Home | Login | คอร์ด/เนื้อเพลง | Webboard | Classifieds | Music Jobs (หางาน) | TV / Video









(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  คุ้มครอง + clip หลวงปู่สุวัจน์ - นักปฏิบัติ ปัญญาอันชอบ + clip คนค้นฅน : ยายจำปี หญิงชราแม่ค้าความสุข  
 
สวัสดีครับทุกท่าน อนุโมทนาครับ


rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:20:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 1  
 
เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแสนยาก


กำเนิดอัตตาตัวตน

- พระพุทธเจ้าท่านว่า คนนี่เพิ่งเกิด ก่อนนี้มันมีแต่ความอยากหรือตัณหา พอเกิดความอยากแล้วมันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกู ผู้อยาก หรือผู้ได้ ผู้เสีย มันจึงเกิดผู้อยากขึ้นมาทีหลังความอยาก

ท่านพุทธทาสภิกขุ


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=57413

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:24:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 2  
 
อยากไปนิพพานแต่ไม่สร้างเหตุ


"มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย
มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น
ไม่สามารถจะตัดทุกข์ได้
มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ศาสตร์เหล่านั้น
ถ้าไม่มาขึ้นกับพุทธศาสตร์แล้ว
มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น"

หลวงพ่อชา สุภัทโท


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=57352

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:26:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 3  
 
คุ้มครอง


คนเราเกิดขึ้นมานี้ จะอยู่ที่ไหนก็ตามเกิดขึ้นมาย่อมเป็นทุกข์เป็นธรรมดา ไม่ใช่เกิดขึ้นมามีความสุขสบายอยู่ตลอด ความทุกข์นั้นเหยียบย่ำยีบีฑารูปร่างกายของพวกเรา​ โดยโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดต่าง​ ๆ​ ที่จะเกิดขึ้น มีทั้งร้อนทั้งหนาว ทั้งหิวทั้งกระหาย​ ทั้งอิดทั้งเหนื่อย ทั้งความเศร้าโศกเศร้าหมองใจ มันก็มีความทุกข์เป็นธรรมดา ใครจะหลีกเลี่ยงไปหาที่อยู่ที่ไหนในโลกนี้​ เป็นอันว่าไม่มีเสียแล้ว ใครเล่าจะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ประจําสังขารอยู่ในโลกนี้เป็นอันว่าไม่มี

ของที่ที่มีความทุกข์ ของนั้นย่อมเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของบุคคลผู้ใดที่จะสามารถปกครองคุ้มครองดูแลรักษาเอาไว้อยู่ในใต้อำนาจของตนเองได้ มีบ้างไหมพวกเราท่านทั้งหลายนั่งอยู่ที่นี่ก็ดี หรืออยู่ที่อื่นก็ดี​ มีใครควบคุมดูแลตนเองได้ในโลกนี้​ หากคนที่ไม่มีสติปัญญาจึงจะหาควบคุมดูแลบุคคลอื่นให้อยู่ใต้อำนาจของตนเองด้วยการทุบการตีก็ดี ด้วยการฆ่าฟันรันแทงก็ดี ด้วยผูกจองจำก็ดี มันมีได้ที่ไหนในโลกนี้ แต่เราปรารถนาคิดอย่างนั้น ทำให้ตนเองพากันมีความทุกข์เปล่าประโยชน์​ ควรที่เราท่านทั้งหลายตั้งแต่ตัวของพวกเราแท้​ ๆ​ เราก็ยังควบคุมดูแลไม่ได้​ จะไปควบคุมดูแลบุคคลอื่นได้อย่างไร​ ตรงนี้ควรที่จะไตร่ตรองใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน​ ถ้าเราดูอย่างนี้เราจึงจะปล่อยคนอื่นได้ เราถึงจะละถึงจะปล่อยวางได้

... ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าไว้ รูปร่างกายสังขารรูปธรรมอันนี้ ไม่มีบุคคลใดที่จะสามารถควบคุมดูแลให้อยู่ใต้อำนาจของตนได้​ เขาเป็นไปตามธรรมชาติธรรมดาของเขา

พระอาจารย์เปลี่ยน​ ปัญญาปทีโป


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=57521

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:29:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 4  
 
จงทำตามความถูกต้อง


"เม็ดทรายมีนับไม่ถ้วน จึงไม่มีค่า
เพชรมีน้อยและได้มาโดยอยาก จึงมีค่ามาก

ชีวิตมนุษย์เหมือนเพชร ไม่ใช่ทราย
อย่าพึงประมาทเวลาที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้
เหมือนแต่ละวินาทีเป็นแค่เม็ดทราย

ทุกวินาทีของชีวิตมนุษย์ ควรถือว่ามีค่ามากเหมือนเพชร"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=56978

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:31:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 5  
 

คำไวพจน์ ภูเขา


พนม


https://www.wordyguru.com/a/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C




   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:33:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 6  
 
คำสุภาษิตไทยพร้อมความหมาย

หมวด ก.


ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

ความสวยงามเกิดขึ้นได้จากการปรุงแต่ง


https://www.wordyguru.com/a/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%95


   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:34:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 7  
 
clip หลวงปู่สุวัจน์ - นักปฏิบัติ ปัญญาอันชอบ

https://www.youtube.com/watch?v=nEZJzZXOxs0

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:35:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 8  
 
clip คนค้นฅน : ยายจำปี หญิงชราแม่ค้าความสุข I FULL (2 มิ.ย.62)

# ขอขอบคุณ Tv burabha Official channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ขออนุโมทนากับคุณยายด้วยครับ คุณยายน่ารักมาก ๆ ครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=B50EEJHEIM4&t=3s

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:41:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 9  
 
clip สิ่งที่ดีที่สุด : คำคมบุคคลสำคัญ

# ขอขอบคุณ banped club channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=a7MN2B0FEy4

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:43:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 10  
 
clip ประกันเรื่องง่ายใกล้ตัวคุณ ตอน “ประกันสุขภาพ”

# ขอขอบคุณ Thai life channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=DYmzpkYx990

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:43:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 11  
 
clip ก้าวเดียว : Out | Official MV

# ขอขอบคุณ Rs friends channel มา ณ ที่นี้ด้วยครับ #

https://www.youtube.com/watch?v=Dq6BMzxuC4s

   rockonyou      6 มิ.ย. 62   เวลา 5:54:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 12  
 
แค่เชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็มาถึงครึ่งทางแล้ว
Believe you can and you're halfway there.

อนุโมทนาครับ
ขอบคุณมากครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      Neng_ftc      6 มิ.ย. 62   เวลา 6:02:00    IP = 184.22.37.22
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 13  
 
หลวงตาม้าเตือน เรื่องที่ทุกคนต้องรีบรู้ ก่อนจะทำผิดไปจนวันตาย

หลวงตาม้าสอนศิษย์ "เราเกิดมาทำไม"

"พวกเอ็งเกิดมาทำไม มาเพื่อจะวนเวียนอยู่คำถามนี้แล้วก็หาคำตอบไปไม่จบสิ้น
เพราะคำตอบมีได้สารพัด จริงๆ แล้ว เราเกิดมาสร้างกรรมใหม่ด้วยโดยไม่รู้ตัว
จะชดใช้กรรมเก่าก็ชดใช้ไปแต่กรรมใหม่ก็สำคัญ
ที่จริงท่านว่าไว้ว่ากรรมเก่านั้นหมด ตั้งแต่วันที่เราเกิดแล้ว
คือกรรมเก่าส่งมาได้นั้น ส่งให้เรามาลงตรงนี้
ให้มาเกิดเป็นคนที่มีอาการอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้
ทั้งหมดนี้คือกรรมเก่าที่เราสร้างมา ส่วนที่เหลือคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า
เราจะสร้างเหตุปัจจัยใหม่ต่อไปอย่างไร

พวกเอ็งต้องเข้าใจด้วยว่าเราเกิดมาทำไม
เกิดมาเพื่อเป็นลูกที่ดี มีงานที่ดี เป็นพลเมืองดี "แต่นั่นคือหน้าที่ทางโลก" ซึ่งก็ต้องทำไป
แต่ยังไม่พอ ยังมีหน้าที่ที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์อีกอย่างหนึ่งคือ
หน้าที่ของจิตดวงหนึ่งที่มาอยู่ในภพภูมิมนุษย์นี้...

ถ้าเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้า คือผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งเราก็ควรจะฟังท่าน
และเมื่อฟังท่านแล้วก็จะได้รู้ว่า เราเกิดมาเพื่อจะเดินไปให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์นั่นเอง
บางคนพอได้น้อมนำคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าแล้วก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาทั้งชีวิตผิดหมด
บางคนถึงขนาดต้องเอ่ยปากออกมาว่า "ไปอยู่ที่ไหนมาก็ไม่รู้เจ็ดสิบกว่าปี เพิ่งจะพบความจริงวันนี้"
จึงต้องปรับเปลี่ยนแปลงวิธีคิดกันใหม่ กว่าจะรู้ก็สาย กว่าจะได้ฟังธรรมก็แก่
บางคนก็ไม่ทัน ตาย..ฟรีไปอีกชาติหนึ่ง...พวกเอ็งทุกคนต้องมั่นใจ เส้นทางนี้เห็นได้ไม่ยาก
เพราะฉะนั้นชาตินี้ดีที่สุดแล้ว เดินหน้าต่อไปในทางธรรม พบปะกัลยาณมิตร
ค้นหาครูบาอาจารย์ให้เจอสักท่านหนึ่ง ที่ถูกจริต ที่ช่วยให้เข้าใจที่ช่วยให้เห็นธรรม
ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์หรอก แค่พระที่ท่านปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ
อยู่ในร่องในรอยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แค่นั้นก็พอ...

แต่หลวงตายึดหลักหลวงปู่ดู่องค์เดียวก็เกินพอแล้ว" (หลวงตาหัวเราะ)
หลวงปู่ดู่พระอาจารย์ของหลวงตาม้ามักจะบอกลูกศิษย์อยู่เสมอๆว่า
"เรื่องอย่างนี้ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง" อย่างที่พระพุทธท่านบอกว่า "ปัจจัตตัง" นั้นเอง

เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนของ
พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร
(หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ
(วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

   สมาชิกแบบพิเศษ      Neng_ftc      6 มิ.ย. 62   เวลา 6:03:00    IP = 184.22.37.22
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 14  
 

ขอบคุณมากๆ ครับ ท่านพี่ทั้งสอง ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      ชิตชัย      6 มิ.ย. 62   เวลา 7:32:00    IP = 125.27.188.180
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 15  
 
อนุโมทนาครับคุณ Neng_ftc และคุณชิตชัย ยินดีเสมอครับ ขอให้โชคดีครับ

ใช่แล้วครับคุณ Neng_ftc ที่หลวงตาม้าพูดออกมานั่นถูกแล้ว ทุกวันนี้ผมก็พยายามปฏิบัติธรรม คือเอาจริง ๆ ก็หวังนิพพานในชาตินี้นั่นแหละ แต่ไม่รู้จะทําได้รึเปล่า คือขอทําให้ดีที่สุดพอ สุดท้ายจะไปไหนก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แหะ ๆ พูดถึงเรื่องนี้ จริง ๆ ความตายไม่น่ากลัวหรอกครับ การเกิดนี่สิน่ากลัว ถ้าตายแล้วไปได้ไปในที่ดี ๆ เช่น สวรรค์ หรือพรหม ก็ถือว่าดี อ้อ แต่สําหรับพรหมนั้น คนที่จะไปได้คือคนที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น ถ้าคนที่ทําบุญด้านการทําทาน ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส เวลาตายแล้วจะไปที่พรหมไม่ได้ อย่างเก่งก็ไปสวรรค์ ( สวรรค์มีทั้งหมด 6 ชั้น ) ไม่ก็กลับมาเกิดเป็นคนบนโลกนี้อีก ส่วนพรหมที่ผมพูดถึงนั้นมีทั้งหมด 20 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น แล้วก็อรูปพรหม 4 ชั้น สูงกว่าพรหมก็คือนิพพาน หรือแดนนิพพานนี่แหละ แต่ก่อนตอนที่ผมยังไม่ได้มาศึกษาธรรมะแบบจริงจัง ผมนึกว่านิพพานคือเหมือนแบบพอเวลาเราตายแล้วจิตเราก็ดับไปเลย คือเหมือนนอนหลับไปตลอดกาล ไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ นิพพานก็คือดินแดนนิพพาน คือถ้าเราบรรลุเป็นพระอรห้นต์แล้วเราก็ไปนิพพานได้ คือไม่ต้องกลับมาเกิดแล้ว อันนี้ผมไม่ได้โมเมขึ้นมาเองนะครับ ผมศึกษามาจากธรรมะใน www.palungjit.org แล้วก็เคยเรียนพระอภิธรรมมาบ้าง แล้วก็ศึกษาจากพระไตรปิฏก เอาเป็นว่าไม่ต้องเชื่อผมก็แล้วกัน ไว้ค่อย ๆ ศึกษากันเอาเองครับ กระทู้ธรรมะที่ผม post ให้ดูเรื่อย ๆ นี่ ถ้าไปค้นกระทู้เก่า ๆ กันก็จะมีข้อมูลด้านนี้อยู่ ผมคิดว่าน่าจะเคย post เอาไว้บ้าง ขอต่ออีกอันครับ เดี๋ยวพิมพ์เยอะไปจะลายตากัน แหะ ๆ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 5:37:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 16  
 
ที่ผมบอกว่าจริง ๆ แล้วความตายไม่น่ากลัวหรอก แต่การเกิดสิน่ากลัว คือมันน่ากลัวอย่างนี้ครับ ลองคิดกันเล่น ๆ ดูว่า ที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันนี้ เราแน่ใจรึเปล่าว่า ถ้าเราตายแล้วจะได้ไปสวรรค์กันทุกคนหรือไม่ก็กลับมาเกิดเป็นคนกันอีก ? เรื่องนี้ ถ้าสําหรับคนที่ทําบุญบ่อย ทําบุญมาก ๆ ถ้าถึงเวลาต้องตายจริง ๆ ยังไงเค้าก็คงไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะเค้ามั่นใจในบุญของเคยทํามาของเค้า กลับกัน แล้วคนที่ไม่ค่อยได้ทําบุญหรือทําความดีเลยล่ะ คืออาจจะทําแต่ทําน้อยมาก ๆ ถามว่าพอถึงเวลาตายจริง ๆ เค้าจะมั่นใจรึเปล่าว่าเค้าจะไปในที่ดี ๆ ? นี่ครับ ผมถึงบอกว่าการเกิดมันน่ากลัวก็ต้องนี้นี่ล่ะ อีกอย่างคือเอาง่าย ๆ ถ้าสมมุติเราตายแล้วไม่ตกนรก แต่ได้กลับมาเกิดในโลกอีก แต่ดันเกิดเป็นน้องหมา หรือสัตว์ชนิดต่าง ๆ ล่ะ ? เพราะเอาจริง ๆ เวลาที่เราตาย มันแค่พริบตาเดียวเท่านั้น พอเรามารู้สึกตัวอีกที วิญญาณของเราก็ออกมาจากร่างแล้ว ถูกไหมครับ ?

แต่เอาจริง ๆ แล้ว เราประมาทไม่ได้เลยต่อให้ทําบุญมาเยอะก็เถอะ เพราะตามหลักพระพุทธศาสนาที่ผมศึกษา แล้วจากประสบการณ์ส่วนตัว และจากประสบการณ์ของคนอื่นที่ผมเคยได้ยินตามรายการต่าง ๆ ต่อให้เราทําบุญเยอะก็จริง แต่ถ้าตอนที่เราจะตาย จิตของเราเกิดตกขึ้นมา พอตายไปแล้วเราก็สามารถไปในที่ที่ไม่ดีได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราเกิดมาชาตินี้แล้วไม่ได้ปฏิบัติธรรม คืออย่างน้อยก็รักษาศีลห้า สวดมนต์ ทําสมาธิ อะไรพวกนี้อะครับ ถ้าเราไม่ได้ทําสิ่งพวกนี้ให้เป็นประจําทุกวัน เราจะไม่มีสติ คือเราจะยึดติดความสุขแต่บนทางโลกแค่นั้น พอสุขเราก็สุขสุด ๆ พอทุกข์เราก็สามารถทุกข์ได้สุด ๆ บางคนทุกข์หนักจนเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายก็มีให้เห็นอยู่ตั้งเยอะแยะใช่ไหมครับ ? ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 5:46:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 17  
 
สาธุ สาธุ สาธุ

   สมาชิกแบบพิเศษ      Neng_ftc      7 มิ.ย. 62   เวลา 6:18:00    IP = 184.22.39.174
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 18  
 
clip การเข้าฌาน ๑ ถึงฌาน ๔ คืออย่างไร ?

https://www.youtube.com/watch?v=hQb7pq3IIck

ต่อครับ คือถ้าชาตินี้เราได้เกิดเป็นคนแล้ว แล้วยิ่งได้เกิดในเมืองไทยเมืองที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติ แล้วเราไม่ปฏิบัติธรรมเลย อันนี้น่าเสียดายมาก ๆ คือถ้าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติ บางทีอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่า น่าเสียดายยังไง คือจริง ๆ แล้ว ถ้าคนที่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ คือปฏิบัติแล้วได้ผลจริง ๆ แบบไม่ได้ปฏิบัติแบบผิดทาง คน ๆ นั้นจะสามารถอยู่กับสุขโดยไม่ติดสุข แล้วก็อยู่กับทุกข์โดยไม่ไปยึดทุกข์ได้ คือถ้าจะอธิบายง่าย ๆ คือ สมมุติมีภาพคน ๆ นึงอยู่ตรงกลางนะครับ แล้วคําว่าความสุขอยู่ซ้ายมือของเค้า ความทุกข์อยู่ขวามือ ธรรมดาแล้วก็อย่างที่ผมบอก ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม พอสุขทีนึงเราก็เอียงไปซ้าย พอทุกข์เราก็เอียงมาขวา สรุปคือคนที่อยู่ตรงกลางที่ผมบอกก็จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่คนที่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ เค้าจะไม่เอียงไปทั้งซ้ายและขวา คือพอเค้าสุขเค้าก็รู้ละว่าเค้ามีความสุขอยู่ เค้าก็จะดูสุขหนอแล้วปล่อยวางลงไป พอเค้าทุกข์เค้าก็จะดูทุกข์แล้วก็ปล่อยวางเช่นกัน คือถ้าเค้าปฏิบัติอย่างนี้ในทุก ๆ ครั้งที่มีอารมณ์กระทบไม่ว่าจะดีหรือร้ายเข้ามา แล้วเค้าดูหนอแล้ววางลงไป ตัวเค้าที่อยู่ตรงกลางก็จะเป็นแสงสว่างประกายพรึก แสงสว่างประกายพรึกที่นี้ที่ผมกําลังพูดถึงคือ ความบริสุทธิ์ของดวงจิตของเรานั่นแหละครับ และคนที่บรรลุธรรมเป็นพระอรห้นต์ได้ก็เพราะเค้าฝึกจนจิตของเค้าเป็นประกายพรึกตลอดไปแล้ว คือไม่มีทั้งสีนํ้าเงินและสีดําผสมอยู่ในประกายพรึกนี้เลย นี่ล่ะครับคือเหตุผลความเป็นจริงว่า คนเราไปนิพพพานได้ยังไง ต้องทํายังไงถึงจะบรรลุธรรม สิ่งที่ต้องทําคือการปฏิบัติธรรมอย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมว่าทุก ๆ คนที่อ่านอยู่คงน่าจะนึกออกว่าผมกําลังสื่อถึงอะไร

ตอนนี้ผมขอสมมุติภาพต่อนะครับ เอาเป็นว่าเวลาจิตของเราบริสุทธิ์จริง ๆ จากกิเลสทั้งหมด คือไม่ไปยึดติดอะไรเลย เราจะสงบอย่างแท้จริง แล้วเวลาที่เราสงบจริง ๆ จากการดูหนอ และปฏิบัติธรรมแบบไม่ยึตอะไร จิตของเราก็จะเป็นประกายพรึกแบบที่บอกก่อนหน้านี้อะครับ ตอนนี้สมมุติสีของความสุขเป็นสีนํ้าเงินก็แล้วกัน พอเรามีความสุขแล้วเราไม่ได้ดูหนอ เราก็จะสุขเป็นสีนํ้าเงิน พูดง่าย ๆ คือไปยึดติดสุขนั่นแหละ ส่วนความทุกข์ผมขอสมมุติเป็นสีดําก็แล้วกัน พอเราสุขสีนํ้าเงินก็อยู่บนตัวเรา เช่น สมมุติเรามีความสุขจากการเล่น guitar จิตของเราก็เป็นสีนํ้าเงิน แล้วพอเราไปมีความทุกข์จากการเพิ่งเลิกกับ fan หรือทุกข์จากปัญหาชีวิตอะไรแบบนี้ แล้วเราไม่มีสติ เรานั่งร้องไห้ จิตใจหม่นหมอง จิตของเราก็จะเป็นสีดํา ยิ่งเราเศร้าหนักเท่าไหร่ จิตของเราก็ดําทะมึนมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเรากลายเป็นโรคซึมเศร้า แล้วถ้าเรายังปล่อยให้มันเศร้าไปอีก เราก็อาจจะฆ่าตัวตายได้เหมือนที่ทุก ๆ คนเคยเห็นในข่าวนั่นแหละครับ

สรุปคือถ้าเราปล่อยให้เราเอียงไปทางสุขกับทุกข์ จิตของเราก็จะไม่มีวันใสบริสุทธิ์เป็นประกายพรึกแบบคนที่ปฏิบัติธรรม นี่คือสิ่งที่ผมกําลังบอกอยู่ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนคงอาจจะแบบ อ้าว ยังงี้เดี๋ยววันไหนผมมีความสุขปุ๊บผมดูสุขหนอก็แล้วกัน พอทุกข์ก็ดูทุกข์หนอแล้วจะได้ปล่อยวางลงไป ใช่ครับ คุณสามารถจะทําแบบนั้นได้ แต่ถามว่าจะปล่อยวางได้จริงรึเปล่า และได้ผลจริงรึเปล่า ? อันนี้ผมไม่ขอตอบก็แล้วกัน แต่ที่แน่ ๆ คือถ้าเราสวดมนต์และทําสมาธิทุกวัน เราจะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ถามว่ารู้ได้ยังไง ? ก็คือตอนที่เราสวดมนต์และทําสมาธินี่ล่ะจะทําให้เราอยู่ในฌาน แล้วพลังของฌานนี่ล่ะที่จะทําให้เราสามารถปล่อยวางได้มากขึ้น ส่วนฌานขั้นต้นมีอะไรบ้างก็ลองเปิด clip ที่บน post ไว้ข้างบนได้ครับ ต่อครับ คือถ้าสมมุติมีคนมาทําอะไรให้เราไม่พอใจคือโกรธมาก ๆ ธรรมดาแล้วถ้าไม่ได้ฝึกทําสมาธิเลยจะให้อภัยได้ยากมาก ๆ แต่ถ้าเราฝึกสมาธิเป็นประจําทุกวันเราจะสามารถให้อภัยคนได้ง่ายขึ้นและปล่อยวางได้ง่ายขึ้น อันนี้คือเรื่องจริงครับ ถามว่าผมรู้ได้ยังไง ? คือผมสวดมนต์และทําสมาธิทุกวันต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว คิดว่าน่าจะ 10 ปีกว่าได้ อ้อ ที่ผมพูดมานี่อย่าไปคิดว่า อ้าว ยังงั้นนายก็ให้อภัยและปล่อยวางได้หมดแล้วสิ ยังครับ ผมยังไม่ถึงขนาดนั้น ผมยังอีกไกลมาก ๆ อย่างที่ผมบอกครับผมขอปฏิบัติไปเรื่อย ๆ คือทําให้ดีที่สุดก็พอ คือถ้าถึงขนาดปล่อยวางและให้อภัยได้อย่างง่ายดายแล้ว นั่นก็ต้องเป็นระดับพระอรห้นต์แล้วคือบรรลุธรรมแล้ว คือท่านไม่ยึดติดอะไรอีกแล้ว ไม่ยึดทั้งสุขและทุกข์ หรือไม่ก็เป็นพระอริยบุคคล คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี ถ้าใครอยากรู้ว่าพระอริยบุคคลคืออะไร ก็เข้าไปอ่านใน link ข้างล่างได้ครับ

อริยบุคคล
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5

พูดถึงเรื่องพระอริยบุคคลแล้ว เราทุกสามารถสามารถเป็นได้หมดทุกคน แต่การที่จะเป็นได้นั้นเราต้องปฏิบัติธรรม ถ้าใครสนใจในเรื่องนี้ยังไงก็ลอง search ใน google อ่านดูครับ ผมคงอธิบายทั้งหมดไม่ได้ เพราะผมก็ไม่ได้รู้จริงอะไรหรอกครับ ผมแค่พูดในสิ่งที่ผมเคยศึกษาและปฏิบัติมาแค่นั้นรวมไปถึงจากประสบการณ์ของคนอื่น ที่ผมเคยได้ยินมา อีกอย่างคือเอาจริง ๆ แล้ว เวลาที่เราได้ยินคําว่าพระอรหันต์ คือคนที่บรรลุธรรมแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าอย่างนั้นเราคงหมดสิทธิ์ เพราะไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ คนธรรมดาก็สามารถเป็นพระอรห้นต์ได้ไม่จําเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ ขอเพียงเราปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและถูกทาง สุดท้ายเราก็ไปนิพพานได้ และเอาจริง ๆ แล้วไม่ใช่มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นนะครับที่เข้านิพพาน คนธรรมดาแบบเรา ๆ นี่ล่ะก็บรรลุธรรมไปนิพพานแล้วก็มีอยู่มากมาย คือคนธรรมดาเข้านิพพานไปเยอะ อ้อ แต่ผมไม่แน่ใจว่ากับคําว่าพระอรหันต์ที่ผมใช้นั้นจะถูกต้องรึเปล่า เอาเป็นว่าอันนี้ไม่แน่ใจ ขอพูดอย่างที่ผมเข้าใจก็แล้วกัน แต่ถ้าผิดก็ขออภัยก่อน เพราะไม่อยากเผยแพร่ผิด ๆ อีกอย่างคือไม่ต้องเชื่อผมครับ คือผมก็ไม่อยากเผยแพร่ผิด ๆ เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นผมจะบาปเอา เอาเป็นว่าถ้าใครอยากอ่านก็อ่าน และถ้าใครสงสัยในสิ่งที่ผมพูด และอยากศึกษาต่อก็ใน google ครับอย่างที่บอก แต่นี่คือเรื่องจริง เพราะชาวบ้านธรรมดาแบบพวกเรานี่แหละที่เข้านิพพานกันไปเยอะแล้ว และพวกเค้าไปได้ก็เพราะเค้าปฏิบัติธรรมด้วยนั่นแหละครับ คือถ้าเรามานั่งนึกอยากไปอย่างเดียว แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ มันก็จะเป็นแค่ฝันอย่างแน่นอน พูดง่าย ๆ ก็เหมือนเราเล่น guitar ถ้าเรามี guitar แล้วเราฝันว่าอยากเล่นให้มันเก่ง ๆ ถึงระดับโลกอะไรอย่างนี้ แต่ความเป็นจริงเรากลับแทบไม่เคยจับ guitar ขึ้นมาซ้อมเลย หรืออาจจะเดือนนึงซ้อมซักทีนึง คุณว่าเราจะมีฝึมือถึงระดับโลกแบบที่เราฝันไหม ? นี่ล่ะครับ ใน webboard นี้มีนักดนตรีอยู่เยอะมาก ที่ผมพูดมานี่ ทุกคนว่าจริงไหม ? ลองเอาไปคิดกันดู ต่อข้างล่างครับ ส่วนเรื่องของคนธรรมดาไปนิพพานก็ดูจาก clip ข้างล่างจากอันนี้ได้ครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 6:55:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 19  
 
clip คนธรรมดาทั่วไปสามารถไปนิพพานได้หรือไม่ ?

https://www.youtube.com/watch?v=Utr7TuW5t60

ต่อจากข้างบนหน่อยที่ผมยกตัวอย่างเรื่องการเล่น guitar ให้ถึงระดับโลก ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาก็เพราะเหมือนผมฝันอยากบรรลุธรรมแล้วไปนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว ถ้าผมนั่งฝันอย่างเดียว แต่ไม่เคยลงมือรักษาศีล สวดมนต์ หรือทําสมาธิเลย แน่นอนครับมันก็เหมือนกับการเล่น guitar นี่ล่ะ ถ้าไม่ลงมือฝึกซ้อม ไม่ฝึกทําสมาธิให้เป็นนิสัย คือพูดง่าย ๆ ทําให้เหมือนเป็นกิจวัตรประจําวันไปเลยทุกวัน ถ้าไม่ลงมือทํา เราก็จะไม่มีฌานจากการทําสมาธิ และถ้าเราไม่มีฌานแล้ว เรื่องดูหนอ สุขหนอ ทุกข์หนอ ก็ลืมไปได้เลย เพราะไม่มีผลอย่างแน่นอน นี่ล่ะครับการทําสมาธิและสวดมนต์ทุกวันนั้นดีกับเราอย่างนี้ หลาย ๆ คนที่อาจจะคิดว่า การนั่งสมาธิน่าเบื่อมาก ๆ แค่นั่งแล้วก็พุทโธ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ผมเข้าใจครับเพราะในอดีตตอนที่ผมยังไม่ได้หันมาปฏิบัติทุกวันผมก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน ยิ่งตอนที่เรียนอยู่มัธยมแล้วครูให้นั่งสมาธิ ผมจะคิดว่าน่าเบื่อมาก ๆ คือตอนนั้นเราก็ยังเด็กมาก จะเอาแต่เล่นจะเอาแต่สนุกอย่างเดียว ถ้าให้มานั่งสมาธิเราก็เลยไม่เอา พูดถึงเรื่องนี้แล้ว น้อง ๆ เด็ก ๆ ที่ได้มีโอกาสได้เข้าหาธรรมะตั้งแต่เด็ก และได้ฝึกทําสมาธิตั้งแต่เด็กจนโต ผมว่าโชคดีมาก ๆ เอาจริง ๆ ก็คือน้องเค้ามีบุญด้วยนั่นแหละ พูดไปก็น่าอิจฉานะครับแต่ผมไม่ริษยาแน่นอน ฮ่า ๆ คืออิจฉาคือ โธ่ ทําไมตอนเด็ก ๆ เราคิดไม่ได้นะ แต่เอาน่ะ อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ได้ทํามา 10 ปีนิด ๆ แล้วคิดว่า ไม่ก็คงเกือบ 10 ปีนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ได้ทํามันละ คืออย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ทําเลย

วันนี้ผมว่าผมน่าจะพิมพ์อีกยาวแน่ ๆ ถ้าใครอยากอ่านหรืออ่านไหวก็อ่านต่อได้เรื่อย ๆ ครับ พอดีเห็นคุณ Neng_ftc post คําสอนของหลวงตาม้าขึ้นมา ผมเลยถือโอกาสนี้พูดถึงเรื่องนี้เลยก็แล้วกัน เผื่อบางทีน้อง ๆ วัยรุ่นหรือรุ่นไหนก็ได้ได้เข้ามาอ่าน อ่านแล้วอาจจะฉูกคิดและอยากหันมาเริ่มรักษาศีล สวดมนต์ และนั่งสมาธิได้บ้าง แค่นี้ก็ดึมาก ๆ แล้วผมว่า และผมขอยํ้าครับว่า การทําสมาธินั้นไม่ได้มีอยู่แค่การนั่งหลับตา นั่งขัดสมาธิและบริกรรมพุทโธหรอก จริง ๆ ยังมีอะไรมากกว่านั้น แต่เราต้องพุทโธไปเรื่อย ๆ ครับ บอกได้แค่นี้ เรื่องพวกนี้ต้องปฏิบัติทุกวันและปฏิบัติแบบไม่ขาด คือถ้าจะทําแล้วก็ทําไปเลยตลอดชีวิต ถ้าทํา ๆ เลิก ๆ แบบ เออ วันนี้ขยันแฮะ วันนี้จะนั่งสมาธิ พออีกวันขี้เกียจละเลิกนั่ง ไปนั่งอีกทีก็อาทิตย์หน้า ถ้าทําแบบนี้บอกได้เลยครับว่า การทําสมาธิของเราจะไม่มีวันเห็นผลอย่างแน่นอน ถ้านึกไม่ออกว่าไม่เห็นผลยังไง ? ก็อย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่องการเล่น guitar ครับ

คราวนี้มาถึงเรื่องของการเกิดและการตายของเรากันบ้าง ผมขอไม่บอกแล้วกันว่าผมอายุเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าได้เติบโตทันในยุค 90 จากการที่ผมมีชีวิตบนโลกนี้ ผมได้เห็นคนที่ผมรู้จักตายไปก็หลายคนทั้งเพื่อนสนิท คนใกล้ตัว ญาติสนิทและญาติห่าง ๆ และไหนจะกับดาราหรือนักร้องคนดังที่ผมชอบมาก ๆ ทุกวันนี้ก็เสียชีวิตไปหลายคนแล้ว บางคนก็เสียชีวิตแบบไม่น่าจะเสีย คือตายเพราะอุบัติเหตุ ไม่ได้มีโอกาสได้สั่งลากับใครซักคน ส่วนบางคนก็เสียเพราะรู้ตัวว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน เช่นเป็นมะเร็ง ผมยิ่งเห็นคนที่ผมรู้จักหรือคนที่ผมชื่นชอบเสียชีวิตไปกันทีละคน ๆ แค่เห็นก็ปลงแล้ว และผมก็รู้ว่าไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกแบบนี้ ใน guitarthai webboad นี้ยังไงก็ต้องมีคนที่รู้สึกแบบเดียวกับผมอย่างแน่นอน อีกอย่างคือตัวเราก็อายุมากขึ้น ๆ ทุกวัน โลกเราก็เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ๆ คือทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้จริง ๆ นั่นแหละครับ เกิด ตั้งอยู่แล้วดับไป เอาง่าย ๆ ไม่ต้องอะไรที่ไหนไกลเลย เอาเรื่องวงการดนตรีที่พวกเรารักก็พอ แต่ก่อนเพลง Rock เพลง heavy และเพลงแนว alternative ดังมาก ๆ เดี๋ยวนี้ลองดูกันครับว่า หายไปไหนกันหมด คือก็ไม่ถึงกับหายไปหมดหรอก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมาดังมาก ๆ เหมือนแต่ก่อน ไม่ดังถึงขนาดที่ว่า น้อง ๆ วัยรุ่นสมัยใหม่บางคนแทบไม่รู้จักเพลง Rock ก็มีอยู่ให้เห็น แต่กับน้อง ๆ บางคนที่เกิดไม่ทันในยุค 90 แต่กลับชอบฟังเพลงในยุค 90 ก็มีอยู่ให้เห็นอยู่เยอะแยะเช่นกัน จริง ๆ ผมฟังเพลงได้ทุกแนวนะ หมอลําผมก็ฟังได้ ลูกทุ่งผมก็ชอบ แต่ยอมรับว่า ผมชอบแนว heavy metal ที่สุดละ ตอนนี้ลองมองรอบ ๆ ตัวเราดูสิครับ แต่ก่อนตอนพวกเราเด็ก ๆ ส่วนใหญ่คนก็ฟังแต่แผ่นเสียงกับ tape แล้วอยู่ดี ๆ วันนึง tape ก็เริ่มจะมีคนนิยมน้อยลง แล้วก็มี cd มาแทนที่ พอหลังจากนั้นอีกหลายปี เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีใครอยากผลิต cd ออกมาแล้ว ถึงมีก็น้อยมาก เดี๋ยวนี้ mp3 เข้ามาแทนที่ และแน่นอนว่าอีกหน่อยมันก็จะต้องมีอะไรที่แทนที่ mp3 ฮ่า ๆ และจริง ๆ ก็มีแล้วและสิ่งนั้นก็คือ MV เพลงใน youtube นั่นไงครับ เดี๋ยวนี้พอเราเปิด computer เข้ามา เราก็สามารถฟังเพลงได้ใน youtube ส่วนใครที่นิยมใช้มือถือก็สามารถดู MV ใน youtube และฟังเพลงไปด้วยได้เช่นกัน นี่แหละครับ โลกเราไม่มีอะไรอยู่ตลอดกาลจริง ๆ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอด ก็เหมือนตัวเราอะครับ แก่ลง ๆ ทุกวัน เนื้อหนังที่เคยดูสดใสก็ดูเหี่ยวย่นลง ทุกคนว่ามันน่าเบื่อไหมล่ะ ที่ต้องเห็นตัวเองแก่ลงทุกวัน ๆ ? อีกอย่างคือเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเราจะตายวันไหน ส่วนใหญ่ผมว่าน่าจะมนุษย์ทุกคนแหละ ถ้าเราไม่ได้มาปฏิบัติธรรม เราจะไม่นึกถึงความตายกันหรอก ทุกคนก็จะมองโลกในแง่ดีก่อนว่า เราคงไม่อายุสั้นหรอก แต่ใครจะไปรู้ล่ะครับ คนเรามันไม่แน่นอนอยู่แล้ว บางคนคุยกันอยู่วันนี้ หรืออาจจะ chat กันอยู่ใน facebook พอมาอีกวันก็เสียชีวิตไปแล้วก็มีให้เห็นอยู่เยอะแยะ ลองคิดกันดูว่าที่ผมพูดมานี่มันจริงรึเปล่า ? ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 7:22:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 20  
 
ต่อครับ เอาง่าย ๆ จากเรื่องใกล้ตัวจากใน web palungjit นี่ล่ะ ก่อนหน้าไม่นาน ผมว่าไม่น่าจะถึงเดือน อยู่ดี ๆ มีวันนึงผมเข้าไปใน web palungjit เพื่อที่จะไปหากระทู้ธรรมะมา post ให้ทุกคนอ่านนี่ล่ะ วันนั้นอยู่ดี ๆ เข้าไปก็เห็นกระทู้ข้างล่างนี้ขึ้นมา

ขอแสดงความเสียใจในการจากไปของ ชยาคมน์ ธรรมปรีชา (Komodo)

https://palungjit.org/threads/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B2-komodo.680534/

คือผมเข้าไปศึกษาธรรมะใน palungjit นานแล้ว และก็เคยเห็นกระทู้ของพี่ชยาคมน์ คนที่เพิ่งเสียชีวิตไปนี้อยู่หลายกระทู้ คือพี่เค้าก็ post กระทู้ธรรมะให้คนอ่าน แล้วก็ชวนคนทําบุญอยู่เรื่อย ๆ ที่ผมดูแล้วรู้สึกดีไปด้วย คือพี่เค้าจะชอบให้พ่อแม่ทําบุญไปกับเค้าด้วย พูดง่าย ๆ คือการที่ชักชวนให้พ่อแม่ได้ทําบุญ ได้เข้าสู่ในทางธรรมได้ยังไงก็เป็นบุญที่ใหญ่มากอยู่แล้วอย่างที่เรารู้กันใช่ไหมครับ ? แต่พี่เค้าเสียชีวิตตอนอายุ 41 ปีด้วยโรคหัวใจล้มเหลว นี่ล่ะครับ ผมต้องการจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริง ๆ ขนาดพี่เค้าทําบุญอยู่เรื่อย ๆ สุดท้ายก็เสียชีวิตแบบไม่มีใครคาดคิดเหมือนกัน ตอนผมเปิดไปเจอกระทู้นี้ผมก็แบบ เอ้ย !! พี่เค้าเสียแล้วเรอะ ? คือก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่จริง ๆ ถามว่าแปลกใจมากไหมก็แปลกใจอยู่แต่ไม่มากเท่าไหร่ หลาย ๆ คนอ่านแล้วคงคิดแบบ เอ๊ะ คนเสียชีวิตทั้งคนแกยังไม่แปลกใจมากอีกเรอะ ? คือเอาจริง ๆ แล้วผมฝึกพิจารณามรณานุสสติมาหลายปีแล้ว ก่อนเข้านอนทุกวันผมจะพิจารณามรณานุสสติจนผมหลับไปทุกวัน มรณานุสสติที่ผมกําลังพูดถึงอยู่นี่ก็คือการที่เราพิจารณาเรื่องความตายนี่ล่ะครับ หลายคนก็ฝึกแบบแตกต่างกันไปตามจริตของแต่ละคน ส่วนวิธีที่ผมฝึกก็คือตอนผมเข้านอนนั่นแหละ ผมจะนึกประมาณว่าเรานอนวันนี้เราอาจจะไม่ตื่นแล้วก็ได้ ถ้าตายตอนเราเข้านอนเราจะขอไปนิพพานทันที อันนี้ผมฝึกตามที่หลวงพ่อท่านสอนครับ ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเอง คือบางวันผมก็จะนึกว่าตัวผมเน่าเฟะเป็นซากศพ ไม่ก็เป็นโครงกระดูกอะไรแบบนี้ คือนึกไปก็ดูลมหายใจของเราไปจนหลับไปทุกวัน ไม่บางทีก็นึกว่าตัวของผมดําเป็นตอตะโกจากการที่เค้าเผาศพของเรา ตอนผมฝึกใหม่ ๆ มันจะรู้สึกแปลก ๆ คือแบบมันจะทะมึน ๆ บอกไม่ถูก คือจะหม่น ๆ อะครับ คือเอาจริง ๆ แล้วมันก็แหงอยู่แล้วล่ะ เพราะเราไม่เคยฝึกมาก่อน อยู่ดี ๆ จะให้มานึกถึงความตายเลยแล้วเราสงบทันที มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว หรืออาจจะเป็นได้ในบางคน แต่กับผม ผมยอมรับว่าเรารู้สึกหม่น ๆ ในตอนแรก คือจะว่ากลัวก็ไม่เชิง แต่พอหลังจากนั้นหลังจากที่ผมฝึกต่อเนื่องกันทุกวัน ทุกวันนี้ผมก็ยังทําแบบเดิมทุกวันตอนเข้านอนครับ สรุปคือผมแค่รู้สึกหม่น ๆ ตอนแรกตอนที่ฝึกใหม่ ๆ แค่นั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้ว อีกอย่างคือทําให้เราหลับได้เร็วขึ้นด้วย คือหัวถึงหมอนไม่ถึง 30 วินาทีก็หลับแล้ว อ้อ แต่ที่ผมพูดนี่ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนคิดว่า โห ยังงี้ที่นายฝันว่าจะไปถึงนิพพานได้คงไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ ไม่ครับ ยังมีโอกาสเป็นไปไม่ได้สูง เพราะถึงแม้ผมจะฝึกดูจิตดูหนอก็จริง และพิจารณาความตายทุกวัน แต่บางวันที่ผมเจอเรื่องที่มันกระทบจิตใจมาก ๆ เวลาเข้านอน ต่อให้เราทําสมาธิ บางวันก็มีแบบนอนหลับยากอยู่ก็มีครับ ไม่ใช่ทําได้ดีหมด 100 % ทุกวัน วันที่สติหลุดก็มีอยู่ ก็อย่างที่บอกอะครับ ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุธรรมถึงขั้นพระอรห้นต์ เราก็ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่ ผมถึงบอกว่าเราจะประมาทไม่ได้เลย และนี่แหละที่ว่าทําไมผมยังต้องปฏิบัติอยู่ทุกวัน พูดง่าย ๆ ว่ายังไงก็จะปฏิบัติแบบนี้ทุกวันไปจนวันตายนั่นแหละครับ และนี่ก็คือเหตุผลอีกอย่างด้วยที่ว่า ทําไมตอนที่ผมเห็นกระทู้ที่พี่ชยาคมน์เสียชีวิต ผมถึงแปลกใจไม่มากเท่าไหร่ เพราะผมฝึกพิจารณาถึงความตายทุกวันอยู่แล้ว คือไม่คนอื่นตายก็อาจจะเป็นเราที่ตาย อะไรแบบนี้อะครับ อีกอย่างคือพอเราฝึกทุกวัน เราจะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นกับเวลาที่มีคนมาทําให้เราโกรธ คือจริง ๆ แล้วในทางของพระพุทธศาสนาเค้าก็ฝึกกันแบบนี้ คือถ้าเราไม่อยากโกรธใครเวลาที่มีคนหรือมีเรื่องมาทําให้เราสบายใจ การพิจาร๊ณาความตายนี่ล่ะที่สุด ถามว่าดียังไง ? คือพอเรานึกถึงความตายแล้ว สมมุติเราคิดว่า เราจะไปโกรธเค้า ไปเสียเวลาโกรธเค้าทําไมกัน เพราะยังไงอีกหน่อยไม่เค้าก็เราก็ต้องตายอยู่ดี จะโกรธกันให้ผูกเวรแล้วไปเจอกันต่อชาตือื่น ๆ หรือให้อภัยกัน ไม่คิดพยาบาทกันแล้วละกิเลสให้ได้ให้หมดแล้วไปนิพพาน แบบไหนมันน่าจะดีกว่ากันล่ะ ? ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 8:00:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 21  
 
ต่อครับ พูดถึงเรื่องที่ตอนที่ผมปฏิบัติฝึกพิจารณาความตายใหม่ ๆ แล้วผมรู้สึกหม่น ๆ จริง ๆ คนอื่นก็เป็น ไม่ใช่ผมคนเดียว คือผมเคยเห็น clip ใน youtube ถ้าจําไม่ผิดรู้สึกจากหหลวงพี่ไพศาล วิสาโลนี่ล่ะ คิดว่าน่าจะเป็นจากท่าน ถ้าไม่ใช่ขออภัยครับ คือท่านพูดถึงเรื่องความรู้สึกหม่น ๆ ในตอนแรกที่ปฏิบัตินี่ล่ะ คือตอนแรกผมฟังผมก็แบบ โอ้ว นี่อาการเดียวกับเราเลยแฮะ ตามนี้ครับ

คราวนี้ผมขอพูดถึงเรื่องการเกิดของเรากันบ้าง ทุกคนลองนึกเล่น ๆ นะ คือถ้าสมมุติถ้าชาติหน้าเราได้เกิดเป็นคนอีก มันจะน่าสนุกไหม ? พอเราเกิดมาตอนเด็ก ๆ เราก็จําความอะไรไม่ได้ บางคนโชคร้ายเกิดมาไม่ทันไรก็ตายซะแล้ว เด็กทารกบางคนตายในครรภ์มารดาก็ยังมี เด็กบางคนเกิดมารูปร่างไม่สมประกอบก็ยังมีให้เห็น แล้วพวกเราล่ะ ? พวกเราแน่ใจกันรึเปล่าว่า ถ้าเราต้องได้เกิดอีก ต่อให้เกิดเป็นคนด้วย เราจะเกิดมาแล้วมีความสุขแบบในชาตินี้อีก ? มันมีอะไรทําให้เราแน่ใจได้บ้างล่ะ ? ของแบบนี้มันไม่แน่หรอกครับ อีกอย่างถ้าเราเกิดมาชาติหน้าแล้วเราไม่มีแขนข้างนึงหรือไม่มีขาข้างนึง คุณจะรับมันได้รึเปล่า ? อะ..เอาง่าย ๆ สมมุติเราเกิดมาสมประกอบก็แล้วกัน ต่อให้เราหล่อด้วย พอเราโตขึ้นมาหน่อยเราก็ต้องไปเข้าโรงเรียน เริ่มเรียนกันใหม่ และถามหน่อยว่า ชาตินี้ตอนพวกเราเข้าเรียน เรารู้สึกกันยังไง ? ต่อให้เราเด็กที่เรียนเก่งและขยันด้วย เอายังงี้ดีกว่า ยังไงก็ต้องมีวันที่แบบเบื่อเรียนบ้าง อยากจะนอนอยู่กับบ้าน ไม่อยากไปโรงเรียนบ้าง ยังไงก็ต้องมีอย่างแน่นอน แล้วถ้าพวกที่ไม่ชอบเรียนหนังสือล่ะ ? เลิกคิดไปได้เลยครับ เพราะมันจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสุด ๆ กับการที่ต้องไปโรงเรียนซํ้าแล้วซํ้าเล่าอยู่ทุกวันจนกว่าจะเรียนจบ คือผมขอถามหน่อยว่า ชาตินี้เรายังเรียนกันไม่พอใช่ไหม ? ชาติหน้าเกิดมาก็ต้องไปเรียนกันใหม่แถมยังต้องเรียนซํ้าแบบที่เราเรียนมาจากชาตินี้แล้ว เอาง่าย ๆ คือถ้าเราโชคดีได้เกิดเป็นคนไทย แต่ถ้าเราไม่ได้เกิดเป็นคนไทยล่ะ ? เรายังอยากจะเกิดอีกไหม ? ต่อครับ คือถ้าเราได้เกิดเป็นคนไทย เราก็ต้องไปเริ่มเรียน ก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูกกันต่อ คุณลองถามตัวเองดูว่า เราอยากจะกลับไปเรียนซํ้าอีกไหมกับที่เราเคยเรียน แล้วก็ไปโรงเรียนซํ้า ๆ กันจนกว่าเราจะสอบผ่านทุกวิชาแล้วเรียนจบ คุณว่ามันสนุกไหมกับการที่ต้องเกิดอีก ? เอาแค่นี้ก็พอครับ เอาจริง ๆ ผมก็ไม่รู้หรอกนะ หลาย ๆ คนอ่านแล้วอาจจะคิดแบบ เออ สนุกสิ ถึงต้องกลับไปเรียนใหม่ แต่ยังไงตอนเด็ก ๆ ก็มีความสุขที่สุดแล้ว พอมาถึงตรงนี้ผมเลยอยากจะให้คุณกลับไปคิดถึงตอนที่ผมพูดก่อนหน้านี้ว่า เราจะเอาอะไรมาวัดหรือแน่ใจได้ว่า เราจะเกิดมาครบทุกอย่างอีก คือผมต้องการจะเปรียบเทียบให้ดูว่า เราจะแน่ใจได้ยังไงว่า เราจะมีความสุขในตอนเด็ก ๆ เหมือนที่เราเป็นเด็กในชาติได้อีก ? มันไม่มีอะไรทําให้เราแน่ใจได้เลยครับ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เคยเห็นคนอื่นที่มีชีวิตตอนเด็ก ๆ แบบทุกข์มาก ๆ แต่มาประสบความสําเร็จตอนโต กลับกัน บางคนอาจจะมีความสุขมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ มีอะไรพ่อแม่ก็ซื้อหามาได้ให้หมด แต่พอตอนโตกลับเป็นคนล้มละลาย ไม่เหลืออะไรเลยก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่อย่างมากมาย อันนี้ผมขอยกตัวอย่างหน่อย คือตอนเด็ก ๆ จริง ๆ แล้วก็เคยมีประสบการณ์แบบจะเสียชีวิตตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ผมขอไม่ถึงแล้วกันว่าเรื่องอะไร คือคนในครอบครัวเค้าเล่าให้ผมฟังตอนที่ผมโตขึ้นมาหน่อยแล้ว คือตอนที่ผมจะเสียชีวิต ตอนนั้นผมยังจําความอะไรไม่ได้เลยครับ นี่ล่ะครับ การเกิดมันน่ากลัวอย่างนี้แหละ ลองคิดเล่น ๆ ถ้าผมเสียชีวิตไปตอนนั้นแล้ว แน่นอนครับ ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้มานั่ง post กระทู้ธรรมะให้ทุกคนอ่านแล้วล่ะ และนี่คือสิ่งที่ผมกําลังจะบอกว่า ที่เราคิดกันว่าเราจะมีชีวิตอยู่กันนาน เราไม่เป็นอะไรหรอก ของแบบนี้มันไม่แน่หรอกครับ ผมยังเคยจะเสียชีวิตตอนเด็ก ๆ มาแล้วอย่างที่บอกครับ จริง ๆ มีอีกเหตุการณ์นึงที่ผมเคยจะเสียชีวิต คือเรื่องนี้ผมสามารถเล่าให้ฟังได้ คือตอนเด็ก ๆ ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณไม่ถึง 10 ขวบ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ผมอยู่ ป.3 - 4 มั้ง คือตอนนั้นไปเล่นที่บ้านเพื่อน เล่นกระโดด ๆ กันนี่ล่ะครับ แต่กระโดดลงมาจากเตียง 2 ชั้นของเพื่อนผม ผลัดกันปีนขึ้นแล้วกระโดดลงมา แล้วตอนนั้นผมกระโดดลงมาแล้ว และมีเพื่อนอยู่คนนึงดันกระโดดตามผมลงมาแล้วมาลงที่คอผม โห ตอนนั้นบอกเลยว่าเจ็บมาก ตอนนั้นผมร้องไห้โฮเลย แต่ไม่แน่ใจว่าคิดว่าตัวเองจะตายรึเปล่า คือมันเจ็บสุด ๆ ไม่รู้จะบอกยังไง คือเหมือนคนคอจะหักอะครับ แต่สุดท้ายผมก็รอดมาได้ แต่ตอนนั้นก็ต้องเดินคอเอียงอยู่นานเลย เผลอ ๆ น่าจะเป็นเดือน ตอนนั้นทรมานสุด ๆ นี่ล่ะครับ ขนาดตอนผมเป็นเด็กยังเกือบตายมาแล้ว ยิ่งตอนที่จะตายครั้งแรกที่ผมบอกว่า ผมยังจําความอะไรไม่ได้เลย แค่นี้ก็น่ากลัวที่สุดแล้วครับกับการเกิด ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 8:25:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 22  
 
ต่อครับ อะ...สมมุติตอนนี้เรามีชีวิตรอดมาจากช่วงเป็นเด็กละ พอเราโตเป็นวัยรุ่นเราก็ต้องได้เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตที่มีทั้งดีและร้าย บางคนก็ดีจนประสบความสําเร็จในชีวิต คือหมายถึงไปค้าขายและรวยขึ้นมาได้ตั้งแต่วัยรุ่นอะไรยังงี้ครับ แต่กับบางคน ไม่ต้องอะไรหรอกครับ จริง ๆ แล้วก็มีเพื่อนสนิทที่เสียชีวิตตอนเป็นวัยรุ่นก็มีอยู่หลายคนนะ บางคนก็เสียชีวิตในช่วงยุค 90 เพราะ motorcycle ควํ่าตายก็มี และลองคิดกันเล่น ๆ ดูอีก ผมว่ายังไงใน webboard guitar นี้ก็ต้องมีวัยรุ่นที่ชอบแข่งรถกันอยู่บ้างแหละ ไม่ต้องอะไรเลย เอาตัวผมนี่ล่ะ ผมก็เคยเกือบจะเสียชีวิตเพราะรถ motorcycle บ้างเหมือนกัน พอเวลาผ่านมาแล้วเรากลับไปคิดตอนนั้นแบบ เออ ตอนนั้นเรารอดมาได้ยังไงนะ คือยอมรับครับตอนผมวัยรุ่นผมก็ชอบขี่ motorcycle บ้าง แต่ถามว่าแข่งไหม ? ก็ไม่เชิงนะ แต่เป็นคนชอบขี่ motorcycle แต่พอโตมาแล้วยอมรับครับ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่จําเป็นผมจะไม่แตะเป็นอันขาด คือมันอันตรายจริง ๆ กับ motorcycle นี่ ต่อให้เราขี่ช้าแบบระวังสุด ๆ ก็เถอะ แต่จริง ๆ ก็ไม่หรอกครับ จะรถยนต์หรือ motorcycle ถ้าเราถึงที่จริง ๆ ต่อให้ระวังกันสุด ๆ ก็ต้องไปกันอยู่ดี คือชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริง ๆ

ผ่านช่วงวัยรุ่นไปก็เข้าสู่ช่วงผู้ใหญ่ ตอนนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนกันแล้ว เราก็ทํางานกันไปเรื่อย ๆ หาเงินกันไปเรื่อย ๆ แต่ถามว่าการหาเงินไปเรื่อย ๆ แล้วก็ซื้อของที่เราชอบมาสนองความสุขของตัวเองไปเรื่อย ๆ มันคือความสุขที่แท้จริงหรือ ? ผมขอไม่ตอบก็แล้วกัน เพราะยังไงถึงผมตอบไป ยังไงก็ต้องมีคนคิดตรงข้ามกับเราอยู่ดี เอาเป็นว่าลองถามตัวเองดูก็แล้วกันครับว่า การที่เรามีเงินมาซื้อโน่นซื้อนี่ เรามีความสุขกับมันจริงรึเปล่า ? ถ้าจริงหรือเงินทําให้เรามีความสุขได้จริง ทําไมถึงมีคนที่รวยมาก ๆ มีเงินเป็นพันล้าน คือดูเหมือนมีทุกอย่างในชีวิตฆ่าตัวตายล่ะ ? มันเป็นไปได้ยังไง ? กลับกัน และทําไมก็มีคนจนที่ฆ่าตัวตายเพราะความจนของตัวเองล่ะ ? และในทางกลับกัน ทําไมคนที่ไม่ค่อยมีเงินเค้าอยู่กันอย่างมีความสุข ใช้เท่าที่มี มีเท่าที่จะใช้ และกับคนรวยบางคน ทําไมคนรวยบางคนเค้าดูทุกข์เหลือเกินทั้ง ๆ ที่เค้าก็มีเงินแบบใช้ไปอีก 10 ชาติก็ไม่หมด คือมีทั้งชื่อเสียง บารมีในทางโลก มีทั้งเงินทอง ทําไมเค้ายังฆ่าตัวตายได้อีก ? แล้วอย่างนี้เงินยังทําให้คนมีความสุขอยู่อีกจริงหรือ ? อีกอย่างคือพอเราโตแล้ว เวลาเราไปทํางาน ผมว่ายังไงทุกคนก็ต้องเคยเจอ คือจะเจอมากเจอน้อยแค่นั้นแบบทําไมคนต้องใส่หน้ากากคือไม่มีความจริงใจให้กัน คือถ้าให้คนที่จริงใจมาก ๆ แล้วต้องไปอยู่กับสังคมที่ต้องใส่หน้ากาก ยังไงก็ต้องไม่มีความสุขแน่นอน แต่อย่างที่บอกครับ ถ้าเราปฏิบัติธรรม ยังไงเราก็สามารถอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ได้ ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 8:42:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 23  
 
ต่อครับ วันนี้หลาย ๆ คนอาจจะแปลกใจว่า ทําไมอยู่ดี ๆ ผมถึงพิมพ์อะไรมากมายขนาดนี้ จริง ๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่อยากจะให้ทุกคนเห็นการเกิดว่ามันน่ากลัวจริง ๆ แค่นั้นแหละครับ

จริง ๆ ผมพยายามรวบรัดแล้ว ถ้าจะให้พิมพ์จริง ๆ จะมีรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก ๆ แหะ ๆ สรุปคือ ตอนนี้ผ่านช่วงผู้ใหญ่มาละ มาถึงช่วงสูงอายเลยก็แล้วกัน คือผมก็ไม่ได้แบบถึงขั้นสูงอายุอะไรขนาดนั้นหรอก ผมเลยขอไม่พูดถึงมากก็แล้วกัน เพราะเรายังไม่มีประสบการณ์ตอนที่เราสูงอายุ พูดไปเดี๋ยวออกแนวมโน แหะ ๆ แต่เอาจริง ๆ จากที่ผมศึกษาและดูจากหลาย ๆ clip ใน youtube รวมทั้งจากประสบการณ์ของคนอื่นในชีวิตที่เราเห็น พอเราอายุมากขึ้น แน่นอนว่าร่างกายเราก็เสื่อมลง ไอ้ที่เราอยากจะไปเตะ football กลางแดดจัด ๆ ทั้งวัน แน่นอนว่าลืมไปได้เลย ทําไม่ได้อยู่แล้ว หรือถึงอาจจะทําได้ก็ทําได้ไม่นาน เผลอ ๆ เตะ ๆ ไปวิ่ง ๆ อยู่โดนใครสกัดขาแล้วอาจจะถึงขั้นขาหักก็ได้ เพราะกระดูกของเรามันไม่แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่ม ๆ แล้ว และนี่ก็คือเหตุผลอีกว่า ทําไมเวลาคนแก่ล้มแล้วจะทรุดหนักกว่าคนอื่น บางคนถึงตายเลยก็มีเพียงแค่ล้มในห้องนํ้าครั้งเดียว นี่ล่ะครับความเสื่อมของสังขารมันน่าเบื่อตรงนี้แหละ ถ้าหยุดเวลาได้ ผมเชื่อหลาย ๆ คนในที่นี้คงอยากจะหยุดเวลาไว้ตอนช่วงที่เราเป็นเด็กหรือวัยรุ่นทุกคน แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่แน่อยู่ดี เพราะคนที่เกิดมาในชาตินี้แล้วไม่มีความสุขในวัยเด็ก แต่มีความสุขตอนโตก็คงไม่อยากจะคิดแบบที่ผมพูด แต่ถ้าถามผมว่า ถ้าเลือกได้ผมอยากมีความสุขในตอนไหน ? ผมบอกได้เลยครับว่าวัยเด็กและวัยรุ่น พูดถึงเรื่องของธรรมะแล้ว ผมเคยอ่านเจอหรือไม่ก็ฟังจาก clip ธรรมะใน youtube นี่ล่ะ คือเอาจริง ๆ แล้ว ถ้าเราไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย เอาง่าย ๆ เอาแค่การทําสมาธิอย่างเดียวก็พอ ถ้าเราไม่เคยปฏิบัติเลยแล้วอยากมาเริ่มทําตอนแก่ ถามว่ามันจะได้ผลไหม ? จากที่ผมศึกษามาผมว่าไม่น่าจะได้ผลเลย หรือได้ก็น้อยมาก คืออายุเราก็มากแล้ว ถ้าไม่เคยปฏิบัติแล้วอยู่ดี ๆ ไปนั่งสมาธิมันจะลําบากมาก ๆ แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่อยากให้คิดอย่างนั้นกันหรอกครับ จริง ๆ ถ้าเราเริ่มลงมือปฏิบัติต่อให้อายุเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ทําอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทําตั้งแต่ตอนที่เรายังแรงดี ยังเป็นวัยรุ่นอยู่หรือไม่ก็เป็นผู้ใหญ่ อย่างน้อยเริ่มตั้งแต่ตอนเราหนุ่ม ๆ มันก็ดีกว่าอยู่แล้วแหละ ถูกไหมครับ ?

สรุปคือที่ผมเขียนมายาวมาก ๆ ในวันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่อยากให้ทุกคนเห็นว่าการเกิดมันน่าเบื่อจริง ๆ ผมคนนึงล่ะที่ไม่อยากเกิดแล้วแน่นอน ถ้าถึงนิพพานได้ก็ขอให้ถึงเถอะ แต่ถ้าไม่ถึงจริง ๆ ก็ขอให้ไปค้างที่สวรรค์ชั้นไหนก็ได้หรือไม่ก็พรหม คือถ้าเราไปอยู่บนนั้นเราก็ยังสามารถปฏิบัติธรรมได้ต่อแล้วเข้านิพพาน แต่เอาจริง ๆ จากที่ผมศึกษามา จริง ๆ แล้วการเกิดเป็นมนุษย์จะสร้างบารได้ดีกว่าการเป็นเทวดาในสวรรค์ คิดว่าเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าไม่ใช่ขออภัย แต่ผมเคยศึกษามาเป็นอย่างนี้ ถ้าใครอยากจะรู้ว่าเพราะอะไร ยังไงก็ลอง google ดูครับ อ่านมาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า อ้าว แล้วถ้ามนุษย์สร้างบารมีได้ดีกว่าเทวดาบนสวรรค์ ทําไมนายจะไม่อยากเกิดบนโลกนี้อีกล่ะ ? ผมก็ขอบอกเลยว่า การเกิดบนโลกนี้มันน่าเบื่อสุด ๆ เกิดเป็นมนุษย์เราก็มีสิทธิ์ป่วยได้ อีกอย่างก็ต้องหาเงินด้วย แต่บนสวรรค์เค้าอยู่กันด้วยแรงบุญที่เค้ามีที่เค้าทําตอนที่เค้ายังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่ ผมไม่แน่ใจว่า เทวดาเค้ามีการตายรึเปล่านะ คือคิดว่ามี รู้สึกเค้าใช้คําว่า จุติ มั้ง ถ้าไม่ใช่ขออภัย พูดมาถึงตรงนึ้ก็ดีละ เพราะผมเชื่อว่าต้องมีหลาย ๆ คนแน่ ๆ ที่คิดว่า อยู่บนสวรรค์ก็เสพสุขตลอดเวลาตลอดกาลเหรอ ? ผมบอกให้เลยครับไม่ครับ คือต่อให้คุณอยู่บนสวรรค์ แต่ถ้าแรงบุญของคุณหมด ตอนคุณจะหมดสภาพจากเทวดา คุณก็มีสิทธิ์ลงนรกได้ คือการขึ้นสวรรค์ไม่ได้มีความหมายความว่า คุณจะมีแต่ความสุขชั่วนิรันดร์นะ ความสุขชั่วนิรันดร์จริง ๆ อยู่ที่นิพพาน คือคุณไม่ต้องกลับมาเกิดแล้ว คือสุขจากความสงบที่แท้จริง ๆ อย่างที่บอกอะครับ คือดวงจิตเราจะเป็นประกายพรึกสว่างไสวไปตลอดกาล ส่วนเรื่องความสงบที่แท้จริงเป็นยังไง ผมก็บอกได้อย่างเดียวว่า คุณต้องฝึกสมาธิครับแล้วถึงจะเข้าใจเอง และขอยํ้าในเรื่องเดิมนะครับว่า อย่าคิดว่าผมฝึกทุกวันแล้วผมจะปล่อยวางในทุก ๆ เรื่องได้หมด ไม่ครับ ยํ้าคําเดิมครับ หลุด ๆ บ้างก็ยังมี แต่อาจจะมีน้อยลงไม่เหมือนกับตอนที่ผมไม่เคยฝึกเลย การปฏิบัติธรรมนี่ถ้าหวังจะปฏิบัติสู่นิพพานจริง ๆ ต้องเอาชีวิตเข้าแลกจริง ๆ และต้องตั้งใจจริง ๆ ถ้าผมจําไม่ผิดเหมือนเคยได้ยินหลวงพ่อฤๅษีลิงดำบอกว่า คนที่ปฏิบัติธรรมสู่นิพพานจริง ๆ จะโดนกรรมเก่าเข้ามาหา 10 เท่า ถ้าจําไม่ผิดคิดว่าเป็นแบบนี้ แต่ไม่ต้องเชื่อผมนะครับ คือผมไม่แน่ใจด้วยว่าหลวงพ่อพูดรึเปล่า แต่คิดว่าน่าจะใช่ ถ้าไม่ใช่ต้องขออภัยก่อนครับ และด้วยความที่ผมปฏิบัติอย่างที่บอกว่าน่าจะ 10 ปีกว่า ๆ ได้ละ มันก็จริงอย่างที่หลวงพ่อบอกจริง ๆ ครับ คือทุกวันนี้อะไรที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดมันก็เกิดกับตัวผม คือสิ่งที่เราคิดไม่ถึงว่า เอ้ย !! เรื่องแบบนี้เราเคยเจอด้วยเหรอนี่ ? คือไม่อยากให้ทุกคนฟังผมหมดนะ บางทีผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ หรือบางทีอาจจะบังเอิญเกิดกับผมแล้วผมดันไปผูกเรื่องนี้เข้ากับเรื่องของกรรม 10 เท่าอะไรนี่เอง เอาเป็นว่าไม่ต้องฟังผม ผมแค่พูดให้ฟังเฉย ๆ ก็แล้วกันครับ เรื่องแบบนี้ต้องปฏิบัติเองจริง ๆ ถึงจะเข้าใจ ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 9:14:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 24  
 
ต่อครับ พูดถึงเรื่องของนิพพานแล้ว หลาย ๆ คนอาจจคิดว่า โอ๊ย !! เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะฝันไกลถึงไปนิพพาน เพราะคนเรามีกรรมเยอะ จะเข้านิพพานได้เราต้องใช้กรรมจนหมดก่อน ถ้าคุณกําลังคิดในลักษณนี้อยู่ บอกเลยครับว่าคุณคิดผิด ผมก็คือหนึ่งคนในนั้นที่เคยคิดแบบนี้ด้วยนั่นเอง แหะ ๆ

จริง ๆ แล้วคนที่เข้านิพพานนั้นไม่มีใครที่ใช้กรรมเก่าจนหมดนะ อันนี้ผมไม่ได้พูดหรือมโนขึ้นมาเอง แต่เป็นจากคําสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถ้าไม่ใช่ขออภัยก่อนครับ หลาย ๆ คนอ่านแล้วอาจจะคิดว่า ทําไมผมถึงชอบพูดว่าถ้าไม่ใช่ขออภัย คือผมไม่ได้ยํ้าคิดยํ้าทําอะไรหรอกครับ แค่ขอพูดไว้ก่อน เพราะถ้าผมเผยแพร่ผิดไปจริง ๆ ผมจะได้บาปใหญ่แทนได้บุญ แหะ ๆ จากที่ผมเคยอ่านและฟังจาก clip มั้ง คือรวม ๆ กัน คนที่เข้านิพพานได้นี่ไม่มีใครใช้กรรมเก่ากันหมด แต่ถามว่า อ้าว แล้วเค้าเข้านิพพานได้ยังไง ? ต้องใช้กรรมให้หมดก่อนไม่ใช่เหรอ ? เหตุผลก็คือ ที่เค้าใช้กรรมเก่ากันไม่หมด เพราะเค้าปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุธรรมก่อนที่กรรมทั้งหมดจะถึงตัวครับ คือคนที่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ยังไงก็ได้บุญใหญ่อยู่แล้ว แต่เรื่องของบุญก็คือเรื่องของบุญ บาปก็คือบาป ยังไงเราต้องแยกแยะระหว่าง 2 อย่างนี้ออกมา ถ้าเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็ให้นึกถึงแก้วนํ้า คือตอนแรกเราใส่นํ้าเปล่าลงแก้วไป คือเปรียบเหมือนตัวเราที่มีจิตที่บริสุทธิ์ตอนแรก ๆ ที่เราเกิดมา แต่พอเราโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็มีทั้งทําความดีกับความไม่ดีในชีวิต สมมุติควาไม่ดีหรือความชั่วเป็นสีดํา พอเราทําความชั่วทีนึง จากนํ้าสีขาว ๆ ก็เริ่มมีสีดํากระจายลงไป ถ้าเรายิ่งทําความชั่วเพิ่มขึ้น นํ้าสีดําก็กระจายมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเริ่มกลบนํ้าสีขาวในแก้ว และพอเราทําความดี พลังของนํ้าสีขาวก็เริ่มกระจายเพิ่มขึ้นขึ้นมากลบสีดํา เอาง่าย ๆ ว่าเราทําความดีเท่่าไหร่ ความขาวก็จะมากขึ้น ถ้าทําความขั่ว ความดําก็จะตีกับนํ้าสีขาว อะไรประมาณนี้อะครับ

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมต่อ บางคนพอหันมาปฏิบัติธรรมอาจจะคิดว่า ยังไงเราก็ทําดีแล้ว มีบุญติดตัวทุกวัน ยังไงก็ต้องเจอแต่ในเรื่องดี ๆ แหละน่า ใช่ครับ เป็นใครใครก็ต้องคิดทั้่งนั้นแหละถูกไหมครับ ? แต่เอาจริง ๆ แล้ว พอเราปฏิบัติธรรมไปลึกจริง ๆ มันจะมีบททดสอบเยอะมาก ๆ คือถ้าให้ประมาณก็คงแบบถึงแม้เราปฏิบัติธรรมมีบุญใหญ่ติดตัวทุกวัน แต่ทุกคนก็อย่าลืมว่า เราเกิดมากันหลายชาติแล้ว ไม่ได้เกิดมากันชาตินี้ชาติเดียว เอาจริง ๆ ไม่ต้องอะไรหรอก ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องชาติก่อน ๆ เอาแค่ชาตินี้ก็พอครับ ตอนที่เราโตมาได้ถึงทุกวันนี้ เราเคยทําให้คนอื่นมีความสุขและเสียใจไปกับการกระทําของเรากี่คน ? เอาแค่นี้ก็พอ อีกอย่างกับคําว่าเจ้ากรรมนายเวร คนที่เราเคยไปทําไม่ดีกับเค้า แน่นอน ยังไงก็ต้องมีคนที่ไม่ยอมยกโทษให้เราอยู่แล้ว และยิ่งถ้าเราไม่ได้ทําบุญบ่อย ๆ อีก ถ้าแรงกรรมที่เราเคยทําเอาไว้ในอดีตตามเราทัน ถ้าเราไม่มีนํ้าสีขาวกระจายลงไปบ้างเลยในแก้ว กรรมเก่าก็จะมีโอกาสเข้าเล่นงานเราได้แรงมากขึ้น แต่ถ้าเรามีบุญ อย่างน้อยถึงโดนเล่นงานบ้างแต่ก็จะเบาลง และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทําไมเวลาเราปฏิบัติธรรม ไปทําบุญ หรือทําความดี เราจึงต้องอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของเรานี่ล่ะครับ คือเค้าจะให้อภัยหรือไม่ให้เราก็ไปบังคับเค้าไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยเราก็อุ่นใจแล้วล่ะ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้อุทิศบุญแผ่เมตตาให้กับเค้าแล้ว ถูกไหมครับ ? อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ทําเลย พูดถึงเรื่องปฏิบัติธรรมแล้วต้องเจอบททดสอบหนัก ๆ จากที่ผมศึกษาจาก web palungjit และ web อื่น ๆ ด้วยรวมทั้งจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองและคนอื่น ๆ ที่เคยได้ดูได้ฟังมา เหตุผลก็เป็นเพราะว่า พอเราปฏิบัติธรรมได้ลึก ๆ แล้ว บางทีเจ้ากรรมเค้ากลัวเราจะหลุดแล้ว คือหลุดพ้นจากกิเลสนั่นแหละ เค้าก็เลยพยายามมาขัดขวางไม่ให้เราพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ อะไรประมาณนี้อะครับ คิอจริง ๆ มันมีอะไรเยอะแยะกว่านี้ บางทีก็โดนทดสอบ ถ้าใครสนใจก็ google ดูครับ ไม่ก็พิมพ์หัวข้อใน guitarthai webboard ที่ผมเคย post แล้วก็ search ดูได้ ผมเคย post มาหลายกระทู้มาก ๆ ยังไงก็ต้องมีบ้าง ไม่ก็เข้าไป seach ใน palungjit ได้ครับ ต่อข้างล่างครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 9:48:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 25  
 
clip อรหันต์พลิกฝ่ามือ - อ.วรากร

https://www.youtube.com/watch?v=VvzZdgjkeKo

เอาเป็นว่่าแค่นี้พอก็แล้วกันครับ พิมพ์ยาวไปอ่านแล้วจะเบื่อกันซะก่อน ก่อนผมไปในวันนี้ผมอยากให้ทุกคนดู clip ข้างบนนี้กัน ดูแล้วเข้าใจง่ายมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องของสมถะและวิปัสสนา ยังไงลองดูให้จบครับ แล้วจะได้รู้ว่าคนที่ฝึกวิปัสสนา ที่ผมบอกผมดูสุขหนอทุกข์หนอนั่นแหละครับ เค้าปฏิบัติและปล่อยวางกันยังไง อ้อ คนที่จะปฏิบ้ติธรรมไปนิพพานได้นั้นเค้าต้องฝึกวิปัสสนาด้วย ไม่อย่างนั้นจะไปไม่ได้ครับ ส่วนวิปัสสนาคืออะไร ดียังไง ? ทําไมต้องฝึกวิปัสสนาแล้วไปนิพพาน ? ก็ดูใน clip ได้เลยครับ รับรองว่าดูแล้วไม่น่าเบื่อ แล้วเข้าใจง่ายมาก ๆ จริง ๆ ครับ ขอให้โชคดีครับทุกคน อนุโมทนาครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 9:56:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 26  
 
เพิ่มหน่อย ขอฝากให้ดูอีก clip กันครับ ใครไม่เคยดูก็ดูได้ครับ จะได้รู้ว่าจริง ๆ ความทุกข์ดีกับเรายังไง อนุโมทนาครับ

clip ยิ่งทุกข์ ยิ่งสุข โดย ผอ. รศ. ดร. ชัชวาลย์ ศิลปกิจ

https://www.youtube.com/watch?v=9ub4zo4_oSw


   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 10:05:00    IP = 24.90.61.129
 


  คำตอบที่ 27  
 
อีกนิดครับ คือวันนี้ผมพิมพ์ยาวมาก ๆ บางทีก็พิมพ์ผิดบ้างหรือตกหล่นไปบ้าง ยังไงก็ต้องขออภัยด้วยครับ เอาเป็นว่าเน้นที่ใจความก็แล้วกัน ตามนี้ครับ

   rockonyou      7 มิ.ย. 62   เวลา 10:41:00    IP = 24.90.61.129
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket