Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก + clip ทุกข์ควรรู้ (15 นาที) + clip ที่นี่หมอชิต | ตอนกว่าจะรักกัน "โบ สุนิตา"  
 
สวัสดีครับทุกท่าน อนุโมทนาครับ


rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:13:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 1  
 
คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)


ที่จริงโทษที่ได้รับในนรกน่าจะเป็นโทษที่เกิดจากการทำบาปที่หนักหนารุนแรง
ไม่ควรเป็นโทษที่เกิดจากเพียงการพูดไม่จริง
น่าจะมีหลายคนคิดเช่นนี้ แต่ถ้าคิดให้ดี คิดให้ลึก คิดให้รอบ ก็จะได้ความเข้าใจที่ชัดเจนว่า
การพูดไม่จริงมีโทษหนักหนาเพียงไรก็ได้ ถึงตกนรกก็ได้

พระพุทธศาสนสุภาษิตที่กล่าวว่า “คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก” เป็นไปได้แน่นอน
อยู่ที่ว่าความไม่จริงที่เกิดจากผู้พูดจะหนักหนาอันควรแก่การเกิดผลเป็นโทษถึงนรกหรือไม่
ผลย่อมเป็นไปตามเหตุทุกกรณี ไม่มีที่เหตุดีจะให้ผลไม่ดี
และไม่มีเหตุไม่ดีที่จะให้ผลดี การพูดก็เช่นกัน

การพูดเป็นเหตุดีก็ให้ผลดี
ผู้พูดจริงย่อมเข้าถึงสวรรค์ได้
ผู้พูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรกได้
ตามพระพุทธศาสนสุภาษิตที่อัญเชิญมานั่นเอง

ท่านผู้พูดธัมมะอย่างถูกต้อง ก็น่าจะเป็นที่เข้าใจกัน เชื่อมั่นกันว่า ท่านย่อมเป็นผู้เข้าถึงสวรรค์ และพาผู้ได้ยินได้ฟังด้วยความสนใจให้เข้าถึงสวรรค์ได้ หรือแม้เข้าถึงเมืองพระนิพพานก็ย่อมได้ สำคัญที่ธัมมะที่ท่านนำมาพูดให้ได้ยินได้ฟังกันเป็นความถูกต้องตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงไว้เป็นพระพุทธศาสนาเพียงใดหรือไม่ และผู้ได้ยินได้ฟังปฏิบัติตามเพียงใดหรือไม่

ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ธัมมะมีความตรงกันอย่างหนึ่ง
คือธัมมะที่ได้พูดหรือได้ฟังนั้น ผู้พูดก็ตาม ผู้ฟังก็ตาม ต้องเข้าใจถูกต้อง
และต้องปฏิบัติให้ถูกให้จริง จึงจะเกิดผล
คือเข้าถึงสวรรค์ก็ได้ เข้าถึงเมืองพระนิพพานก็ได้

การพูดสำคัญจริง ๆ เมื่อนึกถึงที่กล่าวมา ถ้าเป็นการพูดจริงเป็นธัมมะจริง
แม้ผู้พูดจะยังไม่ถึงกับปฏิบัติได้จริงตามคำที่นำไปพูด แต่ถ้าพูดได้ตรงตามความจริง
จะเป็นเพียงท่องจำมา ก็ย่อมยังประโยชน์ให้เกิดได้ ไม่มากก็น้อย
ผู้พูดจึงเป็นผู้มีบุญมีกุศลในระดับความตั้งใจที่เป็นบุญเป็นกุศล
ที่มุ่งเผยแผ่พระพุทธธรรม มุ่งให้ผู้ได้ยินได้ฟังได้มีความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธธรรม
ที่นำออกพูดให้ใคร ๆ ทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้รับรู้ด้วย

การพูดธัมมะสอนธัมมะในพระพุทธศาสนามีคุณได้ ก็มีโทษได้
เช่นเดียวกับการพูดเรื่องทั้งหลาย ที่มีได้ทั้งคุณ มีได้ทั้งโทษ
คำพูดหรือวาจาของเราผู้เป็นมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ควรที่จะให้ความสำคัญแก่วาจาของตนและวาจาของผู้อื่นทั้งหลายด้วย

คืออย่าสักแต่ว่าฟังแล้วก็เชื่อ หรือฟังแล้วก็ไม่เชื่อ
หรือสักแต่ว่าอยากพูดอะไรแล้วก็พูดออกไป จะเกิดผลดีผลร้ายแก่ผู้ใดอย่างไรไม่คำนึงถึง
พูดจริงก็เหมือนพูดไม่จริง คือที่อาจเข้าถึงนรกได้
การพูดมีโทษหนักหนาเพียงไรก็ได้ มีคุณหนักหนาเพียงไรก็ได้
เหตุก็เพราะการพูด สามารถเป็นมือนำคุณหรือโทษไปสู่ผู้ใดผู้หนึ่งได้ไปสู่หมู่คณะใหญ่โตเพียงไรก็ได้

พระพุทธภาษิตสำคัญยิ่งองค์หนึ่ง มีว่า “ริษยาพาโลกให้ฉิบหาย”

ริษยาจะไม่สามารถพาโลกให้ฉิบหายได้เลย แม้ไม่มีมือคือคำพูด
คือ วาจาเข้าไปช่วย ความริษยาที่ไม่มีมือคือวาจา คือ การแสดงออก
ย่อมไม่อาจทำลายโลกได้ ไม่อาจทำโลกให้ฉิบหายได้ อย่างมากอาจทำตนให้เร่าร้อนในจิตใจ
ไร้ความสงบสุขได้เท่านั้น นับว่ายังดี โทษของความริษยายังไม่รุนแรงเต็มที่
คือ ยังไม่อาจทำโลกให้ฉิบหายได้นั่นเอง

แต่ยากนักที่จะไม่ให้ความริษยาทีเกิดแล้วไม่มีมือส่งออกไปทำความฉิบหายให้แก่โลก
ยากนักจริง ๆ จะมีหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ
ว่าความริษยาเกิดในใจผู้ใดแล้วจะมีขอบเขตอยู่ภายในจิตใจผู้นั้นเท่านั้น
จะไม่มีมือนำความริษยาที่เกิดแล้วให้ออกพ้นจากใจ ไปทำความฉิบหายให้เกิดขึ้น
มากน้อยหนักเบาตามกำลังของความริษยาในใจ

: แสงส่องใจ วันคล้ายวันประสูติ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=42927

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:19:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 2  
 
มุตโตทัย (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)


9. อุบายแห่งวิปัสสนา อันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส

ธรรมชาติของดีทั้งหลายย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี อุปมาดั่งดอกปทุมชาติอันสวย ๆ งาม ๆ ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรก ปฏิกูลน่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ และเสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมนั้นอีกเลย ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายามย่อมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตรคูถ) ทั้งปวง สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่า ขี้ ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกงกับ เป็นต้น ก็รังเกียจ ต้องเททิ้ง กินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอจึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหาไม่ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาป เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่ออยู่นอกกายของเราก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้วก็กลายเป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นาน ๆ เข้าไม่ซักฟอกก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย เพราะเหม็นสาบ ดั่งนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตร เรือนคูถ เป็นอสุภะ ของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายจึงพิจารณาร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญด้วย โยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว คือขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นที่สบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือ ปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก การเจริญทำให้มากนั้นพึงทราบอย่างนี้

อันชาวนาเขาทำนาเขาก็ทำที่แผ่นดิน ไถที่แผ่นดินดำลงไปในดิน ปีต่อไปเขาก็ทำที่ดินอีกเช่นเคย เข้าไม่ได้ทำในอากาศกลางหาว คงทำแต่ที่ดินอย่างเดียว ข้าวเขาก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง เมื่อทำให้มากในที่ดินนั้นแล้ว ไม่ต้องร้องเรียกว่า ข้าวเอ๋ยข้าว จงมาเต็มยุ้งเน้อ ข้าวก็จะหลั่งไหลมาเอง และจะห้ามว่า เข้าเอ๋ยข้าว จงอย่ามาเต็มยุ้งเต็มฉางเราเน้อ ถ้าทำนาในที่ดินนั้นเองจนสำเร็จแล้ว ข้าวก็มาเต็มยุ้งเต็มฉางเอง ฉันใดก็ดีพระโยคาวจรเจ้าก็ฉันนั้น จงพิจารณากายในที่เคยพิจารณาอันถูกนิสัยหรือที่ปรากฏมาให้เห็นครั้งแรก อย่าละทิ้งเลยเป็นอันขาด การทำให้มากนั้นมิใช่หมายแต่การเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอจึงจะชื่อว่า ทำให้มาก เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วนๆ ตามโยนิโสมนสิการตลอดจนกระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และพิจารณาให้เห็นไปตามนั้นจริงๆ อุบายตอนนี้ตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว

พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอยออกมาพิจารณากาย อย่างพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือ จิต ย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพึ่บลงย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันคือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฏขึ้นพร้อมกันว่าโลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องลบราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกันพร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ คือรู้ขึ้นมาพร้อมกัน ในที่นี้ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง

ขั้นนี้เป็นเบื้องต้นในอันที่จะดำเนินต่อไป ไม่ใช่ที่สุดอันพระโยคาวจรเจ้าจะพึงเจริญให้มาก ทำให้มาก จึงจะเป็นเพื่อความรู้ยิ่งอีกจนรอบ จนชำนาญเห็นแจ้งชัดว่า สังขารความปรุงแต่งอันเป็นความสมมติว่าโน่นเป็นของของเรา โน่นเป็นเรา เป็นความไม่เที่ยงอาศัยอุปาทานความยึดถือจึงเป็นทุกข์ ก็แลธาตุทั้งหลาย เขาหากมีหากเป็นอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเสื่อมไปอยู่อย่างนี้มาก่อน เราเกิดตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อาศัยอาการของจิต ของขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปปรุงแต่งสำคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ นับเป็นอเนกชาติเหลือประมาณมาจนถึงปัจจุบันชาติ จึงทำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ ไม่ใช่สมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเป็นของมีวิญญาณหรือไม่ก็ตาม เมื่อว่าตามความจริงแล้ว เขาหากมีหากเป็น เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว โดยไม่ต้องสงสัยเลยจึงรู้ขึ้นว่า ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหล่านี้ หากมีมาแต่ก่อน ถึงว่าจะไม่ได้ยินได้ฟังมาจากใครก็มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว ฉะนั้นในความข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า เราไม่ได้ฟังมาแต่ใคร มิได้เรียนมาแต่ใครเพราะของเหล่านี้มีอยู่ มีมาแต่ก่อนพระองค์ดังนี้ ได้ความว่าธรรมดาธาตุทั้งหลายย่อมเป็นย่อมมีอยู่อย่างนั้น อาศัยอาการของจิตเข้าไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นมาหลายภพหลายชาติ จึงเป็นเหตุให้อนุสัยครอบงำจิตจนหลงเชื่อไปตาม จึงเป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติด้วยอาการของจิตเข้าไปยึด ฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้ามาพิจารณา โดยแยบคายลงไปตามสภาพว่า สพฺเพ สฺงขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารความเข้าไปปรุงแต่ง คือ อาการของจิตนั่นแลไม่เที่ยง สัตว์โลกเขาเที่ยง คือมีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น ให้พิจารณาโดย อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เป็นเครื่องแก้อาการของจิตให้เห็นแน่แท้โดย ปัจจักขสิทธิ ว่า ตัวอาการของจิตนี้เองมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงหลงตามสังขาร เมื่อเห็นจริงลงไปแล้วก็เป็นเครื่องแก้อาการของจิต จึงปรากฏขึ้นว่า สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายที่เที่ยงแท้ไม่มี สังขารเป็นอาการของจิตต่างหาก เปรียบเหมือนพยับแดด ส่วนสัตว์เขาก็อยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อรู้โดยเงื่อน ๒ ประการ คือรู้ว่า สัตว์ก็มีอยู่อย่างนั้น สังขารก็เป็นอาการของจิต เข้าไปสมมติเขาเท่านั้น ฐีติภูตํ จิตตั้งอยู่เดิมไม่มีอาการเป็นผู้หลุดพ้น ได้ความว่า ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน จะใช่ตนอย่างไร ของเขาหากเกิดมีอย่างนั้น ท่านจึงว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ให้พระโยคาวจรเจ้าพึงพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำให้จิตรวมพึ่บลงไป ให้เห็นจริงแจ้งชัดตามนั้น โดย ปัจจักขสิทธิ พร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ รวมทวนกระแสแก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ หรือรวมลงฐีติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้นจนแจ้งประจักษ์ในที่นั้นด้วยญาณสัมปยุตต์ว่า ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ ดังนี้ ในที่นี้ไม่ใช่สมมติไม่ใช่ของแต่งเอาเดาเอา ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้ เป็นของที่เกิดเอง เป็นเอง รู้เอง โดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็งไม่ท้อถอย พิจารณาโดยแยบคายด้วยตนเอง จึงจะเป็นขึ้นมาเอง ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่าง ๆ มีต้นข้าวเป็นต้น เมื่อบำรุงรักษาต้นมันให้ดีแล้ว ผลคือรวงข้าวไม่ใช่สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนาเอาเลย เป็นขึ้นมาเอง ถ้าแลบุคคลมาปรารถนาเอาแต่รวงข้าว แต่หาได้รักษาต้นข้าวไม่ เป็นผู้เกียจคร้าน จะปรารถนาจนวันตาย รวงข้าวก็จะไม่มีขึ้นมาให้ฉันใด วิมฺตติธรรม ก็ฉันนั้นนั่นแล มิใช่สิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได้ คนผู้ปรารถนาวิมุตติธรรมแต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติมัวเกียจคร้านจนวันตายจะประสบวิมุตติธรรมไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้


http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6323

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:26:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 3  
 
สุภาษิต - หมวด ต


ตักน้ำรดหัวตอ

ความหมาย : แนะนำเท่าไร พร่ำสอนเท่าไรก็ไม่ได้ผล


https://www.wordyguru.com/a/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%95/list/%E0%B8%95


   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:28:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 4  
 
คำไวพจน์ ภูเขา


นคินทร์


https://www.wordyguru.com/a/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C


   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:29:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 5  
 
คําคมกวน ๆ สถานะโดน ๆ


อย่าหาเขาใส่หัว.. อย่ามีผัวแก้เหงา… อย่าทำตัวเป็นเงา ..ชีวิตเป็นของเรา.. ตามเขาทำไม !!


http://club.sanook.com/25303/%E0%B8%84%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%86-%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%86/



   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:31:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 6  
 
clip ทุกข์ควรรู้ (15 นาที)

https://www.youtube.com/watch?v=c5Q-XLPFaQ8

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:32:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 7  
 
clip ที่นี่หมอชิต | ตอนกว่าจะรักกัน "โบ สุนิตา" เผยเส้นทางความรักกับ "เล็ก ฝันเด่น"| 7 พ.ย. 47

# ขอขอบคุณ ที่นี่หมอชิต OFFICIAL channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

คู่นี้น่ารักดีครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=FJjkP2y2KSA

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:35:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 8  
 
clip เรื่องบันดาลใจ ตอนที่ 9 : NCDs

# ขอขอบคุณ Social Marketing TH channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=UEKNzwmtvUE

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:36:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 9  
 
clip รักเธอจะแย่อยู่แล้ว - ไก่ สมพล [OFFICIAL MV]

# ขอขอบคุณ GMM GRAMMY OFFICIAL channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=vNmGj-KAinA

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:38:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 10  
 
clip กลิ่นเหม็นเน่าข้างถนน ยืนคุยกับผีแบบไม่รู้ตัว | เรื่องเล่าผี

# ขอขอบคุณ เรื่องเล่าผี channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=78267sgHZ14

   rockonyou      29 ธ.ค. 61   เวลา 6:39:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 11  
 

ขอบคุณมากๆ นะครับ ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      ชิตชัย      31 ธ.ค. 61   เวลา 19:00:00    IP = 49.48.219.25
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 12  
 
ยินดีเสมอครับคุณชิตชัย ขอให้โชคดีครับ


   rockonyou      1 ม.ค. 62   เวลา 9:30:00    IP = 24.90.191.124
 


  คำตอบที่ 13  
 
ยินดีเสมอครับคุณชิตชัย ขอให้โชคดีครับ


   rockonyou      1 ม.ค. 62   เวลา 9:30:00    IP = 24.90.191.124
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket