Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  - ขอนอกเรื่อง ปรึกษาเรื่องน้ำมันเครื่องรถยนต์ครับ -  
 
ตอนนี้ผมใช้ Toyota vios อยู่ครับ เราต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตอนกี่โลครับ
ตอนนี้ที่ใช้อยู่คือแบบในรูปเลยครับ sm10w-30 วันนี้ช่างบอกให้เปลี่ยนตอน
5,000 โล แต่ปกติผมลากยาวถึง 10,000 โลเลย พอเมื่อเย็นคุยกับเพื่อน เพื่อนบอกไปแค่ตอนเช็ค 20,000 โล เลย "งง" ปรึกษาพี่ๆน้องๆด้วย
ขอบคุณครับ


   สมาชิกแบบพิเศษ   GuitarConner      25 ธ.ค. 56   เวลา 22:14:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 101.109.59.247
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 1  
 
ขอรบกวนถามอีกข้อครับ
ปีก่อนผมใช้ของ ptt 10w-40 เปลี่ยนทุก 7,000 โล แต่ปีนี้เข้าศูนย์มาเลยเปลี่ยนเป็นของ Toyota แทน จริงๆแล้วตัวไหนดีกว่ากันครับ
ส่วนตัว pttที่ใช้เคยใช้จากความรู้สึกเหมือนจะหนืดๆกว่านิดๆ

   สมาชิกแบบพิเศษ      GuitarConner      25 ธ.ค. 56   เวลา 22:19:00    IP = 101.109.59.247
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 2  
 
ถ้าสังเคราะ100% เช็คระยะที่ 10000 กิโลครับ ใช้ตัวนี้คุ้มสุดแล้วครับ ยี่ห้อไหนแล้วแต่ครับถ้าติดแก๊สก็มีแบบเฉพราะ ส่วนน้ำมันเครื่องใช้ได้ 20000โลนี่ยังไม่เคยได้ยินนะครับ หรือมีแต่ผมไม่เคยใช้ก็ไม่รู้

   reuse      25 ธ.ค. 56   เวลา 22:28:00    IP = 14.207.225.151
 


  คำตอบที่ 3  
 
อ่อ พยายามอย่าขี้เหนียวครับ มันจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอทำให้ใช้ได้ไม่นาน จำไว้ว่า กรองอากาศ น้ำมันเครื่อง หัวเทียน ถึงระยะต้องเปลี่ยนครับ แต่กรองน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนครั้งเว้นครั้งก็ได้ ถ้ามีตังก็เปลี่ยนทุกครั้งที่ถ่ายน้ำมันเครื่องก็ได้ครับ

   reuse      25 ธ.ค. 56   เวลา 22:32:00    IP = 14.207.225.151
 


  คำตอบที่ 4  
 
ขอแนะนำว่าให้หมั่นตรวจระดับน้ำมันเครื่องจากก้านวัดโดยดูให้อยู่ที่ขีดบนจะเขียนว่า F ถ้าพร่องก็เติมให้ได้ระดับ และเมื่อดึงขึ้นมาแล้วให้สังเกตุสีว่ายังใสดีอยู่มั้ย ถ้าเริ่มดำแสดงว่าต้องถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วครับ นอกจากเรื่องระยะทางแล้วบางทีไมล์ขึ้นน้อยแต่รถจอดติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมงก็ทำให้อายุน้ำมันเครื่องลดลงด้วยครับ

ส่วนเรื่องเบอร์นั้นยิ่งเลขด้านหลังมากก็ยิ่งข้น/หนืดมาก เหมาะสำหรับรถเก่าที่เครื่องเริ่มจะหลวมแล้ว แนะนำว่าให้ใช้ตามที่คู่มือบอกจะได้สบายใจครับ ส่วนเรื่องน้ำมันสังเคราะห์นั้น ถ้าพี่ไม่ได้ขี่รอบสูงๆบ่อยๆประเภทห้าหกพันรอบแล้วเปลี่ยนเกียร์ ผมว่าไม่จำเป็นครับ (รถเท็กซี่วิ่งทั้งวันทั้งคืนยังใช้เกรดธรรมดา) เอาส่วนต่างของน้ำมันสังเคราะห์ไว้เปลี่ยนเกรดธรรมดาใหม่ๆทุก5000กิโลดีกว่าครับ

   dome_yajima  25 ธ.ค. 56   เวลา 22:52:00    IP = 110.169.210.83
 


  คำตอบที่ 5  
 
ความเห็นส่วนตัวนะคับ

ส่วนตัวผม ใช้น้ำมันเครื่อง แบบธรรมดาคับ แบบที่ 4 ลิตร มันราคา 500 กว่าบาทนะคับ semi ซินเนติก แต่ว่าผมเปลี่ยนทุก 5000 โลนะคับ

เปลี่ยนบ่อนหน่อย แต่เหตุผลของผมคือ

เครื่องยนต์จะได้ รับน้ำมันเครื่องใหม่ๆ เสมอ.

อาจจะมีบางคนบอกว่า. ก็ เลือกน้ำมันเครื่องแบบ 10000 โลซิ full ซิเนติก. OK คับ เข้าใจ แต่ในความคิดผม ผมมีความเชื่อว่า. เครื่องยนต์ใช้มาถึงที่ 5000 โล ผมมั่นใจว่ามันดำและ สกปรกแน่ๆ. แต่ เครื่องมันก็ต้องทนต่อไป จนถึง 10000 โล เพื่อเปลียน

ผมเลยมีแนวคิดว่า เปลี่ยนบ่อยๆดีกว่าคับ

   masami007      25 ธ.ค. 56   เวลา 23:15:00    IP = 27.55.13.61
 


  คำตอบที่ 6  
 
ผมใช้ตัวนี้ครับ

ซื้อที่ club vios ราคา 1,100 บาท

เปลี่ยนที่ละ 10,000 โล หรือ 6 เดือนครั้ง

ปล. vios ผมเดือนนึงวิ่งไม่ถึง 3,000 โลซักที


ท่านเจ้าของกระทู้ ใช้สังเคราะห์ 100% ดีกว่าครับ ตามรูปที่ผมแนะนำ

   สมาชิกแบบพิเศษ      eaks1984      25 ธ.ค. 56   เวลา 23:39:00    IP = 180.180.179.179
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 7  
 
ทาง0 บอกทุก5000กม. เพราะอยากให้เรามารับบริการ
ทางวิศกรรมยานยนต์บอกเราจะเจ๊งตาย เพราะจน
เขาสรุปว่าเปลี่ยนทุกๆ 7000โล ไม่รู้จะเชื่อใคร เฮ้อ...

   Solitare  25 ธ.ค. 56   เวลา 23:50:00    IP = 115.87.4.207
 


  คำตอบที่ 8  
 
ใช้แบบกึ่งสังเคราะห์คุ้มกว่านะ. สังเคราะห์ แพงกว่ากึ่งสังเคราะห์สองป๋องอีก

งวดก่อน เปลี่ยนแล้วผมใช้ flushing oil ล้างเครื่องก่อน. (ที่จริงงวดก่อนเปลี่ยนเลยระยะ. ช่างบอกน้ำมีนหนืด เลยล้างซักนิด.....มันก็ดีนะ)

   เงอะ      26 ธ.ค. 56   เวลา 0:05:00    IP = 182.53.205.85
 


  คำตอบที่ 9  
 
ผมใช้สังเคราะห์ 100% ของ shall รถติดแก๊สวิ่งต่างจังหวัดบ่อย และ ใช้ทุกวัน เปลี่ยนที่ 9000 โลครั้ง ไม่ปล่อยให้ถึงหมื่นโล ง่าครับ ตั้งวาวล์ ที่ ไม่เกิน 30,000 โล

ส่วน 20000 โลผมไม่เคยเห็นเหมือนกันครับ และอย่าทิ้งไว้นาน ขนาดนั้นเลยครับ

   suthadsrirat      26 ธ.ค. 56   เวลา 0:53:00    IP = 124.121.87.180
 


  คำตอบที่ 10  
 
ขอบคุณพี่ๆทุกคนที่มอบความรู้ดีดีให้นะครับ

ขอบคุณมากครับ ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      GuitarConner      26 ธ.ค. 56   เวลา 11:24:00    IP = 101.109.59.247
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 11  
 
มีข้อคิดมาให้คิดกันเล่นๆขำนะครับ คือเห็นบางคนบอกน นมค. ยี่ห้อนั้นดี ใช้ของอันนี้ดี ของศูนย์ดีที่สุด แต่โรงกลั่นในไทยมี ปตท. กับ บางจาก คือถ้าไม่ ใด้นำเข้ากันมาจริงๆ มันก็ทำในไทยหมด ต่างกันแค่ โลโก้ กับ สารเติมเต็ม ( สารเติมเต็ม ) ที่เค้าบอกว่าของเค้าดียังไง ก็แค่นั้น แต่ที่รู้แล้วขำไม่ออก คือคนที่บอกของศูนย์ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น toyota จะบอกกับลูกค้าว่า นมค. ของเค้าทำเอง ซึ้งจริงๆแล้ว toyota ไม่มีโรงกลั่น เป็นของตัวเอง แต่จะใช้ นมค. ของท้องตลาด คือจ้างเค้าทำให้แต่เอามาติดโลโก้ toyota ( honda ด้วย ) แต่เสือกขายแพงกว่า สองเท่า ส่วนที่ถาม toyota vios ใช้ 10w-40 กำลังดี จะใช้ของอะไร ก็ตามแต่เงินในกระเป๋า ระยะที่เปลี่ยน ก็ ไม่ควรเกิน 10000 Km หรือ ไม่เกิน 4 เดือน และต้องเปลี่ยน กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้ง แถมให้ทั่นเจ้าของกระทู้อีกอย่าง กรอง นมค. toyota vios รหัส 9091510001 TH ลูกละ ไม่เกิน 80 บาท ( ราคาส่ง )

   O_Maya      26 ธ.ค. 56   เวลา 11:37:00    IP = 1.2.159.84
 


  คำตอบที่ 12  
 
ลองอ่านนี้ดูนะครับของอาจารย์บอยวรพล สิงห์เขียวพงษ์ เจ้าของ นิตยสาร thaidriver
.................................................



น้ำมันเครื่องมีความสำคัญต่อความทนทานและกำลังของเครื่องยนต์ จำเป็นต้องมีการเลือกและใช้อย่างมีหลักการ แต่หลายคนยังมีความเข้าใจผิด
บทความนี้รวบรวมความเข้าใจผิดเรื่องน้ำมันเครื่อง

-เน้นแค่ยี่ห้อดัง
หลายคนซื้อน้ำมันเครื่องโดยเน้นเลือกยี่ห้อเดียวกับที่มีปั๊มน้ำมัน
เพราะคิดว่าจะมีคุณภาพดี ตามความโด่งดังของยี่ห้อ ทั้งที่ในยี่ห้อเดียวก็มีให้เลือกหลายระดับคุณภาพ
ความจริงแล้วมีน้ำมันเครื่องคุณภาพดีอีกนับสิบยี่ห้อ ที่ไม่มีปั๊ม น้ำมันในไทย และจำหน่ายในราคาไม่แพง
ไม่ควรเห็นแค่ยี่ห้อแล้วเลือกใช้ ต้องดูที่เกรดคุณภาพตามมาตรฐานของ API (www.api.org) ในสหรัฐอเมริกา ที่ระบุไว้ข้างกระป๋อง จำไม่ยากเลย เครื่องยนต์เบนซิน เกรดคุณภาพสูงสุด API SL รองลงมาคือ SJ SH SG ตามลำดับ
ปัจจุบันนี้ API SL และ SJ น่าใช้ที่สุด (สงสัยบทความนี่จะเก่าหน่อย ตอนนี้ สูงสุด เป็น SM แล้ว)
ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล เกรดคุณภาพสูงสุด API CI-4 รองลงมาคือ CH-4 CG CF ตามลำดับ ปัจจุบันนี้ API CI-4 และ CH-4 น่าใช้ที่สุด
น้ำมันเครื่องยิ่งมีเกรดคุณภาพต่ำ ก็ยิ่งมีราคาถูก และลดการปกป้องเครื่องยนต์ลงไป ควรเลือกเกรดคุณภาพอย่างน้อยรองจากสูงสุด
นอกจากนั้นยังต้องดูความหนืดตามมาตรฐานของ SAE (www. sae.org) สหรัฐอเมริกา ว่าเลข 2 ตัวท้าย เช่น 30 40 หรือ 50 ตรงตามการแนะนำในคู่มือประจำรถหรือไม่ โดยไม่ต้องสนใจตัวเลขหน้า W เพราะนั่นเป็นค่าที่ได้การวัดความหนืดที่18 องศาเซลเซียสไม่ใช่สภาพของไทย
ชนิดของน้ำมันเครื่องก็ต้องสนใจ ธรรมดา กึ่งสังเคราะห์ และสังเคราะห์ ดีจากน้อยมามากตามลำดับ
เลือกยี่ห้ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องเลือกเกรดคุณภาพ ระดับความหนืด และชนิด ให้ครบครัน

-ดูแค่ข้างกระป๋องว่า เบนซิน/ดีเซล
ข้างกระป๋องน้ำมันเครื่องหลายยี่ห้อหลายรุ่น นอกจากจะระบุรายละเอียดอื่นๆ ข้างต้นไว้ครบครันแล้ว ก็อาจจะมีประโยคบอกเพิ่มว่า เหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล หรือเหมาะทั้ง 2 อย่างเลย หลายคนเห็นประโยคนั้นก็เลือกใช้ โดยไม่ได้สนใจดูว่ามีเกรดคุณภาพตาม API เป็นอย่างไร
จริงๆ แล้ว ไม่ต้องระบุเพิ่มก็ได้ เพราะเกรดคุณภาพตามท้ายตัวย่อ API ก็มีระบุไว้อยู่แล้วว่าใช้กับเครื่องยนต์ประเภทใดได้ดีเพียงไร และบางครั้งระบุว่าเหมาะสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน แต่มีมาตรฐานแค่ API SH ห่างจากมาตรฐานสูงสุดตั้ง 2 ระดับก็ยังมี

-หมดสภาพเพราะดำ หรือนิ้วแตะ
น้ำมันเครื่องที่ดำ อาจเป็นเพราะมีสารชะล้างที่ดี หรือภายในเครื่องยนต์สกปรก และเมื่อดำแล้ว คุณสมบัติอื่นๆ เช่น การหล่อลื่น การลดความร้อน รวมถึงการชะล้างเอง อาจไม่ได้หมดลงตามสีที่เปลี่ยนไป
บางคนใช้นิ้วแตะๆ น้ำมันเครื่องจากก้านวัด แล้วตัดสินว่าหมดอายุ หรือยัง ในความเป็นจริง หากจะทราบว่าน้ำมันเครื่องหมดอายุหรือยัง จะต้องนำน้ำมันเครื่องนั้นเข้าห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ไม่งั้นก็ต้องตัดสินจากระยะทางหรืออายุที่ใช้งานตามที่ปฏิบัติกัน จะเดาจากสีหรือความเหนียวหลังจากแตะกับปลายนิ้วไม่ได้

-กลัวปลอม ซื้อในปั๊ม
มีคำถามคาใจว่า ดูน้ำมันเครื่องปลอมได้อย่างไร? คำตอบก็คือ ตัวเนื้อน้ำมันเครื่องต้องส่งเข้าห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น จะชิม ดม แตะไม่ได้
นอกนั้นต้องดูที่ตัวกระป๋องว่ามีสภาพปกติ มีสีสันปกติ รวมถึงฝาปิดมีการซีลตามที่คุ้นเคยหรือไม่
แน่นอนว่ามีน้ำมันเครื่องปลอมอยู่ในตลาดอยู่ไม่น้อย จึงต้องระวัง แต่ถ้าจะซื้อตามปั๊มเท่านั้นก็จะมีราคาแพง เสียโอกาสเลือกน้ำมันเครื่องตาม ร้านทั่วไป ที่มีสารพัดยี่ห้อ และก็ไม่ได้ปลอมไปทั้งหมด

-ต้องเต็มขีดบนเสมอ
หลายคนเน้นว่าเครื่องยนต์ต้องมีน้ำมันเครื่องเต็มขีดบนเสมอ ในความเป็นจริง เครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้ปกติ หากระดับน้ำมันเครื่อง อยู่ในช่วงขีดบนและล่าง ไม่จำเป็นต้องเต็มขีดบนเท่านั้น
ถ้าเติมครั้งใหม่ เติมให้เต็มขีดบนก็ดี แต่ถ้าผ่านการใช้งานมาแล้ว อีกไม่นานจะครบกำหนดเปลี่ยน และน้ำมันพร่องลงไปบ้าง หากยังไม่ต่ำกว่าขีดล่างสุด ก็ไม่จำเป็นต้องเติมเพิ่มให้สิ้นเปลือง
ยกเว้นกรณีขึ้นลงทางลาดชันมากบ่อยๆ น้ำมันเครื่องควรเต็มขีดบนอยู่เสมอ เพราะผิวน้ำมันจะเอียงไม่ได้ระดับขนานกับขอบอ่างน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:09:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 13  
 
-เปลี่ยนบ่อยไว้ก่อน
น้ำมันเครื่องยุคใหม่มีคุณภาพและความทนทานขึ้น แต่หลายคนยังเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามกำหนดดั้งเดิม 3,000-5,000 กิโลเมตร ด้วยแนวคิดปลอดภัยไว้ก่อน ห่วงเครื่องยนต์ แต่เปลืองเงินไม่สน สบายใจเข้าว่า
ในความเป็นจริง น้ำมันเครื่องทุกชนิด ไม่เฉพาะแต่สังเคราะห์ ถ้าเป็นเกรดคุณภาพตาม API 2-3 ระดับสูงๆ สามารถใช้งานได้เป็นระยะทาง 10,000 กิโลเมตร หรือถ้าการจราจรติดขัดมาก รวมถึงมีฝุ่นในเส้นทางเยอะ ก็ค่อยลดระยะทางลงมาจากเดิมสัก 1,000-2,000 กิโลเมตร
การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเร็วเกินไป นอกจากสิ้นเปลืองเงินแล้วยังเป็น การเพิ่มขยะพิษให้กับโลกอีกด้วย แม้จะมีการนำน้ำมันเครื่องเก่าไปรีไซเคิล กับงานอื่น แต่สำหรับในไทย ต้องถือว่าการป้องกันน้ำมันเครื่องเก่าไม่ให้กระจายสู่ธรรมชาติเป็นไปอย่าง ไม่รัดกุมเลย

-น้ำมันราคาถูก เปลี่ยนเร็ว
หลายคนคิดว่า เสียเงินน้อยซื้อน้ำมันราคาถูก แล้วเปลี่ยนบ่อยๆ จะดีกว่า ในความเป็นจริง การสึกหรอจะเกิดขึ้นได้ทันทีที่เครื่องยนต์ทำงาน เมื่อน้ำมันเครื่องนั้นไหลเวียนในครั้งแรกและตลอดไปจนกว่าจะถ่ายออก ถ้าฝืดก็ฝืดไปตลอด ถ้าลื่นก็ลื่นไปตลอด
ดังนั้นเสียเงินซื้อน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงราคาแพงสักหน่อย แต่ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยให้เสียเวลาจะดีกว่า

-รถไม่แพง ใช้น้ำมันเครื่องราคาถูกหรือคุณภาพต่ำ
ถ้าเครื่องยนต์ปกติดี ไม่กินน้ำมันเครื่อง จะเป็นรถราคาแพงถูก-แพง เก่า-ใหม่ ก็ควรใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี และเปลี่ยนตามกำหนดที่เหมาะสม เครื่องยนต์จะได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและทนทาน

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:10:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 14  
 
ทิ้งน้ำมันเครื่องเก่าและเก็บน้ำมันเครื่องใหม่อย่างไร?
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วรพล สิงห์เขียวพงษ์
น้ำมันเครื่องเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมลพิษหรือขยะของโลกเราในหลายด้าน การถ่ายน้ำมันเครื่องออก ทั้งที่น้ำมันเครื่องยังไม่หมดสภาพ ทั้งจากการหวาดระแวงไปเองหรือกลัวเครื่องยนต์โทรม เร็ว เช่น เปลี่ยนที่ 3-5 พันกิโลเมตร ทั้งที่น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ตามเอพีไอสูงๆ ในปัจจุบันนี้สามารถใช้งานได้ในระดับ 1 หมื่นกิโลเมตรได้อย่างสบาย
น้ำมันเครื่องใช้แล้วในโลกนี้ ไม่ได้ถูกกำจัดอย่างมีระบบที่รัด กุมเสมอไปในประเทศที่เจริญแล้วมักมีการจัดการไม่ให้เป็นพิษแก่โลก แต่ในประเทศเล็กๆ อย่างไทย ไม่ถือว่ามีความรัดกุมในเรื่องนี้ แต่อย่างไร
การกำจัดน้ำมันเครื่องใช้แล้วที่ถูกต้อง คือ ไม่ทิ้งลงในธรรมชาติ พื้นดิน ท่อระบายน้ำ คูคลองแม่น้ำ เพราะการย่อยสลาย จะเป็นไปอย่างช้ามาก การใส่กระป๋องแล้วปิดแน่นทิ้งในขยะ ก็น่าจะแตกรั่วผสมไปกับขยะอื่น เพราะพนักงานไม่ได้สนใจจะจัดการอย่างถูกต้อง บางคนกลับไปสนใจขยะที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ผมไม่ถือว่าไทยมีระบบการจัดการน้ำมันเครื่องใช้แล้วได้ดี ต่างจากบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดเลยว่าภาชนะที่ใส่น้ำมันเครื่องใช้แล้วต้องมีความชัดเจน มีกระป๋องขาย ต้องเสียเงินซื้อกระป๋องมาอีก ใส่ในกระป๋องน้ำมันเครื่องปกติไม่ได้ หรือได้ แต่ก็ต้องเขียนระบุไว้อย่างชัดเจน หากจะให้พนักงานเก็บขยะจัดเก็บไป
การกำจัดน้ำมันเครื่องใช้แล้วด้วยการนำไปหมุนเวียนใช้ใหม่หลังจากปรับสภาพ แล้วเป็นเรื่องที่ดี คือ นำไปกรองและไปฟอกสี แล้วนำไปใช้กับเครื่องจักรกลเล็กหมุนรอบต่ำ โดยจะมีคนมารับซื้อจากอู่ต่างๆ ในราคาลิตรละไม่กี่บาท อู่ทั่วไปจึงมีการเก็บน้ำมันเครื่องใช้แล้วรวบรวมไว้รอการขายต่อ จึงไม่ต้องห่วงเรื่องทำลายสิ่งแวดล้อม แต่จะน่ากังวลกับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามบ้าน เพราะไม่รู้จะทิ้งที่ไหน และปริมาณก็ไม่มากพอที่จะมีใครมารับซื้อ หากห่วงเรื่องมลพิษก็ให้ใส่กระป๋องไปให้ตามอู่ เขายินดีที่จะรวบรวมให้อยู่แล้ว
ส่วนน้ำมันเครื่องใหม่ที่เติมแล้วเหลือ การจัดเก็บไม่ยาก ให้ปิดฝากระป๋องให้แน่น หากซ้อนด้วยถุงพลาสติกที่ปากกระป๋องก่อน ปิดฝาก็ยิ่งดี เพื่อไม่ให้ความชื้นเล็ดลอดเข้าไปได้ง่าย วางในที่ร่มไม่ร้อนไม่ชื้นไม่โดนน้ำ เก็บไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ในทางที่ดีควรรีบใช้ให้เร็วที่สุด เพราะถึงไม่ได้ใช้งาน น้ำมันเครื่องก็เสื่อมสภาพเองได้ ไม่ใช่เก็บไว้ได้เป็นสิบๆ ปีแต่อย่างไร
ถ้าใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อและรุ่นเดิมตลอด ก็ให้นำส่วนที่เหลือในครั้งก่อนเติมลงไป แล้วค่อยเติมน้ำมันเครื่องใหม่ให้ได้ระดับ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ตามที่แนะนำ ก็จะมีน้ำมันเครื่องใหม่ๆ เหลือเก็บไว้ไม่นานจนเกินไ

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:10:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 15  
 
..การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับเครื่องยนต์ แต่ละประเภท แต่ละภูมิอากาศ และสภาพของเครื่องยนต์มีปัจจัยต่างๆในการเลือกซื้อดังนี้...
...1.ค่าความหนืด หรือเบอร์ของน้ำมันเครื่อง
...2.เกรดของน้ำมันเครื่อง
...3.มาตรฐานของน้ำมันเครื่อง

....เบอร์น้ำมันเครื่อง (เบอร์ 0 – 60)...
...การวัดค่าความหนืดจะวัดกันที่ 100 องศาเซลเซียส ได้เป็นออกมาเป็นค่าความหนืด แทนค่าออกมาเป็นตัวเลขเรียกว่า เบอร์ของน้ำมันเครื่อง (Number) เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากลเหมือนกันทั่วโลก ทุกๆสถาบันจึงได้แทนค่าความหนืด ออกมาเป็นตัวเลขในรูปของเบอร์ของน้ำมันเครื่อง เช่น 60, 50, 40, 30, 20, 10 และ 5 ค่าตัวเลขยิ่งมากยิ่งมีความหนืดมาก ตัวเลขน้อยยิ่งมีความหนืดน้อยตามลำดับ

....ค่า W คืออะไร ...
น้ำมันเครื่องในเขตเมืองหนาว จะมีการวัดต่างออกไปอีกแบบ คือการวัดความต้านทานการเป็นไข โดยวัดตั้งแต่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงมาจนถึงจุดเยือกแข็งตั่งแต่ 0 องศา จนถึงต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยมีตัวอักษรระบุไว้เป็นตัวอักษร W หรือ WINTER เช่น
0W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
10W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
15W= สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง – 10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:10:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 16  
 
....อายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง...
...น้ำมันเครื่องเมื่อถูกใช้งานจะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ เนื่องจากการสะสมของกรด ที่เข้ามาทำลายด่างในน้ำมันเครื่อง การสะสมของน้ำ การปะปนกับฝุ่นผงที่เล็ดลอดมาจากไส้กรองอากาศ คราบเขม่าในการเผาไหม้ และเศษโลหะจากการสึกหรอของเครื่องยนต์ ดังนั้นน้ำมันเครื่องจึงต้องได้รับการเปลี่ยนถ่าย ก่อนที่คุณสมบัติในการหล่อลื่น และคุณสมบัติอื่นจะเสื่อมสภาพ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดกับเครื่องยนต์ แต่ด้วยคุณสมบัติ และชนิดของน้ำมันเครื่องที่แตกต่างกัน...

...น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้ใช้มีอายุหรือไม่...
น้ำมันเครื่องส่วนมากมีวัตถุดิบ มาจากน้ำมันแร่ที่ได้มาจากธรรมชาติ แม้จะมีสารเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ แต่ก็สามารถบูดเสียได้ น้ำมันเครื่องที่บรรจุอยู่ในแกลลอนวางขาย และยังไม่ได้เปิดใช้ จะมีอายุการคงสภาพอยู่ที่ 1- 3 ปี ส่วนน้ำมันเครื่องที่เปิดฝาแล้ว จะมีอายุการใช้งานอยู่หลักเดือน ราว 2 – 6 เดือน ส่วนน้ำมันเครื่องที่เปิดฝา แล้วไม่ได้ปิดฝาจะถือว่าใช้งานไม่ได้

...สังเกตอย่างไรว่าน้ำมันเครื่องที่ใช้อยู่เริ่มหมดสภาพ...
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งต้องมีการจดบันทึก วันที่ เดือน ปี และเลขไมล์กิโลเมตร ไว้ด้วยทุกครั้ง เพื่อใช้เป็นการคำนวณกำหนดการเปลี่ยนถ่าย แต่เราเองยังสามารถสังเกตการณ์ทำงานที่เปลี่ยนไปของ ความหล่อลื่นน้ำมันเครื่องที่เริ่มเสื่อมสภาพได้เช่น
...1 เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น
...2. อัตราเร่งแย่ลง อืดลงอย่างต่อเนื่อง
...3. กินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
...4. สีของน้ำมันเครื่องเปลี่ยนไป
...5. น้ำมันเครื่องมีลักษณะข้นขึ้น หรือใสขึ้น

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:11:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 17  
 
กำหนดการเปลี่ยนถ่ายของน้ำมันเครื่องที่ปลอดภัย

น้ำมันเครื่องธรรมดา เกรด SA – SC / CA – CE
...จะมีกำหนดการเปลี่ยนถ่ายที่ 3,000 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร...

น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ เกรด SG – SM / CF4 – CG4
...จะมีกำหนดการเปลี่ยนถ่ายที่ 5,000 กิโลเมตร ถึง 1,0000 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 15,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องธรรมดา และกึ่งสังเคราะห์ + หัวเชื้อน้ำมันเครื่องเกรดสูง
น้ำมันเครื่องที่ผสมหัวเชื้อ อาจมีค่าสูงกว่ามาตรฐาน อายุน้ำมันเครื่องจะเพิ่มจาก 5,000 กิโลเมตร ได้เป็นกว่า 10,000 กิโลเมตร หรือถ้าเป็นกึ่งสังเคราะห์จะเพิ่มอายุการเปลี่ยนถ่าย ที่ 10,000 กิโลเมตร เป็นได้กว่า 20,000 กิโลเมตร แต่ด้วยอายุของไส้กรอง จึงมีค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนถ่ายที่ 10,000 – 15,000 กิโลเมตร...

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ เกรด SJ - SM / CH4 - CI4
...จริงแล้วน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จะมีอายุการใช้งานยาวนานนับแสนกิโลเมตร แต่อายุการใช้งานของไส้กรองน้ำมันเครื่องแบบมาตรฐานทั่วๆไป จะอยู่ได้ราว 15,000 กิโลเมตร ถึง 20,000 กิโลเมตร จึงทำให้กำหนดการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์ควรอยู่ที่ 10,000 กิโลเมตร ถึง 20,000 กิโลเมตร...

ค่าเฉลี่ยกำหนดการเปลี่ยนถ่ายของน้ำมันเครื่อง อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เร็วกว่ากำหนด ตามสภาพการใช้งานดังนี้
...1.ขับรถลุยน้ำในระดับที่สูง ซึ่งอาจคาดว่าจะมีน้ำปะปนเข้าสู่เครื่องยนต์ได้
...2.ใช้งานประเภทสมบุกสมบัน รถยนต์ในที่ใช้ในทางฝุ่น อยู่เป็นประจำ
...3.ในหน้าฝน ที่ต้องใช้รถขับลุยสายฝนอยู่เป็นประจำ หรือขับรถลุยน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
...4.เครื่องยนต์หลวม ซึ่งมีการระเหยของน้ำมันเครื่องสูง และมีเขม่าเล็ดลอดเข้ามาปะปนอยู่มาก
...5.เครื่องยนต์รอบจัด ที่ต้องใช้งานรอบจัดอยู่เสมอ ความร้อนสูง และต้องการให้ชิ้นส่วนสึกหรอน้อยที่สุด
...6.เครื่องยนต์ที่ติดตั้งกรองเปลือย ที่คาดว่าจะฝุ่นผงปะปนเข้าสู่เครื่องยนต์ได้มากกว่าปกติ
...7.เครื่องยนต์ที่ต้องการความเร็วสูงสุด อย่างพวกรถแข่ง ซึ่งต้องมั่นใจได้ว่า คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องต้องไม่ลดลงแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

   ผึ้งอ้วน      26 ธ.ค. 56   เวลา 15:11:00    IP = 123.242.159.35
 


  คำตอบที่ 18  
 
ผมข้าศูนย์เลยไม่ได้มาสนใจเรื่องนี้ครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      หมากกระเด็น      26 ธ.ค. 56   เวลา 19:44:00    IP = 171.101.136.17
สมาชิกแบบพิเศษ  
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket