากนั้นก็ได้ยินเสียงเสือคำรามและวิ่งหายไปในแนวป่าลึก

รุ่งเช้าพรานป่าจึงตัดสินใจกลับบ้าน และได้เดินเข้าไปสำรวจแนวป่าลึกที่ได้ยินเสียงเสือวิ่งหนีไปเมื่อคืนนี้ จึงได้เห็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่นอนตายอยู่ และเมื่อกลับไปถึงบ้านก็เห็นเมียเลี้ยงลูกอยู่อย่างปกติ นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องเหลือเชื่อของเสือสมิง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:15:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 4  
 
ส่วนเรื่องของชาวกะเหรี่ยงเล่ากันว่า เสือสมิงตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาหรือพระภูมิเจ้าที่ที่ดูแลรักษาปกป้องป่า จึงมีความเชื่อและข้อปฏิบัติว่า ห้ามล่าสัตว์หรือตั้งห้างบริเวณที่เป็นโป่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่เป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า และเสือสมิงมักจะแปลงตัวเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะเป็นเมียเข้ามาตามถึงในป่าบอกว่าลูกป่วยให้กลับบ้าน เป็นต้น เมื่อคนไม่ยอมหลงกลไม่ลงไปหา ก็จะกลับมาใหม่พร้อมด้วยคนอีกสี่คนหามคานใส่ศพของลูกหรือเมียมาก็มี มีบางคนที่ยิงปืนใส่ เช้ามาเมื่อลงจากห้างพบว่ามีรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เพ่นพ่านอยู่บริเวณนั้น และเชื่อว่าคนสี่คนที่เห็นว่าหามคานมานั้นคือขาทั้งสี่ข้างของเสือนั่นเอง

ยังมีอีกหลายเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือสมิงที่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ แต่ใน พ.ศ. นี้ ที่แม้แต่เสือตัวเป็นๆ ในป่าก็ยังหายากเรื่องราวของเสือสมิงก็ดูจะเลือนหายไป แต่เรื่องที่มักเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในหมู่นักอนุรักษ์ก็คือเรื่องสถานการณ์ของเสือในประเทศไทย เพราะเสือโคร่งนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่า ดังคำกล่าวที่ว่า “เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง” การมีเสือโคร่งจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงป่าอันอุดมสมบูรณ์ โดยในปี 2555 ทางกรมอุทยานแห่งชาติให้ข้อมูลว่า คาดว่ามีจำนวนเสือโคร่งในธรรมชาติของเมืองไทยประมาณ 200-250 ตัว

สำหรับผืนป่าที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนั้นก็คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ผืนป่ามรดกโลกของไทย ที่ครอบคลุมพื้นที่เขต จ.อุทัยธานี จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี นับเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยจากการสำรวจของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในช่วงปี 2555 ได้พบเสือโคร่งตัวเต็มวัยกว่า 70 ตัว ในจำนวนนี้เป็นเสือแม่ลูกอ่อนที่มีลูกเล็กๆ 5-6 ตัว และแต่ละตัวจะมีลูก 2-4 ตัว จึงคาดว่าป่าห้วยขาแข้งน่าจะมีเสือโคร่งอยู่ราว 85-90 ตัว เป็นอย่างน้อย

และนอกจากนั้นยังเป็นที่น่ายินดีว่า การสำรวจพื้นที่ป่าโดยรอบห้วยขาแข้ง คือบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน ซึ่งไม่มีรายงานการพบเสือโคร่งมานานแล้วนั้น พบว่าในปีที่ผ่านมาที่อุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งสามารถถ่ายรูปเสือโคร่งตัวเต็มวัยได้มากถึง 10 ตัว

แต่เนื่องจากเสือนั้นเป็นสัตว์ที่มีอาณาเขตในการหากินค่อนข้างกว้าง และจะไม่หากินทับพื้นที่ซึ่งกันและกัน ดังนั้นหากพื้นที่ป่าเหลือน้อยและไม่มีสัตว์ซึ่งเป็นเหยื่อให้หากิน ดังที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งนักอนุรักษ์หลายๆ คนเชื่อว่าจะกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่ามรดกโลกและป่าบริเวณใกล้เคียงกัน ยังไม่พูดถึงเสือที่ถูกมนุษย์ลักลอบล่าตามใบสั่ง สาเหตุเหล่านี้ล้วนทำให้เสือในเมืองไทยลดจำนวนลง กลายเป็นสัตว์หายาก และเสือสมิงก็คงจะหายากยิ่งกว่า อาจพบได้เพียงในละครบางช่องเท่านั้นเอง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:16:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 5  
 
สลับด้วยกฏและข้อห้ามของพรานเมื่อเข้าป่าครับ

.กฎข้อห้ามของพรานล่าสัตว์...ที่ยึดถือ มาแต่โบราณ...เรื่องพวกนี่ควรจะเชื่อและไม่ลบหลู่ครับ...เช่นไม่ยิงสัตว์ที่ ท้องหรือมีลูกอ่อนๆ จะรู้ได้ไงว่าสัตว์นั้นมีลูกหรือกำลังท้อง ต้องหัดสังเกตเองครับ เช่นซูมกล้องส่องนกอยู่ แต่ที่ปากนกคาบแมลงหรือใส้เดือนไว้ตลอด เดาได้เลยครับว่ามันหาอาหารเอาไปป้อนลูกอ่อนของมัน - ยิงสัตว์ต้องยิงให้ตายอย่าปล่อยไปขณะที่สัตว์บาดเจ็บอยู่(เพราะเป็นอันตราย กับพรานอื่น)...ไม่พูดจาหยาบคายขณะออกล่า ....นั่งห้างกลางคืนปวดขี้ปวดเยี่ยวยังไงก็ห้ามลงจากห้างเด็ดขาด มีคนมาเรียกหรือตามให้กลับบ้านก็ห้ามลง ต้องรอจนรุ่งเช้า(บ้างก็กลัวเป็นเสือสมิง-ผีป่า ผีโป่ง ต้องโยนไฟให้คนที่มาเรียกจุดให้ดูก่อน ถ้าจุดไฟได้ก็ลงจากห้างได้..ถ้าไม่ยอมจุดไฟก็ยิงหัวได้เลย)....ไม่ยิงสัตว์ มั่ว ประเภทคะนองปืน เจอตัวอะไรก็ยิงด่ะไปหมด...ห้ามเผาป่าเพื่อให้หญ้าอ่อนระบัดขึ้นใหม่ และมาแอบซุ่มยิงเก้งกวาง-กระต่าย...ห้ามทำปืนผูก(เพราะเป็นอันตรายกับพราน อื่นๆ พรานเก่าๆตายกันมากเพราะโดนปืนประเภทนี้จากพรานรุ่นใหม่ๆที่นำปืนไปผูกไว้ ตามด่านสัตว์เดิน โดยฝืนกฎของพรานเก่าๆ พรานเก่าแทบสูญพันธุ์ ตายแล้วแถมถูกประณามจากชาวบ้านอีก)....ไม่มั่นใจในเป้าอย่ายิง(อาจจะเป็นพวกพรานด้วยกัน นั่งขี้หัวผลุ่บๆโผล่ ๆในดงหญ้าคาหรือที่รกทึบ เพื่อความเป็นส่วนตัว มีประวัติพรานใหญ่ตายคากองขี้ก็แยะเพราะโดนปืนจากพรานกรุง พวกนิยมส่องสัตว์กลางคืน)....ไม่ทิ้งขยะหรือของเหลือใช้ ที่ไม่ใช่ของป่าไว้ในป่า หากจำเป็นจริงต้องกลบฝัง (จะเห็นว่ามีมาแต่โบราณเลย อาจจะเป็นเรื่องกลิ่น ที่สัตว์จะกระสากลิ่นคนเราจากสิ่งของเร็วมาก ทำให้เตลิดหากินในป่าที่ลึกเข้าไปอีก)...ห้ามถ่มน้ำลายในป่า...ต้องทำการข่ม ป่าด้วยการไหว้เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขาทุกครั้ง เมื่อออกล่าสัตว์ในพื้นที่นั้นๆ เซ่นไหว้ด้วยข้าว ยาเส้น- หมากพลู ที่เตรียมไป...อยากยิงอยากได้อะไรก็ขอท่านไป....(เมื่อเอ่ยขอแล้ว ห้ามยิงสัตว์ที่ไม่ได้ขอเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเกิดเภทภัย เช่นขอเก้งกวาง แต่ไปยิงกระทิง จะเกิดฝนถึงพายุใหญ่ จนพรานอยู่ไม่ได้ หรือติดตามกระทิงที่ยิงไม่ได้ เผลอๆถูกฟ้าผ่าตายอีก เพราะไปทำผิดกฎที่ขอไว้)....ห้ามทำห้างบนต้นไทร...ห้ามนั่งห้างบนต้นไม้ที่ มีรากโผล่ขึ้นมาบนผิวดินเด็ดขาด(เพราะต้นไม้พวกนี้มีผีหรือเจ้าที่ สิงอยู่)....ห้ามทำลูกห้างเกินจำนวน(ผมจำไม่ได้ว่าต้องใช้ไม้กี่ท่อนที่มาทำ ลูกห้าง แต่ห้ามถึงสิบท่อนแน่ การนั่งห้างถึงได้ลำบากมากเพราะมีกฎนี้อยู่ จะหาไม้มาทำแยะๆจะได้นั่ง-นอนแบบรอสบายๆอุราไม่ได้เลย)...ห้ามหลับบนห้าง เด็ดขาด...พรานบางคนนั่งหลับ แล้วโดนงูเหลือม-หลามเลื้อยขึ้นไปรัด ก็มีแยะเป็นตำนานเลยเรื่องพวก นี้...ห้ามนั่งห้างที่มียอดไม้ติดชิดๆกันหรือกิ่งก้านใกล้ๆกัน เพราะงูเหลือม-หลามมันจะเข้ามาทางหัวพรานเลยโดยการทิ้งตัวลงมารัดและเขมือบ แบบตื่นๆเนี่ยแหละ เพื่อนพรานมาวู้เรียกตอนเช้า ก็ไม่เห็นแล้วงูเอาไปย่อยแล้ว(มีพรานหลายคนที่หายตัวสาบศูนย์ไปเลยจากบน ห้าง...การนั่งห้าง งูเหลือม-หลามคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพรานที่ชอบเข้าป่าลึกๆ)..... พรานเก่าแก่ชาวกระเหรี่ยงบางคนจะใช้เชือกกล้วยมาทำเป็นเข็มขัด และสร้อยคอ เวลาขึ้นนั่งห้าง (งูเหลือม-หลามจะแพ้ตบะกลิ่นยางจากเปลือกของต้นกล้วยยิ่งแห้งยิ่งดี เคยอ่านเจองูเหลือมเขมือบกินพรานคาไว้ครึ่งตัว เพราะไปติดตรงเอวที่มีเชือกกล้วยผูกไว้ จะกลืนก็ไม่ได้จะคายก็ไม่ออก เพราะถ้าสัมผัสกับเชือกแล้วงูหลาม-เหลือมมันจะนิ่งเลยไม่ค่อยขยับตัว ตัวที่กินพรานเลยขยอกน้ำย่อยจากท้องให้ย้อนขึ้นมาที่ปาก เพื่อจะพยายามย่อยพราน และมีกลิ่นคาวเหม็นคลุ้งไปหมด).....ห้ามนั่งบังไพรตามโป่งดิน บริเวณที่มีดินโป่งต้องหาต้นไม้ทำห้างอย่างเดียว (พรานโบราณเชื่อเรื่องผีโป่งมาก...ผีโป่งมีลักษณะเป็นลูกไฟกลมๆลอยไปลอยมามี เสียงร้องกรีดแหลมเหมือนเสียงผู้หญิงหรือเด็กเล็ก)....ห้ามตั้งแคมป์ใน บริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ(เพราะช้างป่าจะมาเหยียบเอาได้)...กินน้ำจากป่าต้องนำ มาต้มก่อนทุกครั้ง(มีเชื้อมาลาเลีย) วันพระห้ามออกล่าเด็ดขาด...ไม่ตีงูจงอาง...(เพราะกลัวคู่ของมัน)...ไม่นำลูก ของสัตว์ป่ามาขาย-ไม่ทำลายสัตว์ที่กำลังเป็นแม่....ห้ามมีเพศสำพันธ์กันใน ป่า

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:20:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 6  
 
ในป่าดงดิบและขุนเขาของเอเชีย มีเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันในหมู่ชนพื้นเมืองเกี่ยวกับอำนาจมนตราอาถรรพณ์ที่ทำให้เสือโคร่งกลายร่างเป็นมนุษย์และทำให้มนุษย์กลายร่างเป็นเสือ โดยสัตว์ร้ายครึ่งเสือครึ่งมนุษย์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ เสือสมิง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:21:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 7  
 
ความเชื่อเรื่อง เสือสมิง

เสือสมิง เป็นผีตามความเชื่อของชาวไทยและชาวกะเหรี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับป่าและภูติผีวิญญาณสิ่งชั่วร้าย
มีความเชื่อว่าเสือสมิง ถือว่าเป็นเสือชนิดหนึ่ง ที่มีคำสาปอาถรรพ์สถิตอยู่ในตัว สามารถแปลงกายเป็นเสือได้ เพื่อหลอกผู้ที่พบเห็น โดยเฉพาะนักเดินป่า หรือนายพราน ผู้ที่เป็นเสือสมิงอาจเป็นได้หลายแบบ คือ
- เกิดจากดวงวิญญาณของเสือที่ตายแล้ว มาสิงสู่ร่างคน หรือวิญญาณคนที่ตายแล้วยังไม่ไปเกิด จึงได้สิงสถิตและจองจำในร่างของเสือร้าย
- เกิดจากเสือที่อาละวาดกินคนเข้าไปมาก จนมีวิญญาณคนสิงอยู่ในร่าง
- ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถแปลงกายเป็นเสือแต่อาจจะทำผิดครูจึงทำให้เวทมนตร์เข้าหาตัว หรือ ผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแต่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ของเข้าตัวกลายเป็นเสือได้ เสือสมิงพวกนี้จะเรียกว่า สมิงอาคม
เสือสมิง คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า ต้องเป็นเฉพาะผู้หญิง แต่ในความจริงเสือสมิงเป็นได้ทั้งชายและหญิง
- เสือสมิงที่มีฤทธิ์แรง สามารถแปลงกายเป็นเสือตัวใหญ่ในช่วงเวลาไหนก็ได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน มีแรงอาฆาตพยาบาทมาก
- เสือสมิงที่มีฤทธิ์ปานกลาง จะแปลงกายได้ในตอนหวาดกลัวสุดขีด หรือในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงแล้วกลายเป็น เสือลายพาดกลอน
ผู้ที่เป็นเสือสมิง จะมีพฤติกรรมลึกลับในส่วนลึกของจิตใจ ทั้งบุคลิกท่างการแสดงออก จะมีลักษณะคล้ายกับเสือโคร่ง ชอบกินเนื้อสัตว์แบบสุกๆ ดิบๆและมีกลิ่นคาว ถ้าสัตว์อื่นที่ได้พบเห็นจะต้องหวาดกลัวทันที บางรายก็ไม่ปรากฏอาการแต่จะมีการมองด้วยสายตาที่น่ากลัว ผู้คนทั่วไปไม่ค่อยกล้าสบตา
เสือสมิง เป็นความเชื่อที่อาจคล้ายคลึงกับความเชื่อของชนชาติอื่น อาทิ มนุษย์สิงโต (นรสิงห์), มนุษย์หมาป่า , มนุษย์เสือดาว เสือดำ, มนุษย์จระเข้, สกินวอร์คเกอร์
ส่วนวิธีจัดการกับเสือสมิงนั้น
- โยนกล่องไม้ขีดไฟให้ลองจุดดู ถ้าไม่สามารถจุดไม้ขีดไฟได้ แปลว่าเป็นเสือสมิง เพราะเสือสมิงไม่มีนิ้วแบบมนุษย์ มีแต่อุ้งเท้าเป็นเสือตรงบริเวณแขน แลมีฟันเขี้ยวแหลมคม สามารถงอกยาวและหดเล็กได้ รูปแบบที่พบเห็นทั่วไป มักปรากฏตัวออกมาในรูปร่างเหมือนคนปกติทุกประการ แม้กระทั่งนายพรานและผู้อื่นไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย จึงจำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมของคนๆนั้นให้ดี
- ใช้มีดหมอลงอาคมแทง หรือใช้กระสุนปืนศักดิ์สิทธิ์สำหรับฆ่าเสือสมิง เป็นการทำลายวิญญาณของมันให้ไปเกิดใหม่ และไม่ให้วิญญาณไปสถิตร่างเสือตัวอื่น
เสือสมิงตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เชื่อว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาหรือพระภูมิเจ้าที่ ที่ดูแลรักษาปกป้องป่า จึงมีความเชื่อและข้อปฏิวัติว่า ห้ามล่าสัตว์หรือตั้งห้างบริเวณที่เป็นโป่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่เป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า มีผู้ที่เคยพบเห็นเจ้าของโป่งในเวลากลางคืน อ้างว่า มีดวงตาสามดวง ตาดวงที่สามอยู่กลางหน้าผากและเป็นสีเขียวเรืองแสงในความมืด มีเรื่องเล่ากันของชาวกะเหรี่ยงว่า ผู้ที่พบเจอกับเสือสมิง มักจะปรากฏเป็นผู้หญิงหรือเมียเข้ามาตามถึงในป่าแจ้งว่า ลูกป่วยให้กลับบ้าน เป็นต้น ถ้าลงไปก็จะถูกฆ่าตาย บ้างถึงกับว่า เมื่อมีผู้ไม่ยอมลงไป สักพักก็กลับมาใหม่พร้อมด้วยคนอีกสี่คนหามคานใส่ศพของลูกหรือเมียมาก็มี มีบางคนที่ยิงปืนใส่ เช้ามาเมื่อลงจากห้างพบว่า มีรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เพ่นพ่านอยู่บริเวณนั้น โดยเชื่อว่าคนสี่คนที่เห็นว่าหามคานนั้น คือ ขาทั้งสี่ข้างของเสือ เป็นต้น

ความเชื่อเรื่อง เสือสมิง ได้คัดลอกมาจาก http://noo-ddd.exteen.com/20110804/entry

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:23:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 8  
 
ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าดงดิบยามราตรี นายพรานหนุ่มนั่งห้าง (แคร่ที่ผูกไว้บนคบไม้) ตามลำพังที่ริมหนองน้ำ เพื่อดักยิงสัตว์ไปเป็นอาหารและขายเอาเงิน ชั่วขณะหนึ่งที่นั่งอยู่บนห้าง พรานหนุ่มนึกห่วงภรรยาซึ่งกำลังท้องแก่ใกล้คลอดอยู่ที่บ้าน ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงคนเดินมาและหยุดยืนอยู่ใต้ห้าง แสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ส่องผ่านยอดไม้ทำให้เขามองหน้าคนผู้นั้นไม่ชัด นายพรานร้องถามอีกฝ่ายว่า เป็นใคร และเมื่อได้ยินคำตอบว่าผู้ที่มาใหม่เป็นเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดี ก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้น แต่ครั้นเมื่อเพื่อนบ้านผู้นั้นเล่าว่า ที่ต้องบุกป่าฝ่าดงมาในยามดึก เนื่องด้วยภรรยาของนายพรานหนุ่มเจ็บท้องจะคลอดลูก ก็ทำให้พรานหนุ่มตระหนกตกใจและรีบปีนลงจากห้างเพื่อกลับบ้านไปดูแลภรรยา
ทว่าเมื่อเท้าแตะพื้นดิน นายพรานหนุ่มก็นึกถึงคำเตือนของพรานรุ่นเก่า ๆ ขึ้นมาได้ พรานรุ่นเก่าเคยเตือนเขาไว้ว่า หากไปนั่งห้างตามลำพังในป่าตอนกลางคืน และมีคนมาร้องเรียก ก็อย่าผลีผลามลงจากห้าง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเอ่ยอ้างอันใดก็ตาม เพราะนั่นอาจหมายถึง อันตรายถึงชีวิต
เสียงคำรามกระหึ่มดังมาจากเพื่อนบ้านของพรานหนุ่ม ในเวลานี้ ดวงตาของคนผู้นั้นเป็นประกายแดงวาบไม่ผิดอะไรกับดวงตาของเสือร้าย และก่อนที่พรานหนุ่มจะขยับตัว ผู้มาเยือนในยามดึกก็พุ่งเข้าใส่พร้อมกับใช้กรงเล็บตะปบเขาจนล้มลง ก่อนที่ร่างของเพื่อนบ้านผู้นั้นจะกลายเป็นเสือโคร่งตัวมหึมาและใช้เขี้ยวเล็บฉีกร่างพรานเคราะห์ร้ายแหลกเป็นชิ้น ๆ
เรื่องราวของเสือสมิงที่ถูกเล่าต่อ ๆ กันมาในเมืองไทยและประเทศใกล้เคียง ส่วนใหญ่จะคล้ายกับเรื่องข้างต้น จนทำให้มีความเชื่อแพร่หลายในหมู่พรานป่าว่า หากพรานคนใดออกไปนั่งห้างล่าสัตว์คนเดียวในตอนกลางคืนแล้วมีคนไปเรียกให้ลงจากห้างแล้ว ห้ามลงมาเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นเสือสมิงที่แปลงร่างมาลวงให้พรานคนนั้นลงมาและถูกมันจับกิน แต่ความเชื่อดังกล่าวก็ยังมีต่อด้วยว่า หากว่าจำเป็นต้องลงไปจริง ๆ ก็ให้บอกให้คนที่มาตามจุดไฟให้ดู เพราะเชื่อกันว่า ถ้าเป็นเสือสมิงจำแลงมา มันจะกลัวและไม่ยอมจุดไฟให้ หรือในบางท้องที่ก็เล่ากันว่าหากในกรณีคนที่มาตามในยามดึกนั้นถือคบไฟมาด้วย ก็ให้ลองยิงปืนไปที่คบไฟนั้น เพราะหากคนที่มาตามนั้นเป็นเสือสมิงแล้ว มันก็จะคืนร่างและตายทันที เนื่องจากคบไฟที่เห็นนั้น แท้จริงก็คือหัวใจของเสือสมิงนั่นเอง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:24:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 9  
 
ชอบๆ ครับ...

   nu3000      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:28:00    IP = 8.28.150.79
 


  คำตอบที่ 10  
 
ต่อด้วยเรื่องเล่าข้างกองไฟซักเรื่องนะครับ

มื่อสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่นั้น ในยามค่ำคืนคุณพ่อก็จะนั่งเล่าเรื่องราวต่างๆให้พวกเราฟัง ในบางครั้ง
ก็จะมีคนเฒ่าคนแก่อื่นๆในหมู่บ้านมาร่วมสานเสวนาด้วยจนดึกดื่นค่อนคืน เรื่องเล่าส่วนใหญ่ ถ้าหากไม่ใช่เป็นตำนานโบราณ หรือเป็นเรื่องที่เล่าสืบกันมาในหมู่บ้านก็จะเป็นเรื่องของคนโน้นบ้าง คนนี้บ้างคุณพ่อของผู้เขียนถือได้ว่าเป็นนักเลงเก่ามาแต่รุ่นโบราณ แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไป แต่ท่านก็ยังไม่เคยทิ้งลายเสือเก่า ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่า ลักษณะที่เพียงมีใครมองดูก็จะระย่อทันทีอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณพ่อบอกว่า มาจาก "คาถาหัวใจราชสีห์" ที่คุณพ่อจะท่องทุกครั้ง เมื่อยามที่พบปะกับใคร จึงทำให้คนอื่นเกรงขามในบารมี เรื่องนี้เป็นที่กังขากันต่อมา ว่าถ้าหากคนเราได้ท่องคาถานี้แล้ว จะทำให้ผู้คนเกรงอก เกรงใจ หรือว่ามีหัวใจราชสีห์จริงหรือ คำตอบนี้ ขึ้นอยู่ที่ว่า บุคคลนั้นมีความเป็นมาอย่างไรด้วยอย่างคุณพ่อของผู้เขียนเองนั้น มีหลายคนเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเป็นนักเลงเก่าที่สมัยหนุ่มก็ไม่ค่อยยอมลงให้ใครเหมือนกัน นักเลงสมัยเก่า มักจะร่ำเรียนศึกษาวิทยาคมควบคู่กันไปด้วย เพื่อที่จะได้อยู่ยงคงกระพันชาตรี เรียกว่า ถ้าหากฟันแทงไม่เข้าก็จะทำให้กลายเป็นที่เกรงขามของคนทั่วไป ว่างั้นเถอะ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:32:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 11  
 
แต่สำหรับคุณพ่อ ท่านไม่ได้ไปเรียนวิชามาจากที่ไหน ไม่สักยันต์ให้ตัวลาย แต่ท่านก็มีของดีอยู่หลายอย่าง ซึ่งในตอนหลังนั้น
ของขลังของท่านหลายสิ่งนี้ ก็มีบ้างที่สูญหายไปหลังจากที่ท่านเสียชีวิต แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมยังจำได้จนบัดนี้ ถึงของเก่าที่วางอยู่บนหิ้ง
ของคุณพ่อ นั่นก็คือวัวธนูหรือควายธนูสีทองอมดำซึ่งมองดูน่าเกรงขาม

และคุณพ่อจะสั่งห้ามอย่างจริงจังว่า ห้ามใครจับหรือว่าแตะโดยเด็ดขาด วัวธนูตัวนี้ของคุณพ่อ ท่านเล่าว่าเป็นของเก่าแกที่มีมาตั้งแต่สมัยคุณทวด ไม่ทราบเหมือนกันว่าได้มาอย่างไร จากไหน แต่นับจากที่คุณพ่อเติบโตขึ้นมา หลังจากที่คุณปู่เสียชีวิตไป ท่านก็มอบให้สืบทอดกันมา พร้อมทั้งตำรับตำราที่เกี่ยวกับวัวธนูด้วย

ยังจำได้ว่า คุณพ่อเคยเล่าถึงเรื่องราวของวัวธนูตัวนี้ ที่มีประสบการณ์หลายด้าน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้น คล้ายกับตำนานของ
หมู่บ้าน เพราะว่าสถานที่เราอยู่นั้น เป็นบ้านป่าชนบท ห่างไกลตัวเมือง ผู้คนมีอาชีพหาของป่าออกมาขาย ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องเข้าป่าล่าสัตว์ หรือไม่ก็ต้องเข้าป่าไปลึกๆ เพื่อเก็บของป่าอย่างรังผึ้งออกมาขาย ป่าเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น ไม่เหมือนกับป่าเดี๋ยวนี้ที่มองดูโปร่ง สวยงาม น่าเที่ยว แต่ป่าเมื่อครั้งกระโน้น รกทึบ เต็มไปด้วยแมกไม้และเถาวัลย์ หรือลึกเข้าไปนั้นก็เป็นป่าดิบที่เต็มไปด้วยอันตราย

คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยออกไปนั่งห้าง เพื่อยิงเก้ง ยิงกวาง ไม่ใช่เอาออกมาขาย แต่จะเอามากินกัน
ในหมู่บ้าน ซึ่งก็มีเพื่อนบ้านติดตามเข้าไปด้วยสองคน เพื่อให้ต้องตามตำราที่ว่าคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่สามคนไปสบายอะไรทำนองนี้ หลังจากที่เดินเข้าป่าไปลึกกว่าค่อนวัน ก็ถึงหนองน้ำที่มีโป่งดินเกลือ ซึ่งคุณพ่อบอกว่าโป่งดินเกลือเหล่านี้สัตว์ป่าชอบมากินอยู่เสมอ เพราะจะทำให้มันได้รับธาตุไอโอดีนเข้าไป ทำให้ร่างกายไม่อ่อนแอ และท่านก็บอกว่า ถ้าหากจะล่าสัตว์ให้ได้ ก็ต้องไปดักที่ริมหนองน้ำ หรือไม่ก็แถวโป่งนี่แหละ วันนั้นทั้งสามคนช่วยกันสร้างห้างสำหรับพักค้างคืนที่บนต้นไม้ ที่ต้องสร้างแบบนี้ก็ด้วยเหตุที่ว่า ห้างอยู่ที่สูง สามารถมองเห็นสภาพป่าทั่วไปได้ในระยะไกลหนึ่งล่ะ สองก็คือช่วยป้องกันภัยจากสัตว์ร้ายที่อาจจะลอบเข้ามาทำร้าย
โดยที่ไม่ทันระวังตัว สามก็คือช่วยกำบังตัวเองไม่ให้สัตว์ที่มากินน้ำรู้ตัวว่าถูกซุ่มล่

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:33:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 12  
 
คืนนั้น หลังจากที่รับประทานอาหารกันเรียบร้อย และสร้างห้างพอที่จะนอนพักได้แล้ว ทั้งสามคนก็ผลัดกันอยู่เวรเพื่อฝ้าดูว่าจะมีสัตว์ตัวไหนลงมากินโป่งหรือกินน้ำบ้าง ล่วงเข้าสองยามกว่า ๆ คุณพ่อบอกว่าขณะที่นอนหลับอยู่นั้น ท่านก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อปรากฏว่าย่ามที่ท่านชอบสะพายติดตัวและวางอยู่ที่บนหัวนอนนั้นเคลื่อนไหวขยุกขยิ
กจนมาชนเข้ากับใบหน้าของท่าน ทำให้ต้องลืมตาขึ้นมาทันทีที่ตื่นขึ้น ท่านก็ผงกหัวขึ้นมาดูว่า เพื่อนร่วมทีมที่ติดตามมาด้วยนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว คนหนึ่งนอนหลับคุดคู้อยู่ข้าง ๆ เพราะเพิ่งจะเปลี่ยนเวรกัน แต่คนที่อยู่เวรนั้นกลับหายไปไหนไม่มีใครรู้ ปกติเมื่อขึ้นไปอยู่บนห้างแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พรานทุกคนจะต้องจดจำเอาไว้ก็คืออย่าลงจากห้างในยามค่ำคืนเด็ดขาด เพราะอาจจะมีอะไรซุ่มเล่นงานเอาได้ง่ายๆเห็นเพื่อนร่วมทางหายไป คุณพ่อก็ให้รู้สึกกังวลขึ้นมาทันใด แต่จากการสั่นไหวของต้นไม้ ทำให้ท่านต้องชะโงกหน้าลงไปมองดูก็เห็น
ว่า เพื่อนคนนั้นกำลังไต่พะองที่พาดเอาไว้ลงไปข้างล่างอย่างช้า เมื่อแลไปสัก ๑๕ หลาก็เห็นว่า มีแสงไฟวับ ๆ แวมส่องสว่างอยู่
ผมยังจำถึงคำบอกเล่าเรื่องราวในตอนนี้ได้ดี จากปากของลุงชม เพื่อนคนหนึ่งของพ่อซึ่งเกือบจะตายเพราะเสือสมิงในคราวนั้นว่า

" ถ้าหากพ่อของหนูไม่ช่วยเอาไว้ ลุงก็คงจะกลายเป็นเหยื่อของมันไปแล้ว "

ลุงชมเล่าว่า ขณะที่ท่านกำลังนั่งเฝ้ายามอยู่เวรนั่นเอง สายตาก็มองไปเห็นแสงไฟวับๆแวมๆออกมาจากพุ่มไม้ ในตอนแรกก็ให้สงสัยว่ามีใครมาทำอะไรแถวนี้ แต่พอดูอีกที คนที่มานั้นก็คือเมียของแกนั่นเอง ที่ถือคบไต้มาจากบ้าน เมื่อมาถึงก็มายืนกวักมือเรียกแกอยู่ไหว ๆ ให้ลงไปรับเอาห่อข้าวที่หิ้วมาด้วย


   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:36:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 13  
 
ในตอนแรกลุงเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เมียมาทำไม เพราะเข้าป่ามานี่ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เดินกันเป็นวันครึ่งวัน แต่พอเห็นแกหิ้วของมาให้
ก็คิดว่าน่ากลัวจะเอาข้าวมาส่ง เพราะเราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมานอกจากเกลือกับไม้ขีดไป แล้วตอนบ่ายก็ยิงนกได้ เอามาย่างกินกันไป
แล้วเป็นอาหารเย็นกับข้าวเหนียวที่ใสกระติ๊บมาด้วย "
คุณพ่อเล่าว่า ลุงชมลงไปเกือบจะถึงพื้นอยู่แล้ว เมื่อท่านปลุกให้เพื่อนอีกคนตื่นขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ในสายตาของท่านเห็นว่า
ผู้ที่มานั้นไม่น่าจะเป็นเมียลุงชม เพราะว่าหนทางระหว่างหมู่บ้านกับกลางป่านี้ก็ไกลโขอยู่ เมียแกจะเดินมาถึงได้อย่างไร ที่สำคัญ
ถ้าหากจะเอากับข้าวมาส่งทำไมถึงมาเอาดึกดื่นป่านนี้ ทำไมไม่มาตั้งแต่หัวค่ำ ผู้หญิงกลัวกลางคืนจะตายไป ไม่มีใครกล้าเข้ามาแน่
แต่ท่านก็ยังไม่มั่นใจนัก จึงเลยปลุกเพื่อนขึ้นมาเพื่อดูให้แน่ชัดว่า สิ่งที่ท่านคิดนั้นตรงกับความคิดของเพื่อนหรือไม่
เพื่อนร่วมทางผู้ตื่นขึ้นมาจากกการหลับไหลมองลงไป แล้วก็ตัดสินใจในนาทีนั้นว่า " เสือสมิง !"

ไม่มีทางเลือกอื่นใด คุณพ่อหยิบเอาปืนที่บรรจุกระสุนเรียบร้อยแล้วขึ้นมาประทับบ่า ในขณะที่สองคนข้างล่างกำลังเคลื่อนไหวเข้าหา
กันอย่างช้า ๆ จู่ ๆ ฟ้าก็ผ่าขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อปืนยาวกระบอกนั้น คำรามก้อง เปรี้ยง !
คบไฟจากไต้ที่ยายเมียของลุงชมถืออยู่ปลิวกระจาย ไฟดับวูบพร้อมกับเสียงกรีดร้องดังขึ้นโหยหวน แต่มันไม่ใช่เสียงคน หากแต่ดังโฮกฮาก เป็นเสียงเสือคำราม พร้อมกับราวป่าแถวนั้นสั่นไหวไปเป็นแถบๆ

" ตอนนั้นลุงเดินเข้าไปจะถึงเขาอยู่แล้ว ตอนที่เสียงปืนดังขึ้น ตอนแรกลุงเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าข้างบน
ยิงทำไม แต่พอได้ยินเสียงร้องดังโฮกเท่านั้น ลุงก็เผ่นแน่บขึ้นมาข้างบนทันที ตอนที่ลงนี่ใช้เวลานานกว่า สิบนาททีนะ แต่ว่าตอนที่
ตกใจปีนขึ้นมานี่ไม่รู้เหมือนกันว่ามันขึ้นมาได้อย่างไร ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำมั้ง " ลุงชมหัวเราะชอบใจ

คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เลือกยิงคบไต้ที่คุณยายคนนั้นถือมาก็ด้วยเหตุที่ว่า มีเคล็ดลับสำหรับคนที่จะจับเสือสมิงให้ได้ นั่นก็คือว่า
ถ้าหากจะยิงเสือสมิงให้ตายก็ให้ยิงตรงสิ่งที่มันถือมา เพราะว่านั่นคือหัวใจ ส่วนที่เราเห็นทั้งหมดนั้น คือภาพลวงตาที่มันบันดาลให้เกิด
ขึ้นเท่านั้น ซึ่งในจุดนี้คุณพ่อบอกว่า อาจจะเป็นเคล็ดลับจริงข้อหนึ่ง แต่อีกข้อหนึ่งก็คือว่า ไม่มีใครแน่ใจได้ว่าผู้ที่มาหาในยามค่ำคืนนั้น
เป็นเสือสมิงจริงไปหมดหรือไม่ ดังนั้นการที่บอกให้ยิงตรงสิ่งของที่เขาถือว่า เพื่อที่จะทดสอบว่าผลจะออกมาอย่างไร

อย่างน้อย ถ้าหากว่าคนที่มาหาไม่ใช่เสือสมิงก็จะไม่ได้รับอันตราย เพราะคนยิงเล็งไปที่ของไม่ใช่คน แต่ถ้าหากว่า สิ่งที่เชื่อกันนั้นเป็น
ความจริงเสือสมิงก็จะถูกยิงเข้าหัวใจพอดี แต่เสือสมิงตัวนี้ไม่ตาย มันหนีไปได้ พร้อมกับเสียงร้องคำรามลั่นไปทั้งป่า และดูเหมือนว่ามัน
เฝ้าวนเวียนอยู่อย่างนั้นทั้งคืน เพื่อที่จะหาทางขึ้นมางาบเอาพรานป่าเหล่านี้ไปเป็นอาหารให้ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะถ้าขืนเป็น
แบบนี้มีหวังไม่ต้องได้หลับได้นอนกันแน่ ในที่สุดคุณพ่อก็ล้วงเอาของสิ่งหนึ่งออกมาจากย่ามของท่าน และของสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่ทำให้
ย่ามสั่นพั่บๆเมื่อก่อนหน้านี้นั่นเอง คุณพ่อหยิบเอาวัวธนูสีทองแดงอมดำออกมา ลุงชมเล่าว่าท่านถึงกับขนลุกซู่เมื่อมองเห็น คุณพ่อ
ยกวัวธนูขึ้นจบบนศีรษะ พึมพำคาถาตามที่ได้รับการสอนมาจากคุณปู่ขมุบขมิบ ก่อนที่จะค่อยๆไต่ลงไปตามพะองจนได้ระยะ แล้วก็
ปล่อยออกไป พร้อมกับบอกว่า " เอามันเลยลูก ! "

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:38:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 14  
 
พริบตานั้นเอง วัวธนูทองแดงก้ขยายตัวขึ้นมาใหญ่ยักษ์ พุ่งปราดออกากโคนไม้ ถาโถมเข้าใส่เสือสมิงที่ซุ่มตัวอยู่ในพุ่มไม้ เสียงกู่ร้อง
ก้องไปทั้งราวป่า ราวกับว่าโกรธแค้นมาไม่รู้กี่ชาติ

" ตอนนั้นมืดมาก มองไม่เห็นอะไร รู้แต่ว่ามีเงาใหญ่คล้ายควาย คล้ายวัวพุ่งออกไปแล้วสู้กันนัวเนียไปหมด ทุกคนที่อยู่บนห้างหายใจ
กันแทบไม่ทั่วท้อง จนกระทั่งได้ยินเสียงเสือร้องบาดเจ็บโหยหวนนั่นแหละ พ่อของหนูถึงได้บอกว่า นอนกันได้แล้ว ทีนี้ไม่ต้องกลัว
ไอ้โทนมันจะเฝ้าให้เราที่ข้างล่างเอง "

ลุงชมเล่าต่อว่า เช้าตรู่ของวันนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าราวป่าแถบหนึ่งแหลกละเอียด ต้นไม้หักโค่นเป็นแนวเพราะร่องรอยของการต่อสู้
เมื่อคืนนี้ และไม่ไกลออกไปจากต้นไม้ที่ตั้งห้างเท่าไหร่นัก เสือโคร่งตัวใหญ่มหึมาตัวหนึ่งนอนไส้ทะลักตายเพราะถูกแทงเข้าที่
ท้องอย่างจัง ไม่ไกลจากที่ตรงนั้นมากนัก วัวธนูสีทองแดงของคุณพ่อยืนอยู่ตัวเท่ากำปั้นเท่านั้นไม่ใช่ใหญ่ยักษ์อย่างที่มองเห็นเมื่อคืนนี้

นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์เสือสมิง ที่เรามักจะได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอยู่เสมอในยามค่ำคืนที่มีการ
นั่งผิงกองไฟ ล้อมวงคุยกัน

นอกจากเรื่องนี้แล้วนั้น ผู้เขียนก็ยังได้รับการถ่ายทอดจากคุณพ่อถึงวิธีการและพิธีกรรมที่จะสร้าง หรือว่าใช้วัวธนู หรือควายธนูอย่างไร
แม้ว่าวัวธนูตัวนั้นจะสูญหายไปนานแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังจดจำได้จนบัดนี้ เพราะถือว่านี่เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง
วัวธนู หรือควายธนูนั้นมีการสร้างขึ้นมาในหลายรูปแบบด้วยกัน แล้วแต่ความสะดวก หรือว่าวัสดุที่ใช้ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสามชนิด
ดังต่อไปนี้

วัวทองแดง เป็นวัวธนูชั้นสุดยอด เพราะมีความทนทาน อีกทั้งยังสร้างขึ้นมาจากสิ่งที่เต็มไปด้วยอาถรรพณ์ ไม่ว่าจะเป็นตะปูจาก
โลงศพ เหล็กขนัน ผีตายท้องกลม งั่ง ทองแดงเถื่อน ดีบุก ทองขวาน้า เงินปากผี ทองยอดนพศูนย์ สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาหล่อ
เข้าด้วยกันเป็นรูปโคหรือรูปกระทิงโทนที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ฝีมือช่าง จากนั้นก็นำมาลงอักขระยันต์

วัวขี้ผึ้ง เป็นวัวธนูชั้นรองลงมา สร้างขึ้นจากขี้ผึ้งปิดหน้าผีตายโหง ผีตายท้องกลม ผสมด้วยผมผีพราย ผมผีตายลอยน้ำ ตานกกด
ตาชะมด ตาแร้ง กำลังวัวเถลิง เมื่อได้มาก็เอาไปเผาไฟ ไปเคี่ยวให้ไหม้ บดเป็นผง ผสมเข้ากับขี้เถ้าจาก ๗ ป่าช้า แล้วคลุกกับขี้ผึ้ง
ปั้นเป็นรูปวัว หรือโคขึ้นมา เสกด้วยคาถา

วัวไม่ไผ่ เป็นวัวชั้นสาม ใช้ชั่วคราวเวลาฉุกเฉิน เวลาจะใช้ก็ให้ตัดไม้ไผ่ที่ขึ้นคร่อมทางมาทำ เวลาจะตัดออกจากต้นให้กลั้นใจท่อง
นะโมตัสสะ และฟันทีเดียวให้ขาดจากนั้น จากนั้นมาสานเป็นรูปหัววัว เสกด้วยคาถาเช่นกัน

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:40:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 15  
 
ตามความเชื่อของชาวพื้นเมืองในเอเชียอาคเนย์และเอเชียใต้ เล่ากันว่า เสือโคร่งที่สังหารมนุษย์และกินเป็นอาหาร จะมีวิญญาณของมนุษย์ที่ถูกมันฆ่ามาสิงสู่อยู่และเมื่อวิญญาณของเหยื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็จะทำให้เสือโคร่งตัวนั้นสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ นอกจากนี้ในหลายส่วนของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ยังมีความเชื่อด้วยว่า คนที่มีเวทมนต์คาถาแก่กล้าบางคนสามารถกลายร่างเป็นเสือได้เช่นกัน และในขณะที่คนผู้นั้นกลายเป็นเสือ หากเวทมนต์ของเขาไม่แก่กล้าพอ ความคิดจิตใจก็จะดุร้ายป่าเถื่อนไปด้วย ซึ่งถ้าหากในระหว่างที่กลายร่างแล้วนั้น บังเอิญไปฆ่าและกินคนเข้า ก็จะทำให้คืนร่างเดิมไม่ได้อีก ทั้งนี้ในกรณีของผู้ที่ใช้อาคมแปลงร่างนั้น นอกจากเสือสมิงแล้วยังมีเรื่องเล่าถึงคนที่กลายร่างเป็นสัตว์ร้ายอื่น ๆ เช่น หมีดำ และหมูป่า ด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในหลักวิทยาศาสตร์ คงยากที่จะเชื่อได้ว่า เสือจะกลายร่างเป็นคนและคนกลายร่างเป็นเสือได้ แต่จากประสบการณ์ของนายพรานจำนวนมากที่เคยนั่งห้างล่าสัตว์ตามลำพัง โดยเฉพาะพรานชาวยุโรปที่ไม่เชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์ พวกเขาหลายคนต่างก็ยอมรับว่า ความเงียบสงัดกลางป่าดงดิบยามค่ำคืนนั้น ทำให้ประสาทของคนเราเกิดอาการหลอนขึ้นมาได้ บางครั้งทำให้เขาได้ยินเสียงสัตว์ป่าบางชนิดที่ดังแว่วมา ผิดเพี้ยนเป็นเสียงคนร้องเรียก หรือบางครั้งก็ทำให้มองเห็นเงาไม้ไหวกลายเป็นรูปร่างของมนุษย์ และหากว่าเสือโคร่งปรากฎตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่พรานกำลังอยู่ในสภาพดังกล่าวแล้ว ก็อาจเป็นได้ที่สภาพจิตของเขาในชั่วขณะนั้น จะทำให้เกิดภาพหลอนจนเข้าใจผิดได้
แม้ว่าเสือสมิงอาจเป็นแค่เรื่องราวที่เล่าขานกันมาแต่สมัยโบราณโดยปราศจากข้อพิสูจน์ความจริง ทว่าแม้จนทุกวันนี้ เรื่องราวของมันก็ยังเต็มไปด้วยลึกลับและแฝงด้วยเสน่ห์ที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางเงามืดของขุนเขาและพงไพร

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:43:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 16  
 
เป็นเรื่องเล่าครับ อ่านเอาความเพลิดเพลินนะครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      11 ธ.ค. 56   เวลา 11:45:00    IP = 171.101.8.100
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 17  
 
เคยได้ยินจากคนเก่าแก่ๆเล่าให้ฟังแบบที่เจ้าของกะทู้เล่านั่นแหละ ....ที่ว่าเป็นผู้หญิงบ้าง เป็นสาวสวยลงมาเรียกให้ลงไปจากแค่หรือบนห้างต้นไม้นั่นแหละ..ส่วนเรื่องวัวธนู เป็นเครื่องรางของพระเกจิยุคเก่าเก่งอยู่สององค์ ที่ผมรู้มาคือ หลวงปู่หลิว วัดไร่แตง / หลวงพ่อชุ่ม วัดท่ามะเดื่อ พระสองท่านนี้มีประวัติการสร้างและใช้วัวธนูด้านนี้โดยตรง โดยเฉพาะหลวงปู่หลิว นี้เด่นมากๆ

   mr_penguinman      11 ธ.ค. 56   เวลา 12:05:00    IP = 101.109.191.237
 


  คำตอบที่ 18  
 
ขอบคุณครับ. เพลินเลยครับ.



   kong3k  11 ธ.ค. 56   เวลา 12:09:00    IP = 1.4.172.252
 


  คำตอบที่ 19  
 

ขอบคุณครับ พี่หมอ ............................... เพลินเลยครับ ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      ชิตชัย      11 ธ.ค. 56   เวลา 13:41:00    IP = 223.205.71.20
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 20  
 
ชอบมากๆ ขอบคุณมากครับ..


   สมาชิกแบบพิเศษ      khakai      11 ธ.ค. 56   เวลา 14:07:00    IP = 223.207.251.165
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 21  
 
ถ้าจะให้สนุกยิ่งกว่านี้ลองเข้าไปใน You Tube หาหนังเรืองช้างดูจะได้รู้ว่าสมัยก่อนบ้านเราเสือ สิงห์มันมีชุกชุมมากขนาดไหน แต่อย่างไรก็ตามป่าก็คือบ้านของสัตว์ป่าทั้งหลายบ้านเรามันเหลือน้อยลงทุกวันจนเขาแทบจะไม่มีที่จะหากินแล้วก็ช่วยๆกันดูแลรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานเราด้วย

   ลุงต๋อง  11 ธ.ค. 56   เวลา 14:08:00    IP = 172.251.241.95
 


  คำตอบที่ 22  
 
เด๋วกลับมาอ่าน

   Phosphorus      11 ธ.ค. 56   เวลา 14:44:00    IP = 118.173.242.109
 


  คำตอบที่ 23  
 
ขอบคุณตรับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      kabinblueser      11 ธ.ค. 56   เวลา 14:46:00    IP = 125.27.115.60
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 24  
 
อ่านจนตาแฉะ ขอบคุณครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      mawmeaw99      11 ธ.ค. 56   เวลา 17:08:00    IP = 171.5.204.27
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 25  
 
สนุกมากครับพี่ ชอบๆ ^^

   B_Empire  11 ธ.ค. 56   เวลา 17:18:00    IP = 111.84.163.218
 


  คำตอบที่ 26  
 
ผมรู้จักเสือสมิงจากหนังไทยสมัยก่อน และ นิยายเรื่อง เพชรพระอุมา เสือสมิงเป็นเหมือนหนึ่งในสิ่งลี้ลับที่อยู่คู่กับป่า

   kenevo4      11 ธ.ค. 56   เวลา 18:15:00    IP = 61.90.83.137
 


  คำตอบที่ 27  
 
แปะไว้ก่อน

ขอบคุณครับ

   MentalDisease      11 ธ.ค. 56   เวลา 19:09:00    IP = 171.7.197.141
 


  คำตอบที่ 28  
 
ขอบคุณ สำหรับเรื่องราว ที่นำมาตัดกับเรื่องกีต้าครับ เพลินดี ส่วนตัวชอบอยู่แล้ว

   NotSoSure  12 ธ.ค. 56   เวลา 0:09:00    IP = 1.1.151.13

User ID นี้ถูกระงับการใช้งานชั่วคราว  
 


  คำตอบที่ 29  
 
ขอบคุณครับ ^^

   phan_guitarthai      12 ธ.ค. 56   เวลา 9:58:00    IP = 110.168.98.86
 


  คำตอบที่ 30  
 
สุดยอดครับ ตอนเด็กๆเคยได้ยินปู่เล่าให้ฟังเช่นกันครับ เรื่องราวประมาณนี้เลย เสือสมิง
และกฏของการเข้าป่า ของพรานป่า

   NP_Band      12 ธ.ค. 56   เวลา 14:17:00    IP = 58.97.34.235
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket